ในยุคปัจจุบัน หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) ไม่ได้เป็นเพียงกระแสความนิยมด้านสิ่งแวดล้อมที่ฉาบฉวย แต่คือ “ทางรอด” และหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจยุคใหม่
สำหรับบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร การขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ลูกค้ายังคงเลือกใช้บริการและเติบโตไปพร้อมกับองค์กร
ดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน (CFO) ของ SCGP ได้สะท้อนวิสัยทัศน์ว่า การปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดนี้ทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม กระบวนการทำงานใหม่ ๆ และก้าวข้ามข้อจำกัดด้านต้นทุน จนกลายเป็นผู้นำที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม
“การทำ CE ทำให้เราเป็นผู้ผลิตที่มีความสามารถในการแข่งขัน หากเราปรับตัวให้ตอบโจทย์ตรงนี้ของลูกค้าได้ เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ นวัตกรรม หรือกระบวนการต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ นี่คือเหตุผลว่าทำไม CE ถึงกลายเป็นทางรอด”
คุณดนัยเดชเล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ใน SCGP ว่าไม่ได้เกิดจากวาทกรรมด้านความยั่งยืน แต่เกิดจากข้อจำกัดทางทรัพยากรธรรมชาติในอดีต เพราะในภูมิภาคเอเชียไม่มีทรัพยากรป่าไม้ประเภทต้นสนที่จะนำมาผลิตเป็นเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ใยยาว (Virgin Long Fiber Pulp) ที่ให้ความแข็งแรงและความสวยงามได้
SCGP จึงต้องปรับตัวและริเริ่มนำวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (Recovered Paper หรือ RCP) กลับมาหมุนเวียนใช้เป็นวัตถุดิบหลักตั้งแต่ยุคแรก ๆ จนถึงปัจจุบันวัตถุดิบในสายการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ของ SCGP เป็นกระดาษรีไซเคิลกว่าร้อยละ 90 สิ่งที่เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาเพื่อลดต้นทุนในวันนั้นได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นอุดมการณ์ที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจในวันนี้
“คำว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่ธุรกิจหลัก เรียกว่าเป็น ‘อุดมการณ์ที่เป็นแกนหลัก’ น่าจะตรงกว่า เพราะธุรกิจหลักของเราคือการผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค”
ยุทธศาสตร์ 4 เสาหลักที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน
การวางยุทธศาสตร์ของ SCGP ได้บูรณาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าไปในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจอย่างลึกซึ้ง โดยแบ่งออกเป็น 4 เสาหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
เสาหลักที่ 1 : การเติบโตของธุรกิจ (Business Growth) ซึ่ง SCGP มองว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนคือความอยู่รอดและกลไกหลักในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เป็นฐานใหญ่อย่างกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ต่อยอดไปสู่บรรจุภัณฑ์กระดาษรูปแบบต่าง ๆ ทั้งกล่องสีน้ำตาลและสีขาวในห่วงโซ่ที่ใช้ไฟเบอร์เป็นหลัก การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดเก็บและการนำกระดาษใช้แล้วกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบได้มากกว่าร้อยละ 90 นอกจากช่วยลดต้นทุนได้แล้ว ยังทำให้ธุรกิจเติบโตและมีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน

เสาหลักที่ 2 : ความเป็นโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging Solutions) เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้ากลุ่มเจ้าของแบรนด์ที่ต้องไปให้บริการผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง ลูกค้าบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่ข้ามชาติ ไม่ได้ต้องการเพียงกล่องกระดาษสำหรับขนส่ง แต่ต้องการบรรจุภัณฑ์ชั้นในที่สัมผัสผลิตภัณฑ์โดยตรง ซึ่งมักต้องใช้พลาสติกหรือพอลิเมอร์เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าที่เน่าเสียหรือบูดเสียง่าย
SCGP จึงต้องขยายขอบเขตจากกระดาษมาทำผลิตภัณฑ์พลาสติกเพิ่มเติม โดยผนวกหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าไปจัดการ ทั้งกลุ่มพลาสติกแบบคงรูปอย่างขวดพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ และกลุ่มพลาสติกแบบอ่อนตัว เช่น ถุงใส่อาหาร ถุงขนม หรือถุงแชมพูชนิดเติม ซึ่งเป็นฟิล์มหลายชั้นที่รีไซเคิลยาก โดยบริษัทนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรื่องการลอกและแยกประเภท ปัจจุบันส่วนที่เป็นโซลูชันบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคนี้มีสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ 70 ถึง 75 ของธุรกิจ
เสาหลักที่ 3 : ประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operational Efficiency) เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวบรรจุภัณฑ์ แต่ยังครอบคลุมไปถึงกระบวนการผลิตทั้งหมดด้วย SCGP มุ่งเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น รวมถึงการรีไซเคิลน้ำด้วยการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้น้อยที่สุด
เสาหลักที่ 4 : เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ซึ่งเป็นส่วนที่เศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าไปมีบทบาทชัดเจนที่สุด SCGP ได้นำกลยุทธ์ด้านความเป็นโซลูชันมาผสมผสานกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนไปตอบโจทย์ด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) ขององค์กรตนเอง การนำความตระหนักเรื่อง ESG มาใช้ในทุกหน่วยงาน ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการเงินสีเขียวหรือสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนกลายเป็นภาพที่บูรณาการอยู่ในทุกส่วนของการขับเคลื่อนของธุรกิจ SCGP อย่างแท้จริง
เส้นทางวัสดุบรรจุภัณฑ์: จากมือผู้บริโภคสู่การหมุนเวียนกลับมาเป็นทรัพยากร
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของเส้นทางวัสดุตั้งแต่ต้นทางจนกลับมาหมุนเวียน คุณดนัยเดชได้อธิบายวงจรนี้ผ่านตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุด คือกล่องกระดาษสีน้ำตาลที่ใช้บรรจุสินค้าที่ซื้อขายทางออนไลน์หรือสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต กระบวนการเริ่มต้นจากการผลิตกระดาษม้วนใหญ่ แล้วนำไปขึ้นรูปเป็นกล่องบรรจุสินค้า เมื่อสินค้าไปถึงมือผู้บริโภคและกล่องถูกแกะทิ้ง วงจรการจัดเก็บก็จะเริ่มต้นขึ้น
วงจรของเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านบรรจุภัณฑ์นี้ประกอบด้วยหลายภาคส่วนที่ต้องทำงานประสานกัน เริ่มตั้งแต่ผู้บริโภคในระดับชุมชนและสังคมที่จะต้องมีความตระหนักรู้ในการคัดแยกขยะ ถัดมาคือกลุ่มผู้นำกลับ ซึ่งมีตั้งแต่สเกลขนาดเล็กอย่างรถซาเล้ง ไปจนถึงคนกลางและผู้ให้บริการรวบรวมรายใหญ่ ซึ่งจะนำวัสดุเหล่านี้ส่งไปยังสถานีอัดก้อน หรือศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิล (Recycling Center) ของ SCGP ที่กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ เพื่อนำกระดาษที่ถูกทิ้งมาทำเป็นก้อนขนาดใหญ่ และขนส่งกลับเข้าสู่โรงงานเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบต้นทางในการผลิตกล่องกระดาษใบใหม่อีกครั้ง
ในมุมมองของ SCGP การพัฒนาระบบการนำกลับในส่วนของผู้ผลิตนั้นก้าวหน้าจนเกือบสมบูรณ์แบบแล้ว จากเดิมที่มักตั้งรับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วผ่านศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว สิ่งที่บริษัทพยายามทำเพิ่มเติมคือการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงให้มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำวัสดุกลับคืนสู่ระบบ โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขยายเครือข่าย และสร้างโปรแกรมเชื่อมโยงกับผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของวงจรนี้ยังต้องพึ่งพาองค์ประกอบอื่น ทั้งความตระหนักรู้และแรงจูงใจของผู้บริโภค ศักยภาพการบริหารจัดการที่เป็นระบบของกลุ่มผู้นำกลับ ตลอดจนบทบาทของภาครัฐในการกำหนดนโยบายและสร้างสิ่งจูงใจ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่มีการบริหารจัดการโดยเทศบาลอย่างเป็นระบบ จะพบว่าอัตราการนำกระดาษกลับมารีไซเคิลในต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 70-80 ในขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในระดับกว่าร้อยละ 60 เท่านั้น นี่จึงเป็นความท้าทายสำคัญที่ SCGP ต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับอัตราการนำกลับมาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นวัตกรรมและการออกแบบ: หัวใจของการแก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์
ในด้านนวัตกรรม SCGP ให้ความสำคัญอย่างมากกับกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือพอลิเมอร์ ซึ่งมีความท้าทายและต้องการนวัตกรรมในการจัดการที่ซับซ้อนกว่ากลุ่มกระดาษมาก สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านผู้บริโภคที่ไม่สามารถแยกแยะประเภทของพลาสติกด้วยตาเปล่าได้ เช่น พลาสติกประเภท PE, HDPE, LDPE หรือ PET ซึ่งแตกต่างจากกระดาษที่มองเห็นและคัดแยกได้ง่ายกว่า ทำให้ผู้บริโภคมักจะทิ้งปะปนกันมา ภาระสำคัญจึงตกอยู่ที่ผู้ผลิตที่จะต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ง่ายต่อการนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง
นวัตกรรมที่ SCGP นำมาใช้แก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือ นวัตกรรมเกี่ยวกับตัวสินค้าเพื่อเพิ่มความสามารถในการรีไซเคิล (Recyclability) หากเป็นกลุ่มพลาสติกแบบแข็งอย่างขวดพลาสติกซึ่งมักเป็นวัสดุประเภทเดียว เช่น โพลีโพรพิลีน (PP) การนำกลับมารีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกใหม่จะทำได้เกือบสมบูรณ์
แต่ปัญหาใหญ่จะตกอยู่ที่กลุ่มบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบยืดหยุ่น เช่น ถุงใส่อาหาร ถุงขนม หรือถุงแชมพูชนิดเติม ซึ่งแต่เดิมใช้ฟิล์มพลาสติกหลายชั้นซ้อนกัน ทำให้ยากต่อการคัดแยกประเภทและลอกชั้นฟิล์มเพื่อนำไปรีไซเคิล
SCGP จึงได้นำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการและทำงานร่วมกับลูกค้าหลายราย เพื่อพัฒนาฟิล์มหลายชั้นที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน (Mono-material) ทำให้บรรจุภัณฑ์เหล่านี้สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้จริงและง่ายขึ้น แทนที่จะถูกนำไปทำลายทิ้ง
นวัตกรรมส่วนที่สองคือ เรื่องของการใช้วัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) โดยการนำพลาสติกที่ผ่านการใช้งานแล้วเข้าสู่กระบวนการจนกลับมาเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ หรือที่เรียกว่า เรซินรีไซเคิล (Recycled Resin) โดย SCGP ได้นำส่วนผสมที่เรียกว่า Post-Consumer Recycled (PCR) เข้ามาเป็นองค์ประกอบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ชิ้นใหม่ร่วมกับลูกค้าและผลิตออกมาเป็นสินค้าหลากหลายรูปแบบ นวัตกรรมทั้งสองส่วนนี้มีผลโดยตรงในการเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
นอกจากเรื่องของวัสดุแล้ว การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ยังต้องคำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งานที่เป็นมิตรต่อการจัดเก็บและนำกลับมาใช้ใหม่ SCGP ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ตั้งต้นจากความต้องการของลูกค้า โดยใช้แนวคิดจากการออกแบบบรรจุภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่นที่เปิดใช้งานได้ง่ายโดยที่ชิ้นส่วนไม่หลุดกระจายแยกจากกันเป็นหลายชิ้น หรือการออกแบบขวดที่เมื่อเปิดใช้งานแล้วฝายังคงติดอยู่กับตัวขวด
การออกแบบลักษณะนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนขนาดเล็กถูกทิ้งและหลุดรอดไปจากระบบจัดเก็บ การผสมผสานนวัตกรรมด้านวัสดุเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานที่สามารถย่อยสลายหรือรีไซเคิลได้นี้ ทำให้ SCGP ได้ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ใช้งานได้ตรงใจลูกค้า และตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างสมบูรณ์แบบเกิดประโยชน์ร่วมกันในทุกมิติ
พลังแห่งความร่วมมือ: ผนึกกำลังพันธมิตรเพื่อดึงทรัพยากรกลับคืน
การขับเคลื่อนระบบนิเวศของเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงนั้น ไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง SCGP ในฐานะผู้ผลิตเข้าใจดีว่าต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคและพึ่งพาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โชคดีที่ปัจจุบันสังคมมีความตระหนักและอยากมีส่วนร่วม บริษัทจึงเดินหน้าสนับสนุนและจับมือกับพันธมิตรหลากหลายรูปแบบ เพื่อผลักดันการนำวัสดุกลับเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด
SCGP ได้ร่วมพัฒนาสินค้ากับลูกค้าแต่ละราย โดยนำเทคโนโลยีและทีมวิจัยไปช่วยให้คำแนะนำและพัฒนาโซลูชันร่วมกัน เช่น การร่วมมือกับบริษัท Shell ในการพัฒนาขวดน้ำมันเครื่อง ที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งเป็นการนำพลาสติกหมุนเวียนกลับมาผ่านกระบวนการจนเป็นเม็ดพลาสติกเพื่อใช้ผลิตใหม่ หรือการทำโปรแกรมร่วมกับ Thai Coconut ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันเพื่อนำกระดาษกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต

ในแง่ของการจัดเก็บ SCGP พยายามเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงให้ง่ายและสะดวกขึ้น ผ่านการสร้างโครงการเก่าแลกใหม่เพื่อรวบรวมกล่องกระดาษกลับคืนสู่ระบบ ที่ผ่านมามีการร่วมมือกับแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำอย่าง Uniqlo ในการรับกล่องตามสาขาต่าง ๆ และศูนย์กระจายสินค้าเพื่อนำกระดาษที่ใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นกล่องใหม่ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าและพันธมิตรต่าง ๆ ในการตั้งจุดรับกระดาษกล่องลังใช้แล้วเพื่อนำกลับมารีไซเคิลภายใต้ชื่อ SCGP Recycle ตามคอนโดมิเนียมและจุดบริการของห้างสรรพสินค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสื่อสารกิจกรรมการคัดแยกขยะใช้แล้วประเภทกระดาษไปยังผู้บริโภค โดยกระดาษที่เก็บกลับมาได้ เจ้าของสถานที่จะนำมาสะสมคะแนนเพื่อนำไปแลกเป็นผลิตภัณฑ์ที่รีไซเคิลหรืออัพไซเคิลจากเศษกระดาษเหล่านี้ เช่น เฟอร์นิเจอร์กระดาษ นำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่อไป ทำให้เกิดวงจรการนำกลับที่สะดวกและดึงดูดใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
การปลูกฝัง DNA สู่พนักงาน: ผสานความยั่งยืนในทุกมิติการทำงาน
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับองค์กรในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งเป็นเสมือนเรือธงของบริษัท ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากรากฐานที่แข็งแกร่ง เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนมายาวนานตั้งแต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของ SCG ก่อนที่จะเติบโตออกมาเป็น SCGP โดยมีการจัดทำรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SD Report) เป็นรายแรก ๆ และมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนครอบคลุมข้อมูลในทุกมิติ
เพื่อรองรับยุทธศาสตร์นี้ SCGP ได้ปลูกฝังเรื่องนี้ลงลึกไปถึงระดับ DNA ของพนักงานทุกคน โดยแบ่งเป็นสองมิติหลัก มิติแรกคือ ด้านรูปธรรม (Hard side) ผ่านการกำหนดดัชนีชี้วัดผลงาน(KPI)ที่เชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ระดับการบริหารและกระจายลงไปในทุก ๆ ระดับชั้นของการทำงาน เพื่อให้พนักงานทุกคนตระหนักและนำเรื่องนี้ไปผนวกเป็นส่วนหนึ่งของการคิดและการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
มิติที่สองคือ ด้านนามธรรม (Soft side) ผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นความสำคัญของลูกค้า การสร้างนวัตกรรม และการทำงานร่วมกัน ซึ่งเมื่อนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ต้องอาศัยทั้งสามองค์ประกอบนี้เข้ามาผนวกเข้าด้วยกัน จึงทำให้พนักงานคุ้นเคยกับการปรับตัว ผสมผสาน และคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ออกมาอย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรมชาติได้
แม้ว่าในเชิงลึกแล้ว องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเฉพาะทางจะตกเป็นหน้าที่ของนักออกแบบ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) แต่ในด้านความตระหนักรู้และการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ในกระบวนการทำงานนั้น ถือเป็นองค์ประกอบที่ฝังรากลึกอยู่ในทุกหน่วยงาน
พนักงานที่อยู่ในโรงงานหรือกระบวนการผลิตจะมุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตให้เป็นน้ำรีไซเคิลมากขึ้นเพื่อลดการดึงทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ พนักงานที่ดูแลการจัดหาวัตถุดิบก็ต้องดำเนินการจัดหาวัตถุดิบบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน
แม้แต่ฝ่ายการเงินก็ยังต้องนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ผ่านการทำเรื่องการเงินสีเขียว (Green Finance) สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน จะเห็นได้ว่าการดำเนินงานเหล่านี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตของเศรษฐกิจหมุนเวียนไปสู่ความตระหนักเรื่อง ESG ในภาพรวม และไม่ว่าจะเป็นพนักงานเก่าหรือพนักงานที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ล้วนซึมซับคุณค่าที่บริษัทพยายามส่งต่อและปลูกฝังตั้งแต่เริ่มแรก กลยุทธ์ทุกข้อของบริษัทล้วนผูกพันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องความยั่งยืนนี้อย่างแยกไม่ออก
การตั้งรับความท้าทายเชิงรุก และเป้าหมายสูงสุดขององค์กร
เมื่อมองไปข้างหน้า เส้นทางของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบและมีความท้าทายรออยู่อีกมาก คุณดนัยเดชยอมรับว่าการทำเรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะเมื่อพยายามผลักดันมักจะพบกับปัญหาความไม่พร้อมของกระบวนการภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ทั้งเรื่องกฎระเบียบและแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรม
การริเริ่มทำเป็นรายแรก ๆ อาจตามมาด้วยความกังวลเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากวัสดุที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลบางชนิดมีราคาแพงกว่าการซื้อวัตถุดิบบริสุทธิ์มาใช้ ซึ่งผู้ที่คำนึงถึงต้นทุนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เลือกใช้จนกว่าจะมีกฎหมายบังคับหรือถูกกดดันจากผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม SCGP เลือกที่จะมองความท้าทายเหล่านี้ด้วยทัศนคติเชิงบวกและตั้งรับแบบเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบใหม่ ๆ ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในต่างประเทศ หรือความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป บริษัทมีหน่วยงานที่คอยสอดส่องและนำภาพการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาบูรณาการเป็นกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อกำหนดทิศทางการเติบโต การผลิตสินค้า และการเข้าหาลูกค้า
แทนที่จะรอให้ลูกค้าเป็นฝ่ายเรียกร้อง SCGP กลับเป็นผู้นำเสนอโซลูชันให้ลูกค้าเห็นว่า ท่ามกลางเทรนด์เหล่านี้ ลูกค้าควรปรับตัวอย่างไรเพื่อสร้างความสำเร็จเหนือคู่แข่ง โดยใช้ทรัพยากรที่ SCGP มีอย่างครบถ้วน ทั้งนวัตกรรม ทีมนักออกแบบ และนักวิจัย เพื่อร่วมกันพัฒนาและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้ทั้งลูกค้าและตัวบริษัทเอง
นอกจากความท้าทายที่คาดการณ์ได้เหล่านี้ SCGP ยังเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทรัพยากรธรรมชาติจะยิ่งหายากขึ้นในอนาคต บริษัทตระหนักดีว่าใครก็ตามที่อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบหมุนเวียนจะเป็นผู้ได้เปรียบ
สิ่งนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ SCGP เข้าไปลงทุนตั้งศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิลตามจุดต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถนำวัตถุดิบเหล่านี้กลับมาใช้ในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นการตั้งรับเชิงกลยุทธ์ที่รองรับทั้งความท้าทายที่วางแผนไว้และไม่ได้วางแผนไว้
เป้าหมายสูงสุดของ SCGP ต่อการทำเศรษฐกิจหมุนเวียนคือ ความมุ่งมั่นที่จะเห็นทุกชิ้นส่วนใหญ่น้อยของทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัทสามารถนำไปรีไซเคิลได้ทั้งหมด
“เราอยากเห็นผลิตภัณฑ์ของเราสามารถนำไปรีไซเคิลได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นเป้าหมายหนึ่งที่เราอยากจะทำให้สำเร็จ ซึ่งตอนนี้เราทำได้กว่า 99% แล้ว”
สิ่งที่ยังคงเป็นความท้าทายและเป็นเป้าหมายก้าวต่อไปคือ การจัดการกับบรรจุภัณฑ์กลุ่มพอลิเมอร์บางส่วนที่ยังทำไม่สำเร็จ SCGP จึงตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้ผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ทั้งหมดให้สามารถรีไซเคิลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในกระบวนการผลิตให้ได้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
การดำเนินงานด้วยแนวคิด 5 Circular Business Models ของ SCGP
รูปแบบแรกคือ การใช้วัตถุดิบหมุนเวียน (Circular Supplies) SCGP ได้ลดการพึ่งพาเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ และหันมาใช้กระดาษรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบหลักในสัดส่วนที่สูงถึงกว่าร้อยละ 90 รวมถึงการนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงหรือ PCR มาเป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกร่วมกับพันธมิตรอย่างบริษัท Shell

รูปแบบที่สองคือ การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Resource Recovery) โดย SCGP ได้สร้างระบบนิเวศการจัดเก็บที่แข็งแกร่งผ่านเครือข่ายศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิล สถานีอัดก้อน และการร่วมมือกับพันธมิตรตั้งจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ เพื่อดึงทรัพยากรที่ผู้บริโภคใช้งานเสร็จแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตซ้ำอย่างเป็นระบบ
สำหรับโมเดลด้านการยืดอายุการใช้งาน (Product Life Extension) แพลตฟอร์มแบ่งปัน (Sharing Platforms) และการเปลี่ยนสินค้าให้เป็นบริการ (Product as a Service) SCGP ยังมุ่งต่อยอด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในอนาคต
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ SCGP ผ่าน The 9R Framework
ในมิติของแนวคิดระดับความเข้มข้นของการหมุนเวียน หรือ The 9R Framework การดำเนินงานของ SCGP ได้ดำเนินการครอบคลุมกว้างขวางหลายระดับ ตั้งแต่ระดับ R9 (Recovery) คือการกู้คืนพลังงาน ระดับ R8 ซึ่งเป็นเรื่องของการรีไซเคิล (Recycle) ไปสู่ความเข้มข้นระดับ R1 คือการคิดและออกแบบใหม่ (Rethink / Redesign) ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์
ในเรื่องการรีไซเคิล (Recycle) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญนั้น SCGP ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถทำให้ชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์กว่า 99% นำกลับมารีไซเคิลได้ เช่น การแก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบยืดหยุ่นที่เคยใช้ฟิล์มหลายชั้นผสมกันให้กลายเป็นฟิล์มจากวัสดุประเภทเดียวกันเพื่อให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้จริง
การที่ SCGP ร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้าในการปรับเปลี่ยนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไม่ให้แยกกระจายออกเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็ก การออกแบบฝาขวดให้ติดกับตัวขวดเมื่อเปิดใช้งาน ตัวอย่างเหล่านี้ล้วนเป็นการคิดใหม่ทำใหม่ (Rethink / Redesign) เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้ทรัพยากรที่ผ่านการใช้งานแล้วหลุดรอดไปจากระบบ
นอกจากนั้น การที่ SCGP มุ่งเน้นใช้พลังงานหมุนเวียนและการใช้น้ำรีไซเคิลในกระบวนการผลิต ถือเป็นการกู้คืนพลังงาน ซึ่งจัดเป็นแนวปฏิบัติระดับ R9 (Recovery) ตามแนวคิดระดับความเข้มข้นของการหมุนเวียน
ยุทธศาสตร์และแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ของ SCGP ได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับความเข้มข้นของเศรษฐกิจหมุนเวียนในทุกระดับได้อย่างแท้จริง
บทสรุป
คุณดนัยเดชให้มุมมองว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียนของ SCGP นั้นไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เศรษฐกิจหมุนเวียนคือ “อุดมการณ์ที่เป็นแกนหลัก” ที่แทรกซึมอยู่ในธุรกิจหลัก ซึ่งก็คือการผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค
หากปราศจากการนำแนวคิดนี้มาใช้ ความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ย่อมถดถอยลงอย่างแน่นอน เพราะความตระหนักรู้ของผู้คนและข้อกำหนดของลูกค้าบริษัทข้ามชาติล้วนต้องการโซลูชันที่ตอบสนองด้านความยั่งยืน การริเริ่มผลักดันและลงทุนในเรื่องนี้ก่อนใคร ด้วยศักยภาพด้านบุคลากร องค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพ ทำให้ SCGP ก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา สามารถใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นกลไกสร้างความสามารถในการแข่งขันในขณะที่คู่แข่งอาจยังไม่พร้อม
“เราดีใจที่ทำเรื่องนี้ เพราะคนที่มีศักยภาพที่จะทำได้ควรทำก่อนและผลักดันก่อน พอทุกอย่างเข้าที่ คนอื่นจะตามมาได้ง่ายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง ความแตกต่างในการแข่งขันของเราอาจลดลง แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมจะขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น”
เมื่อองค์กรขนาดใหญ่เริ่มต้นได้สำเร็จ ย่อมส่งผลให้ต้นทุนในระบบลดลง และดึงดูดให้ผู้ผลิตรายย่อยตลอดจนภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรมขับเคลื่อนตามไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยการทำให้ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นสามารถนำไปรีไซเคิลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์โดยสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการใช้วัสดุรีไซเคิลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดการพึ่งพาและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ ๆ ให้ได้มากที่สุด ซึ่งนี่คือความร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจและสังคมบนเส้นทางแห่งความยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน
ยุทธศาสตร์ของ SCGP เป็นบทพิสูจน์ของการเปลี่ยนวิกฤติทางทรัพยากรให้เป็นนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม และการดำเนินธุรกิจแบบร่วมคิดและสร้างสรรค์โซลูชันร่วมกับลูกค้าได้ช่วยพัฒนาแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ครอบคลุมทั้งระบบ SCGP จึงก้าวสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมที่สามารถส่งมอบคุณค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันได้อย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SCGP กำไรไตรมาส 1 โต 74% ชูกลยุทธ์ Customer Centricity มุ่ง Nature Positive 2573
TCP Group Playbook ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน ถอดรหัสแนวคิดสู่การปฏิบัติจริง
ไทยพัฒน์เตือน ระวังดาต้าเซ็นเตอร์เก่าเป็น ‘สุสานข้อมูล’ แนะธุรกิจผันตัวเป็น ‘ผู้ปรุง’ สู้เศรษฐกิจ AI



