ภายใต้หัวข้อการเสวนา “ชะตาพื้นที่ชุ่มน้ำ” ที่จัดโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เสียงสะท้อนจากคนทำงานในพื้นที่จริงได้ เผยให้เห็น ความจริงที่น่ากังวลของสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) ในประเทศไทย ซึ่งกำลังถูกรุมเร้าด้วยปัจจัยรอบด้าน ทั้งการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และที่สำคัญคือ “นโยบายการพัฒนา” ที่ขาดความเข้าใจในบริบทของระบบนิเวศ จนนำไปสู่ความขัดแย้งและการสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติอย่างถาวร
จาก 20,000 เหลือ 1,500 ไร่: โศกนาฏกรรมที่เวียงหนองหล่ม
สถานการณ์ในภาคเหนือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสูญเสีย ทนงศักดิ์ ทองแสน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า จังหวัดเชียงราย เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับ “เวียงหนองหล่ม” พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของชุมชน จากเดิมที่เคยมีพื้นที่กว้างขวางเกือบ 20,000 ไร่ ปัจจุบันถูกบุกรุกและเปลี่ยนแปลงสภาพจนเหลือพื้นที่ชุ่มน้ำจริงเพียงประมาณ 1,500 ไร่เท่านั้น โดยพื้นที่ส่วนใหญ่หายไปจากการบุกรุกถือครองที่ดินทำกิน
ทนงศักดิ์สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างว่า แม้จะมีแผนพัฒนาพื้นที่เวียงหนองหล่มที่ผ่านการศึกษามายาวนานนับสิบปี แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการปฏิบัติโดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น โครงการขุดลอกและสร้างคันดิน กลับสร้างผลกระทบที่คาดไม่ถึง การขุดลอกและนำดินมากองทิ้งไว้ทำให้พื้นที่สูงขึ้นจนสูญเสียสภาพความเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ กระทบต่อพื้นที่เลี้ยงสัตว์และ “ปางควาย” ของชาวบ้านหลายแห่ง สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นโครงการที่ “ไม่ตรงปก” กับสิ่งที่เคยตกลงกันไว้ ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไป นกอพยพจากไซบีเรียที่เคยแวะพักเริ่มหายไป และเกิดข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินที่ทับซ้อนกัน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตินี้ยังมีความพยายามที่จะรักษา “รากเหง้า” ของระบบนิเวศดั้งเดิมไว้ นายกเทศมนตรีระบุว่าทางเทศบาลพยายามสงวนพื้นที่หลายร้อยไร่บริเวณฝั่งหนองเพื่ออนุรักษ์ “ต้นอั้น” พืชท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ไม่ให้สูญพันธุ์ ในขณะที่เวทีเสวนาก็มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากผู้เข้าร่วมว่า การแก้ปัญหาแนวเขตที่ดินอาจทำได้ด้วยแนวคิด “ถนนกินได้” คือการสร้างคันดินรอบหนองที่สามารถปลูกพืชอาหารให้ชาวบ้านเก็บกินได้ เพื่อสร้างแนวร่วมในการดูแลรักษาเขตแดนแทนการสร้างรั้วกั้นที่ไร้ชีวิต
ป่าพรุคันธุลี: สู้ด้วยพลัง “กินน้ำชา” เพื่อรักษาลมหายใจป่า
ล่องลงมาที่ภาคใต้ นิพนธ์ ศรีสว่าง ประธานคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำป่าพรุคันธุลี จังหวัดสุราษฎร์ธานี บอกเล่าชะตากรรมของ “ป่าพรุคันธุลี” ที่คล้ายคลึงกัน พื้นที่ป่าพรุแห่งนี้ลดลงจากกว่า 800 ไร่ เหลือเพียง 351 ไร่ ส่วนหนึ่งมาจากการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันในอดีต แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือความเข้าใจผิดในการบริหารจัดการน้ำของโครงการชลประทานในสมัยก่อน ที่มีงบประมาณกว่า 11 ล้านบาท เข้ามาดำเนินการขุดลอกและใช้วิธีการ “บล็อกน้ำ” เพื่อกักเก็บน้ำ โดยหวังจะช่วยเกษตรกร
นิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า การกั้นน้ำไม่ให้ไหลเวียนตามธรรมชาติทำให้ต้นไม้ในป่าพรุยืนต้นตาย และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงพื้นที่เกษตรกรรมรอบข้าง เช่น สวนทุเรียนที่รสชาติเปลี่ยนไปเพราะระบบน้ำใต้ดินเสียสมดุล บทเรียนราคาแพงนี้นำมาสู่การรวมตัวของชุมชนที่เข้มแข็งเพื่อคัดค้านโครงการที่ไม่เหมาะสม
สิ่งที่น่าประทับใจคือความพยายามยืนหยัดด้วยลำแข้งของชุมชน เมื่อขาดงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐในการดูแลป่า คณะกรรมการฯ และชาวบ้านจึงใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างการ “กินน้ำชา” มาเป็นเครื่องมือระดมทุน โดยสามารถรวบรวมเงินบริจาคได้ถึง 50,000 บาท เพื่อนำมาใช้เป็นกองทุนจ้างอาสาสมัครเฝ้าระวังป่าและซ่อมแซมสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นว่าแม้ไม่มีงบประมาณก้อนโต แต่พลังของชุมชนก็สามารถขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ได้ นอกจากนี้ ในวงเสวนายังมีข้อเสนอแนะให้ยกระดับป่าพรุคันธุลีด้วยการสร้างแบรนด์ “ป่าพรุดึกดำบรรพ์แห่งแรกของไทย” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างความตระหนักรู้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความเก่าแก่และมีระบบนิเวศที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ต่างจากพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้นใหม่
บางปู: ภัยเงียบจาก “กำแพงกันคลื่น” และ CSR ผิดที่ผิดทาง
ในขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำในเมืองอย่าง “สถานตากอากาศบางปู” จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่แรมซาร์ไซด์ (Ramsar Site) แห่งล่าสุด กลับต้องเผชิญกับภัยคุกคามในรูปแบบที่ต่างออกไป ปฐพี ประทุมวงศ์ หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบกบางปู ระบุว่าความท้าทายหลักไม่ใช่การบุกรุกป่า แต่เป็น “ความปรารถนาดีที่ขาดความรู้” ของนักท่องเที่ยวและองค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามาทำกิจกรรม CSR
ปฐพีอธิบายว่า คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่า “หาดโคลน” คือพื้นที่ว่างเปล่าที่ต้องเอาต้นไม้มาปลูก ทั้งที่จริงแล้วหาดโคลนคือระบบนิเวศที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นแหล่งอาหารของนกอพยพหนีหนาวระดับโลกอย่าง “นกปากแอ่นหางดำ”การนำกล้าไม้โกงกางลงไปปลูกในหาดโคลน หรือกิจกรรมปล่อยสัตว์น้ำเพื่อการกุศล เช่น ปู หรือปลา ลงในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม กลับกลายเป็นการทำลายระบบนิเวศและสร้างมลพิษ
ประเด็นที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือผลกระทบจากโครงสร้างแข็ง (Hard Structure) นายปฐพีเปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า การสร้างแนวหินทิ้งหรือกำแพงกันคลื่นด้านหน้าพื้นที่ป่าชายเลน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจำนวนนกอพยพ จากสถิติการนับนกประจำปีพบว่า ในจุดที่มีการสร้างโครงสร้างเหล่านี้ จำนวนนกป่าชายเลนลดฮวบจาก “หลักพันตัวเหลือเพียงหลักร้อยตัว” ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์คิดว่าช่วยป้องกันชายฝั่ง กลับกลายเป็นการทำลายแหล่งหากินของสัตว์ป่าอย่างเลือดเย็น
จากแผนแม่บทสู่ “Land Literacy”
บทสรุปจากการเสวนานี้ชี้ชัดว่า การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณหรือสิ่งก่อสร้าง แต่หัวใจสำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า “Land Literacy” หรือความฉลาดรู้เรื่องที่ดินและนิเวศวิทยา ซึ่งต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้นทั้งในระดับนโยบายและระดับชุมชน เพราะหากปราศจากความเข้าใจในกลไกของธรรมชาติ การพัฒนาหรือแม้แต่การทำบุญ ก็อาจกลายเป็นการทำลายลมหายใจของพื้นที่ชุ่มน้ำไปโดยไม่รู้ตัว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สผ. เปิด Roadmap 2580 ดัน ‘รายย่อย’ พลิกไทยสู่ความยั่งยืน
‘ขยะข้าว’ ขุมทรัพย์ที่ไปไม่ถึง: เมื่อนโยบายสวนทางความจริง





