Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

วิกฤติเกษตรไทย: โลกเมิน ‘ราคา’ ถามหา ‘คาร์บอน’

ในยามที่กระแสโลกกำลังพัดพาคลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่เข้าสู่ภาคเกษตรและอาหาร พรศิลป์ รินทร์ตระกูล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญถึงความเปราะบางของระบบการผลิตไทยบนเวทีโลก เมื่อกติกาการค้าไม่ได้ถูกกำหนดด้วย “ราคา” หรือ “ปริมาณ” อีกต่อไป แต่กำลังถูกเขียนใหม่ด้วยหมึกสีเขียวที่ชื่อว่า “คาร์บอน” การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นความเป็นความตายของผู้ส่งออกไทย หากยังไม่เร่งปรับตัวถอดรหัสความยั่งยืนให้กลายเป็นรูปธรรม

สิงคโปร์โมเดล: เมื่อเพื่อนบ้านขาย “มาตรฐาน” ไม่ใช่แค่สินค้า

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดข้าวโลกผ่านข้อมูลเชิงลึก พรศิลป์ กล่าวว่า ความแตกต่างทางยุทธศาสตร์ที่น่าตกใจระหว่างไทย เวียดนาม และสิงคโปร์ โดยเฉพาะภาพลักษณ์การค้าข้าวของไทยที่ยังคงติดอยู่ในกรอบเดิม ๆ คือการประกาศขายข้าวล็อตใหญ่ระดับแสนตัน พร้อมเงื่อนไขการส่งมอบที่ยาวนานถึง 5 ปี โดยที่ราคายังผูกติดกับความผันผวนของตลาด หรือในขณะที่เวียดนามใช้ความคล่องตัวเข้าสู้ด้วยการปิดการขายภายในเวลาเพียง 3 วัน แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือการขยับตัวของ “สิงคโปร์”

สิงคโปร์ไม่ได้ลงเล่นในสนามราคาหรือปริมาณ แต่พวกเขาก้าวไปสู่การขาย “ข้าวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Rice) ซึ่งสะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ที่มองทะลุว่า โลกกำลังโหยหาสินค้าที่ตอบโจทย์วิกฤติโลกร้อน แน่นอนว่าข้าวคาร์บอนต่ำย่อมมีต้นทุนและราคาที่สูงกว่า แต่สิงคโปร์กล้าที่จะตั้งราคาขายเพราะมั่นใจว่ามีตลาดรองรับ สิ่งนี้ตอกย้ำว่า “คาร์บอน” ไม่ใช่ของฟรี และการลดคาร์บอนคือการสร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง

“หากไทยยังคงขายข้าวโดยตอบคำถามไม่ได้ว่าปล่อยคาร์บอนไปเท่าไหร่ เราอาจจะกลายเป็นผู้เล่นที่ไร้ตัวตนในตลาดพรีเมียมนี้ทันที”

“ปัญหาสังคม” ที่แก้ไม่ได้ด้วยกฎหมาย แต่ต้องจ่ายด้วย “ต้นทุน”

หนึ่งในประเด็นที่เขาเน้นย้ำอย่างหนักคือ การมองปัญหาโลกร้อนและการเผาตอซังในภาคเกษตรว่าเป็น “ปัญหาสังคม” (Social Problem) ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รอการลงโทษทางกฎหมาย การที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร จำเป็นต้องเผาตอซัง ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการทำลายโลก แต่เป็นเพราะข้อจำกัดทางเศรษฐศาสตร์และปากท้อง หากรัฐหรือสังคมคาดหวังจะแก้ปัญหานี้ด้วยการออกกฎหมายห้ามเผา หรือขู่จะเก็บภาษีและบทลงโทษ นั่นคือการแก้ที่ปลายเหตุและรังแกคนตัวเล็กที่ไม่มีทางเลือก

ความจริงที่ต้องยอมรับคือ การทำเกษตรแบบไม่เผา (Zero Burn) มีต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องจักร ค่าจัดการตอซัง คำถามสำคัญที่นายพรศิลป์โยนกลับมาคือ “ใครจะเป็นคนจ่ายส่วนต่างนี้?” หากเราเดินไปบอกเกษตรกรว่าห้ามเผา คำถามสวนกลับทันทีคือ “แล้วใครจ่าย?” ดังนั้นทางออกเดียวคือการใช้กลไกเศรษฐศาสตร์เข้ามาจัดการ ภาคเอกชนหรือผู้รับซื้อต้องกล้าลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดหาเครื่องจักรไปจนถึงการรับซื้อในราคาที่สูงขึ้นเพื่อจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม

ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยง: จากไร่ข้าวโพดสู่โต๊ะอาหารยุโรป

นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้ขยายความให้เห็นภาพความเชื่อมโยงของระบบการผลิตที่แยกจากกันไม่ได้ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ลงสู่ดิน ผ่านมือเกษตรกร เข้าสู่ลานตาก โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ ไปจนถึงโรงงานแปรรูปและส่งออกไปยังต่างประเทศ ทุกขั้นตอนคือต้นทุนคาร์บอนที่สะสมมา

เมื่อเราส่งออกไก่เนื้อไปยังยุโรป เราไม่ได้ส่งออกแค่เนื้อไก่ แต่เรากำลังส่งออก “กระบวนการผลิต” ทั้งหมดไปด้วย หากต้นน้ำคือข้าวโพดที่มาจากการเผา ปลายน้ำคือไก่เนื้อ ก็จะกลายเป็นสินค้าที่มีมลทินทางสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถผ่านกำแพงมาตรฐาน Sustainable Consumption (SC) หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของยุโรปได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการแก้ปัญหาที่จุดเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องยกระดับทั้งกระดาน

ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก่อนตั้งกติกา

การแก้ปัญหาของภาครัฐในปัจจุบัน มักจะมุ่งเน้นไปที่การออกกฎระเบียบหรือมาตรการกีดกันททำให้ขบวนการผลิตขยับไปไหนไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือการเอาการพัฒนาและการลงทุนนำหน้า เพื่อลากจูงระบบเศรษฐกิจไปสู่เป้าหมาย

รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันทุ่มงบประมาณลงไปที่โครงสร้างพื้นฐานการผลิต ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก การเก็บเกี่ยว และเทคโนโลยีการแปรรูป เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคาร์บอนต่ำจริง ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยนำมาตรฐานเหล่านั้นมาเป็นจุดขายหรือข้อกำหนด การทำเช่นนี้จึงจะเรียกว่าเป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ไม่ใช่การสร้างภาระให้เกษตรกร

วาระแห่งชาติที่ต้องมี “เจ้าภาพ” และ “เงิน”

สิ่งที่ยังรอการแก้ไขคือปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ที่แม้จะมีกระทรวงทบวงกรมมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่กลับขาด “นโยบายรัฐ” (Government Policy) ที่เป็นเอกภาพและขาดการจัดสรรงบประมาณที่ตรงจุด การทำงานแบบต่างคนต่างทำ แยกส่วนกันแก้ปัญหา ไม่สามารถรับมือกับโจทย์ระดับโลกที่ซับซ้อนนี้ได้

หากรัฐบาลไม่รีบกำหนดทิศทางที่ชัดเจนและไม่อัดฉีดงบประมาณเพื่อปฏิรูปโครงสร้างการผลิตตั้งแต่วันนี้ ในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อภาพการค้าโลกเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ และคำถาม “คาร์บอนเท่าไหร่” ดังกลบคำถามเรื่องราคา เราอาจจะพบว่าสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไม่มีที่ยืนในตลาดโลกอีกต่อไป เพราะเราไม่มีคำตอบให้แก่ผู้ซื้อ และนั่นคือ วิกฤติ ทางเศรษฐกิจที่รอเราอยู่

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

วิกฤติลมหายใจ: ป่วย 10 ล้าน เหลืออากาศดีปีละ 43 วัน

Dow พลิกโฉม ‘พลาสติก’ สู่ฮีโร่กู้โลก

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar