ในโลกปัจจุบัน ตัวเลขกำไรไม่ใช่มาตรวัดความสำเร็จของธุรกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การขับเคลื่อนธุรกิจต้องอยู่บนพื้นฐานของความตระหนักและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมรอบตัวด้วย ธุรกิจที่จะเติบโตได้มั่นคงและยืนยาวจึงต้องสร้างคุณค่าที่สามารถพัฒนาตัวองค์กรเองและองค์ประกอบโดยรอบให้ร่วมเติบโตไปบนเส้นทางเดียวกันได้ด้วย
สลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้ร่วมแบ่งปันปรัชญาที่เนสท์เล่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินงาน นั่นคือ “Creating Shared Value” หรือการสร้างคุณค่าร่วม โดยอธิบายว่า “แนวคิดนี้เชื่อว่า การทำธุรกิจเพื่อให้ได้รายได้และกำไรนั้น จะรับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ต้องสร้างคุณค่าและประโยชน์ร่วมกันกับภาคส่วนอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค สังคม หรือสิ่งแวดล้อม”
คุณสลิลลาให้มุมมองว่า ปรัชญานี้สอดคล้องกับแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างแท้จริง เพราะการลดการใช้ทรัพยากร หรือใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อธุรกิจในแง่ของการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และอาจเปิดโอกาสสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ได้อีกด้วย
แม้การเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ อาจฟังดูเป็นเรื่องยาก เหนื่อย และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เงินลงทุนสูงในระยะแรก แต่หากมองในระยะกลางและระยะยาว การลงทุนเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและนำไปสู่จุดคุ้มทุนได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากทุกบริษัทและทุกองค์กรหันมาร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Economy of Scale” หรือการประหยัดจากขนาด ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนโดยรวมถูกลงในที่สุด
และนี่คือ “การสร้างคุณค่าร่วม” บนเส้นทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของเนสท์เล่เสมอมา
นวัตกรรมรักษ์โลก และความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง แน่นอนว่าต้องอาศัย “นวัตกรรม” เป็นหัวหอกสำคัญ แต่หนึ่งในบทเรียนอันล้ำค่าที่เนสท์เล่ค้นพบจากการลงมือทำจริง คือความจริงที่ว่า นวัตกรรมที่คิดค้นและลงมือทำ หากจะให้ได้ประโยชน์สูงสุดต้องอาศัยองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน
คุณสลิลลาได้เล่าถึงกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจของฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ของเนสท์เล่ ซึ่งทุ่มเทจนสามารถออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมารีไซเคิลได้สำเร็จ เช่น ซองบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกประเภทเดียวกัน (Mono Structure) ช่วยลดความซับซ้อนของโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ผลงานการออกแบบนี้ถือว่ายอดเยี่ยมและตอบโจทย์ความยั่งยืนในอุดมคติเลยทีเดียว
แต่เมื่อผลักดันนวัตกรรมชิ้นนี้ออกสู่ตลาดจริง ปรากฏว่าสถานการณ์จริงกลับเหมือนเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศไทยยังไม่มีระบบนิเวศมารองรับ ไม่มีจุดรับทิ้งที่เหมาะสม และไม่มีโรงงานที่รับรีไซเคิลวัสดุประเภทดังกล่าว
กรณีนี้เป็นบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงสำคัญที่ว่า “ การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจะเดินหน้าเพียงลำพังไม่ได้ แต่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศด้วย” คุณสลิลลาย้ำความสำคัญของประเด็นนี้
จากโจทย์ใหญ่ระดับประเทศนี้ นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า การแก้ปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนจำเป็นต้องมี “กลไกทางกฎหมาย” เข้ามาเป็นโครงสร้างสนับสนุน ปัจจุบันหลายภาคส่วนจึงมีการผลักดันร่างกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) หรือหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ของตนครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ รวมทั้งกำหนดบทบาทหน้าที่ของภาคส่วนอื่น ๆ ในห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์ เพื่อการเก็บกลับและบริหารบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนต่อไป
ในมุมมองของคุณสลิลลา กลไกทางกฎหมายรูปแบบนี้สามารถขับเคลื่อนได้ 2 แนวทางหลักคือ แนวทางบังคับ (Enforce) และแนวทางสนับสนุน (Encourage) ซึ่งเนสท์เล่เชื่อมั่นว่า การเน้นที่ “แนวทางสนับสนุน” โดยมุ่งสร้างความเข้าใจและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่าร่วมกัน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างพฤติกรรมและความยั่งยืนที่แท้จริงได้ดีกว่าการใช้กฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว
ก้าวข้ามข้อจำกัด: นวัตกรรม rPET สู่ความสำเร็จที่จับต้องได้
สำหรับนวัตกรรมที่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดมาได้ คือการนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้งานจริง ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่มีผู้ผลิตเม็ดพลาสติกคุณภาพระดับโลกหลายราย ทำให้การได้มาซึ่งวัตถุดิบในประเทศไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ด้วยความพร้อมนี้ เนสท์เล่จึงเป็นผู้ผลิตรายแรกในตลาดน้ำดื่มในไทยที่นำขวดพลาสติกรีไซเคิล (rPET) มาใช้ผลิตน้ำดื่มในแบรนด์ มิเนเร่ ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
จากการเริ่มต้นได้สวยงาม ปัจจุบันบริษัทกำลังประเมินผลและวางแผนงานให้ชัดเจนว่า จะสามารถขยายการใช้ rPET ไปในปริมาณเท่าใด และนำไปใช้กับสินค้าระดับใดได้บ้าง เนื่องจากความเหมาะสมของพลาสติกรีไซเคิลอาจไม่ได้ตอบโจทย์กับผลิตภัณฑ์ทุกตัวเสมอไป
อย่างไรก็ตาม ทุกการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ย่อมมีความท้าทาย รวมทั้งเรื่องของ “กฎระเบียบและกฎหมาย” เพราะกฎหมายที่เขียนเอาไว้ในอดีตนั้นไม่ได้เอื้อต่อวัสดุประเภทใหม่ ๆ อย่างพลาสติกรีไซเคิล กฎหมายและกฎระเบียบของ อย. ในอดีตจึงไม่ได้อนุญาตให้ใช้งานพลาสติกรีไซเคิล และที่ผ่านมากรมโรงงานก็ยังไม่มีระเบียบการควบคุมการผลิตด้วยวัสดุพลาสติกรีไซเคิล
ดังนั้น การจะนำนวัตกรรมมาใช้ จึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในระดับอุตสาหกรรมยาวนานหลายปีกว่าจะสามารถผลักดันให้เกิดการปรับปรุงกฎระเบียบจนใช้งานได้จริง และเปิดทางให้ผู้ผลิตหลายรายสามารถนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้ได้ในปัจจุบัน
คุณสลิลลากล่าวว่า ยังต้องมีการร่วมมือกันกับหน่วยงานอีกหลายส่วนเพื่อปรับปรุงและทบทวนกฎระเบียบให้ทันสมัยเพื่อรองรับนวัตกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเนสท์เล่เองก็ยังคงเดินหน้าทำงานประสานกับกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างสถาบันจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) และหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
ปลดล็อกห่วงโซ่คุณค่าขยะ: คอขวดวิธีการจัดเก็บ และฐานข้อมูล
แม้จะมีความมุ่งมั่น แต่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในไทยยังมีความท้าทายที่รอการปลดล็อก การจะไปถึงเป้าหมายได้ต้องมองภาพรวมทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ หากต้นทางออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้แล้ว แต่ระบบปลายทางไม่เชื่อมต่อ ย่อมไม่เกิดการหมุนเวียน
เมื่อมองลึกลงไป ปัญหาคอขวดสำคัญคือ ขยะจำนวนมากถูกจัดเก็บด้วยรูปแบบนอกระบบ (Informal Sector) เช่น กลุ่มคนเก็บของเก่าและพี่ ๆ ซาเล้งที่ไม่มีการลงทะเบียน ทำให้ประเทศขาดฐานข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าใด หรือใครจัดเก็บขยะประเภทไหนบ้าง หากปราศจากฐานข้อมูล การทำงานย่อมลำบาก เพราะไม่มีข้อมูลว่าพื้นที่ใดมีผู้จัดเก็บหนาแน่น หรือชุมชนใดที่ยังเข้าไม่ถึง และที่สำคัญคือไม่สามารถประเมินได้ว่า ควรเริ่มต้นที่จุดไหนจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญอีกเรื่องคือ รถซาเล้งมีพื้นที่จัดเก็บจำกัดมาก พวกเขาจึงจำเป็นต้องเลือกเก็บเฉพาะขยะที่มีมูลค่าสูงสุดและขายได้ราคาแพงที่สุดก่อน เช่น กระป๋องอะลูมิเนียม กล่อง หรือขวดพลาสติกขนาดใหญ่ ในขณะที่ขยะชิ้นเล็ก หรือพลาสติกที่มีมูลค่าน้อยจะถูกละทิ้งและกลายเป็นขยะที่นอนรออยู่ตรงนั้นหรือกระจัดกระจายไปทั่วโดยไม่มีใครแยแสสนใจ เพราะไม่เป็นที่ต้องการ ซึ่งในมุมมองของผู้ผลิตก็เข้าใจและเห็นใจถึงข้อจำกัดในจุดนี้
การแก้ปัญหานี้จึงไม่สามารถทำได้ด้วยบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเริ่มจากการจัดทำฐานข้อมูลร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน เพื่อสำรวจข้อมูลให้ชัดเจนว่า ในแต่ละพื้นที่มีรถซาเล้งจำนวนเท่าใด ใครทำหน้าที่เป็นผู้รีไซเคิล (Recycler) บ้าง และมีการจัดเก็บขยะประเภทใดบ้าง เพื่อสร้างระบบจัดเก็บที่ครอบคลุม ซึ่งความพยายามในการจัดทำฐานข้อมูลนี้ ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันร่างกฎหมาย EPR ในปัจจุบันอีกด้วย
ถอดรหัสโครงการนำร่อง (Pilot Projects) ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจริง
เพื่อพิสูจน์ว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถทำได้จริง หากมีการสร้างระบบที่ครบวงจรไว้รองรับ เนสท์เล่จึงได้ริเริ่มโครงการนำร่องที่สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมและโดดเด่น นั่นคือ
โครงการ “Crush on You” ของน้ำดื่มมิเนเร่ : เพื่อแก้ปัญหาขวดน้ำพลาสติกที่กินพื้นที่ในการขนส่ง เนสท์เล่ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภค “บิดขวด” ให้แบนก่อนทิ้ง พร้อมจับมือกับพันธมิตรอย่าง 7-Eleven และ GC ตั้งจุดรับทิ้งขวด 100 จุด เพื่อรับขวดพลาสติก PET จากผู้บริโภคกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
โครงการ Careton : มุ่งเน้นไปที่บรรจุภัณฑ์ประเภทกล่อง UHT เช่น ไมโล หรือนมตราหมี เนสท์เล่ได้ร่วมมือกับโรงเรียนในสังกัด กทม. และ สพฐ. กว่า 400 แห่ง เข้าไปสอนเด็กนักเรียนพับกล่องนมให้แบนเพื่อประหยัดพื้นที่จัดเก็บ ก่อนประสานส่งมอบให้โรงงานนำไปรีไซเคิล ซึ่งนอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังพฤติกรรมรักษ์โลกให้เยาวชนอีกด้วย
การบริหารต้นทุนและเป้าหมายความยั่งยืนระดับองค์กร
ในยุคที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หลายคนตั้งคำถามว่า การลงทุนในผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจะกระทบต่อกำไรขั้นต้น (Margin) หรือผลักภาระให้ผู้บริโภคหรือไม่
สำหรับเรื่องนี้ คุณสลิลลาอธิบายว่า ต้นทุนบรรจุภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด บริษัทยังมีต้นทุนค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ หากต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ต้นทุนสูงขึ้น เนสท์เล่จะพยายามมองหาจุดอื่น ๆ ในกระบวนการผลิตที่สามารถลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพมาชดเชย เพื่อให้แข่งขันด้านราคาในตลาดได้
“เนสท์เล่ยึดหลักว่า เราต้องดูแลจัดการตัวเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก่อนผลักภาระไปให้ส่วนอื่น”
ในการรับมือความท้าทายนี้ เนสท์เล่ใช้วิธีบริหารจัดการอย่างเต็มระบบด้วยการกำหนดให้ “ความยั่งยืนเป็นเป้าหมายหลักระดับองค์กร” โดยมีคณะทำงานที่ร่วมมือกันทุกแผนก ทั้งการตลาด การผลิต การเงิน และทีมงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง
ผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนนี้ ทำให้ในปี 2568 เนสท์เล่บรรลุเป้าหมายหลัก 4 ด้าน ได้แก่
- ปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์ในกลุ่มเป้าหมายได้รับการออกแบบให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้
- วัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตในประเทศไทย ได้แก่ น้ำนมดิบและกาแฟ มาจากการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบและตรวจสอบได้
- ธุรกิจน้ำดื่มสามารถคืนน้ำสู่ชุมชนได้จากการดำเนินโครงการเนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ
- โรงงานทุกแห่งใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% โดยเป็นพลังงานสะอาดที่มาจาก 2 ส่วนหลักคือ ไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ที่ติดตั้งในโรงงาน และพลังงานไฟฟ้าสีเขียวที่ได้ใบรับรองการผลิตจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC)
นอกจากนี้ เนสท์เล่ยังมีเป้าหมายใหญ่ระดับโลก นั่นคือ มุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 โดยปัจจุบันบริษัทขับเคลื่อนประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง
ฟื้นฟูรากฐานผ่าน “การเกษตรเชิงฟื้นฟู”
หลายคนอาจมองว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เป็นสาเหตุหลักของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกนั้นมาจากภาคพลังงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง ภาคการเกษตรก็มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณที่มากพอสมควร
เนสท์เล่จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลดคาร์บอนในภาคส่วนนี้ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดที่ว่า หากเราต้องการมีความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนในอนาคต ถ้าไม่เริ่มต้นดูแลและฟื้นฟูการเกษตรตั้งแต่วันนี้ เราก็จะไม่มีทรัพยากรไว้ปลูกอาหารเพื่อนำมาบริโภคได้อีก
ด้วยเหตุนี้ เนสท์เล่จึงเจาะลึกไปที่วัตถุดิบหลักอย่าง “กาแฟ” และ “นม” โดยปรับเปลี่ยนแนวทางทำงานของแหล่งวัตถุดิบจากการทำเกษตรแปลงใหญ่ที่เน้นปริมาณและอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ มาสู่แนวทาง “การเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture)” ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตั้งแต่รากฐาน
ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา เนสท์เล่ได้ดำเนินโครงการ Coffee Plus และ Coffee Double Plus ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ส่งทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรลงพื้นที่ไปทำงานประกบคู่และอบรมเกษตรกรรายย่อยประมาณ 2,200 ราย ครอบคลุมพื้นที่การทำงานจริงของการเพาะปลูกกาแฟโรบัสต้าในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ เช่น ที่จังหวัดชุมพร และระนอง
การทำงานเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับ “ดิน” เพราะดินที่ดีจะนำไปสู่ผลผลิตที่ยอดเยี่ยมและเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพ ทีมงานของเนสท์เล่จะเข้าไปดูแลตั้งแต่การตรวจวิเคราะห์และบำรุงดิน การงดใช้สารเคมีที่ผิดประเภท จนถึงการส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) โดยแนะนำให้เกษตรกรปลูกกาแฟร่วมกับพืชชนิดอื่น ๆ ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ธรรมชาติรอบฟาร์มดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่หลากหลายและมั่นคงเพิ่มขึ้นจากพืชผลชนิดอื่นด้วย จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่เกษตรกรมีความเข้าใจและนำไปปฏิบัติจนเห็นผลสำเร็จจริง
สื่อสารผู้บริโภค: เล็กน้อยเปลี่ยนโลกได้
ความท้าทายประการสุดท้ายคือ พฤติกรรมผู้บริโภค จากผลสำรวจพบว่า 91% ของผู้บริโภคอยากดูแลสิ่งแวดล้อม แต่มีเพียงครึ่งเดียวที่ลงมือทำจริง เพราะผู้บริโภคยังต้องการผลิตภัณฑ์ที่ราคาไม่แพงขึ้น ความอร่อยคงเดิม และต้องใช้งานง่ายและสะดวกสบาย ผู้ผลิตจึงต้องรักษาสมดุลของคุณภาพและราคาควบคู่ไปกับมาตรการด้านความยั่งยืน
ผู้บริโภคบางส่วนยังเชื่อว่า ลำพังตัวเองเพียงคนเดียวคงไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ เนสท์เล่จึงออกแคมเปญการสื่อสาร “เล็กน้อยเปลี่ยนโลกได้” (Every Little Acts Matters) ติดต่อกันมาเป็นเวลา 4 ปี เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจว่า “แม้จะเป็นเพียงขยะหนึ่งชิ้น หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการบิดขวดก่อนทิ้ง หรือการทิ้งขยะให้ถูกที่ เมื่อรวมกันแล้วก็สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้”
ก้าวย่างและเติบโต บนเส้นทางแห่งความยั่งยืน

เมื่อมองในภาพรวม จะเห็นได้ว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีความท้าทายมากมาย แต่เนสท์เล่ก็ได้ริเริ่มและประสบความสำเร็จในการทำหลากหลายโครงการที่เป็นการสร้างความยั่งยืนตามเป้าหมายหลักขององค์กร และสอดคล้องตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในหลายมิติ เช่น ในมิติของแนวคิดเรื่องโซ่อุปทานหมุนเวียน (Circular Supplies) ได้แก่ การนำพลาสติกรีไซเคิล (rPET) มาใช้ผลิตขวดน้ำดื่มมิเนเร่แทนพลาสติกใหม่ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในโรงงานทุกแห่ง
ส่วนในมิติของแนวคิดเรื่องการฟื้นฟูและนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Resource Recovery) ด้วยการจัดโครงการเพื่อสร้างวงจรที่นำขวดพลาสติกใส และกล่อง UHT กลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ได้
นอกจากนั้น ยังมีมิติของการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Symbiosis & Ecosystem Building) ที่ทางเนสท์เล่ได้ร่วมมือกับสถาบันจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) เพื่อทำการศึกษาสนับสนุนภาครัฐในการเตรียมการจัดทำฐานข้อมูลของขยะบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการสนับสนุนและร่วมผลักดันกลไกทางกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) เพื่อให้เกิดการรับผิดชอบร่วมกันทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งหมดนี้คือ บางส่วนของความริเริ่ม ความพยายาม และความสำเร็จ ที่เป็นบทพิสูจน์ว่า เนสท์เล่เห็นความสำคัญและได้ขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางแห่งความยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาโดยตลอด และยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวย่างและเติบโตบนเส้นทางแห่งความยั่งยืนนี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
สุดท้าย คุณสลิลลาได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับนิยามของ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่เพียงคำศัพท์ทางการตลาด แต่มันคือการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งต่อความยั่งยืนไปสู่อนาคต นี่คือ ‘ทางรอด’ ของพวกเราทุกคน ทั้งเจเนอเรชันปัจจุบันและเจเนอเรชันต่อไป” คุณสลิลลาสรุปปิดท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SCGP ชูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน บูรณาการ 4 เสาหลัก ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
TCP Group Playbook: พลิกยุทธศาสตร์ความยั่งยืนสู่การปฏิบัติจริง



