Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ เกราะกันโลกเดือด ดร.สนิท ชี้ทางรอดต้องมี ‘ช่างเชื่อม’

'พื้นที่ชุ่มน้ำ' เกราะกันโลกเดือด ดร.สนิท ชี้ทางรอดต้องมี 'ช่างเชื่อม'

วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่กำลังยกระดับความรุนแรงจากสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ไปสู่ยุค “โลกเดือด” (Global Boiling) ประเด็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรอบของการอนุรักษ์เพื่อความสวยงามอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับความมั่นคงของชาติและมนุษยชาติ ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ที่ปรึกษาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “มุมมองต่อพื้นที่ชุ่มน้ำไทยในวิกฤติสภาพภูมิอากาศ” โดยสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ไม่อาจแยกขาดจากกันระหว่าง “สายน้ำ” และ “ลมหายใจ” ของมนุษย์ ภายใต้พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ว่า “น้ำคือชีวิต” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนักรู้ก่อนที่วิกฤติจะลุกลามจนสายเกินแก้

ขุมทรัพย์นิเวศ: จาก “ป่าชายเลนอีสาน” สู่มรดกโลก

ประเทศไทยถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์อย่างมหาศาล ด้วยความหลากหลายของ “พื้นที่ชุ่มน้ำ” (Wetlands) ที่เรียงร้อยเชื่อมโยงกันอย่างครบวงจรและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เริ่มต้นตั้งแต่พื้นที่ชุ่มน้ำบนยอดดอยสูงเสียดฟ้าในเขตอุทยานแห่งชาติ เช่น ดอยอินทนนท์ ที่มีลักษณะพิเศษเป็น “พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดเล็ก” ปกคลุมด้วยมอสและพืชพรรณที่ให้สัมผัสนุ่มนวลราวกับผืนพรมธรรมชาติ

เมื่อไล่เรียงลงมาสู่ที่ราบลุ่มภาคอีสาน เราจะพบกับระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง “ป่าบุ่งป่าทาม” ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.สนิท ได้นิยามเปรียบเปรยไว้อย่างเห็นภาพว่าเป็นเสมือน “ป่าชายเลนของภาคอีสาน” พื้นที่นี้ทำหน้าที่สำคัญเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำ ให้เจริญเติบโตในแหล่งน้ำขุ่นที่อุดมสมบูรณ์ ก่อนที่จะว่ายลงสู่แม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำมูลหรือแม่น้ำชี เฉกเช่นเดียวกับ “เนินบึก” ในบึงบอระเพ็ด ซึ่งเป็นพื้นที่ดอนใต้น้ำที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน

ความอุดมสมบูรณ์นี้ยังครอบคลุมถึงบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ อาทิ บึงสีไฟ และกว๊านพะเยา ลงมาจนถึงป่าพรุผืนใหญ่ทางภาคใต้ เช่น พรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส และพรุควนเคร็ง (พรุโตนเพ) จ.นครศรีธรรมราช ก่อนจะเชื่อมต่อสู่พื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเลอย่างทะเลสาบสงขลา ที่มีระบบนิเวศซับซ้อนของ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และขยายขอบเขตไปจนถึงพื้นที่น้ำลึกไม่เกิน 6 เมตรที่มีแนวหญ้าทะเลและปะการัง ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำเช่นกัน

ความสำคัญของพื้นที่เหล่านี้ได้รับการยกย่องในระดับสากล โดยประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับโลกตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Site) อยู่ประมาณ 16-17 แห่ง ศาสตราจารย์ ดร.สนิท ได้เน้นย้ำว่า การที่ประชาคมโลกยกย่องพื้นที่เหล่านี้ ถือเป็น “การให้เกียรติประเทศไทย” ว่าเราเป็นเจ้าของพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศของโลก ดังนั้น การบริหารจัดการพื้นที่เหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยเท่านั้น แต่เป็นการดูแล “มรดกทางธรรมชาติ” ในฐานะสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ สอดคล้องกับข้อมูลที่น่าทึ่งว่า แม้ไทยจะมีพื้นที่เพียงร้อยละ 0.3 ของโลก แต่กลับมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงติดอันดับที่ 16 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน

เกราะป้องกันโลกเดือด: ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนที่เหนือกว่า

ในบริบทของวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง จากสภาวะโลกร้อน (Global Warming) สู่ยุค “โลกเดือด” และกำลังก้าวไปสู่สภาวะ “โลกปั่นป่วน” พื้นที่ชุ่มน้ำเปรียบเสมือน “ฮีโร่” ที่ถูกมองข้าม ศาสตราจารย์ ดร.สนิท ชี้ให้เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์จากการศึกษาของคณะวนศาสตร์ที่พบว่า ป่าพรุ มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sequestration) ได้สูงถึงกว่า 300 ตันต่อไร่ ซึ่งสูงกว่า ป่าชายเลน ที่มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนทั้งในรูปของชีวภาพและดินตะกอนอยู่ที่ประมาณ 150 ตันต่อไร่ต่อปี ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าพื้นที่ชุ่มน้ำคือกลไกธรรมชาติที่ทรงพลังที่สุดในการช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกและบรรเทาปัญหาโลกร้อน

นอกเหนือจากบทบาทในการเป็น “ปอด” ที่ช่วยเก็บกักคาร์บอนแล้ว พื้นที่ชุ่มน้ำยังทำหน้าที่เสมือน “ไต” ของธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าชายเลนที่คอยปกป้องชายฝั่ง ทำหน้าที่ดักกรองสารพิษและขยะต่าง ๆ ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล ดังเช่นโมเดลความสำเร็จของ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ใช้หลักการของพื้นที่ชุ่มน้ำมาบำบัดน้ำเสียและดักกรองมลพิษก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนภัยเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่ออุณหภูมิโลกผันผวน ความร้อนที่เพิ่มขึ้นและความเค็มของน้ำทะเลที่รุกล้ำเข้ามาตามอ่าวต่าง ๆ กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศที่เปราะบาง ส่งผลให้ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ลดลงอย่างน่ากังวล สัตว์ปีกและนกอพยพเริ่มย้ายถิ่นฐาน พืชพรรณชายฝั่งเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ประเทศไทยมีพื้นที่เพียงร้อยละ 0.3 ของโลก แต่กลับครองสัดส่วนความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับที่ 16 ของโลก และอันดับ 3 ของอาเซียน การสูญเสียสมดุลนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตของชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทิศทางแผนพัฒนาฯ 14 และการลงทุน 300 ล้านบาท

ในเชิงนโยบายระดับมหภาค ศาสตราจารย์ ดร.สนิท ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ได้เปิดเผยถึงทิศทางยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศที่จะขับเคลื่อนผ่าน “5 เสาหลัก” สำคัญ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า “ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” (เสาหลักที่ 3) ถือเป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เปรียบเสมือนหัวใจที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนอื่น ๆ

โครงสร้างของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ถูกออกแบบให้เสาหลักด้านทรัพยากรธรรมชาติทำหน้าที่เชื่อมโยงกับเสาหลักอื่น ๆ อย่างแนบแน่น ได้แก่:

  • เศรษฐกิจ: เชื่อมโยงสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือ BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy)
  • ทุนมนุษย์: การพัฒนาคนให้รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
  • การบริหารจัดการภาครัฐ: การปฏิรูปกลไกภาครัฐให้ทันต่อเหตุการณ์

จุดเปลี่ยนประเทศไทย: ต้องการ ช่างเชื่อมและโมเดลความร่วมมือ

แม้ประเทศไทยจะมีกรอบนโยบายที่ชัดเจนและครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ หรือแผนงานระดับกระทรวง แต่ ศาสตราจารย์ ดร.สนิท ได้ชี้ให้เห็นถึง “จุดตาย” ของการพัฒนาว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนคนเก่งในการคิดแผนหรือนโยบาย แต่สิ่งที่ขาดแคลนอย่างหนักคือ “ช่างเชื่อม” หรือกลไกในการประสานงาน (Integration) ที่มีประสิทธิภาพ

หน้าที่ของ “ช่างเชื่อม” ในทรรศนะของ ศาสตราจารย์ ดร.สนิท คือการนำผลสรุปจากการประชุม นโยบายระดับบน หรือองค์ความรู้ทางวิชาการ “เชื่อม” ลงไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับชุมชนและพื้นที่ เพื่อไม่ให้แผนงานหยุดนิ่งอยู่เพียงแค่บนกระดาษ หรือเกิดสภาพ “ต่างคนต่างทำ” โดยไร้ทิศทาง ท่านได้ยกตัวอย่าง “โมเดลความร่วมมือระดับจังหวัด” ที่ได้ลงพื้นที่ไปผลักดันให้เกิดการลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 10-15 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ร่วมกัน ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การทำงานประสบความสำเร็จมากกว่าการแยกส่วนทำเหมือนในอดีต

นอกจากกลไกภาครัฐแล้ว การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วน จากการลงพื้นที่จริงพบว่าชุมชนหลายแห่งมีศักยภาพและมี “ต้นแบบ” การบริหารจัดการน้ำที่ดีเยี่ยม แต่ติดขัดเรื่องโอกาสและงบประมาณในการขยายผล ศาสตราจารย์ ดร.สนิท จึงได้เสนอแนวคิดเชิงนโยบายให้รัฐบาลจัดตั้ง “กองทุนการจัดการน้ำชุมชน” หรือ “กองทุนการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ” ขึ้น เพื่อเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ชุมชนสามารถนำไปใช้ในการอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และบริหารจัดการพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้คนที่ทำงานจริงได้มีทรัพยากรในการขับเคลื่อนงานต่อ โดยภาครัฐและนักวิชาการต้องลดบทบาทจากการเป็นผู้สั่งการ มาเป็นผู้เรียนรู้ร่วมกับชุมชน

อย่างไรก็ตาม การลงมือทำต้องควบคู่ไปกับหลักวิชาการที่ถูกต้องและรอบคอบ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น การขุดลอกแหล่งน้ำอย่าง “กว๊านพะเยา” ศาสตราจารย์ ดร.สนิท ได้เตือนสติว่าไม่สามารถขุดลอกเพียงเพื่อเปิดทางน้ำได้ทั้งหมด แต่จำเป็นต้องมีการทำ “แผนที่ทางนิเวศ” (Mapping) อย่างละเอียดก่อน เพื่อระบุตำแหน่งระบบนิเวศสำคัญและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ไม่เช่นนั้นการพัฒนาด้วยความหวังดีอาจกลายเป็นการทำลายแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำจนสูญสิ้นไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

บทสรุปของการก้าวผ่านวิกฤติในครั้งนี้ จึงอยู่ที่การผสานพลังระหว่าง “นโยบายระดับชาติ-งบประมาณวิจัย-ภูมิปัญญาชุมชน” โดยมี “ช่างเชื่อม” ที่มีประสิทธิภาพ คอยถักทอความร่วมมือทั้งหมดให้เป็นผืนเดียวกัน เพื่อรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำให้ทำหน้าที่เป็นลมหายใจของแผ่นดินสืบไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar