Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จุดหักเหอุตสาหกรรมไทย: ยกเครื่องสู่ Smart Nation ด้วยยุทธศาสตร์ 3 ทุน

จุดหักเหอุตสาหกรรมไทย: ยกเครื่องสู่ Smart Nation ด้วยยุทธศาสตร์ 3 ทุน

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ชนะ ภูมี ที่ปรึกษา President เอสซีจี (SCG) และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสถานการณ์และทิศทางของอุตสาหกรรมไทย โดยระบุว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะที่การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี และยังคงติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ป่วยของเอเชียหรือผู้ป่วยติดเตียง

สถานะของอุตสาหกรรมและช่องว่างในการพัฒนา

คุณชนะ กล่าวว่า จากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประมาณ 18 ล้านล้านบาท ภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีสัดส่วนในการขับเคลื่อนเพียงร้อยละ 35 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ในระดับร้อยละ 50 ส่วนต่างนี้คือช่องว่าง (Gap) ขนาดใหญ่ที่มีโอกาสสำหรับการพัฒนา (Room for improvement) หากได้รับการยกระดับอย่างถูกต้อง

ในด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ข้อมูลบ่งชี้ว่าผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่ของไทยยังคงอยู่ในระดับอุตสาหกรรม 2.0 ถึง 3.0 และมีเพียงประมาณร้อยละ 2 เท่านั้นที่ก้าวเข้าสู่ระดับอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งการดำเนินงานในรูปแบบปกติอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ เนื่องจากประเทศอื่นมีความก้าวหน้าไปมากแล้ว โจทย์เร่งด่วนของประเทศไทยจึงเป็นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้ได้ 2 เท่า ตามผลการศึกษาของ World Economic Forum เพื่อรองรับกับบริบทของสังคมสูงวัย (Aging Society) ที่เป็นปัจจัยท้าทายสำคัญ

นอกจากนี้ นิยามของ “ความอัจฉริยะ” (Smart) ในระดับอุตสาหกรรม 4.0 ว่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติมาใช้ในการผลิตเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือระบบที่การเคลื่อนที่ทางกายภาพ (Physical Flow) ทำงานสอดคล้องกับข้อมูล (Data Flow) ด้วยความเร็วสูงสุด เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการตัดสินใจและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้จริง เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตรให้ตอบโจทย์ตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังขาดแคลน

ยุทธศาสตร์การเพิ่มผลิตภาพ และ 3 ทุนหลัก

นอกจากนี้ คุณชนะ ได้เสนอแนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยออกจากสภาวะชะลอตัว โดยระบุว่าเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศให้ได้ 2 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ World Economic Forum โดยกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้ คือการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่คลื่นลูกที่ 4 (Industry 4.0) หรือการสร้างความอัจฉริยะ (Smart) ให้กับระบบเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างและพัฒนา “3 ทุนหลัก” (3 Capitals) ที่จะเป็นรากฐานใหม่ของประเทศ ดังนี้

  1. ทุนมนุษย์ (Human Capital): คุณชนะให้ความสำคัญกับศักยภาพของแรงงานในระบบที่ต้องสอดคล้องกับโลกอนาคต โดยเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมคือการใช้เงินทุนของภาคเอกชนในการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินการเรื่อง Smart Nation และใช้กระบวนการดังกล่าวเป็นโอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับบุคลากรในประเทศ เพื่อให้เยาวชนหรือนักศึกษาอาชีวะมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีที่จำเป็น เช่น ระบบเซนเซอร์ (Sensor), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเชื่อมโยงระบบข้อมูล ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่โรงงานชั้นนำต้องการ
  2. ทุนทางข้อมูล (Information Capital): การเชื่อมโยงข้อมูลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล คุณชนะยกตัวอย่างความสำเร็จของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่สามารถเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ได้จริง โดยเสนอว่า ระบบข้อมูลของประเทศควรเชื่อมโยงตั้งแต่ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไปจนถึงระบบการเสียภาษี การมีฐานข้อมูลที่เชื่อมถึงกันจะช่วยลดแรงเสียดทาน (Friction) ในการทำธุรกิจ ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และสร้างความโปร่งใสให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ GDP ของประเทศขยายตัวได้เองโดยธรรมชาติ
  3. ทุนระดับองค์กรและระดับชาติ (Organization and National Capital): ทุนในส่วนนี้ครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและกฎระเบียบ ได้แก่ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) เทคโนโลยี และสิทธิบัตร (Patent) รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับทิศทางของโลก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ให้กลับเข้ามายังประเทศไทยอีกครั้ง

กรณีศึกษา: สระบุรี แซนด์บ็อกซ์ (Saraburi Sandbox)

ความสำเร็จจากการลงมือปฏิบัติจริงของโครงการ “สระบุรี แซนด์บ็อกซ์” ที่ดำเนินงานมาเป็นระยะเวลา 3 ปี เป็นขับเคลื่อนด้วยรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม (Public Private People Partnership) ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่ จุดเด่นสำคัญของโมเดลนี้คือการไม่รอคอยการสั่งการจากส่วนกลางหรือรัฐบาล แต่ใช้ศักยภาพและความพร้อมของภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนทันที

ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานมีความชัดเจนในเชิงประจักษ์ โดยสามารถลดปริมาณการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศได้ถึง 4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 12,000 ล้านบาท กระบวนการหลักคือการเปลี่ยนสินค้าทุนจากการนำเข้าเป็นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ขยะจากชุมชน และขยะอุตสาหกรรม มาแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน แต่ยังเป็นการสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนและท้องถิ่น

นอกเหนือจากมิติด้านพลังงาน โครงการยังครอบคลุมถึงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติผ่านการปลูกป่า ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco-tourism) และการจัดการคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพและแหล่งรายได้ใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่ นายชนะระบุว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จคือการมีแผนยุทธศาสตร์ (Roadmap) ที่ชัดเจน และมีการจับคู่เทคโนโลยี (Technology Mapping) เข้ากับโครงการอย่างเป็นระบบ รวมถึงการดึงเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาประยุกต์ใช้

ในแง่ของความยั่งยืนทางการเงิน โมเดลสระบุรี แซนด์บ็อกซ์ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนทิศทางของเม็ดเงินลงทุน โดยนำงบประมาณกว่า 20,000 ล้านบาทที่เดิมภาคอุตสาหกรรมต้องใช้จ่ายไปต่างประเทศ ให้หมุนเวียนกลับมาสร้างความมั่งคั่ง (Wealth) ให้กับท้องถิ่นแทน นายชนะชี้ว่าโมเดลนี้สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นที่มีความพร้อมได้ทันที เช่น จังหวัดภูเก็ต โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มทำพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ให้ยึดหลักการที่พื้นที่ใดมีความพร้อมก็สามารถดำเนินการได้ก่อน เพื่อสร้างต้นแบบความสำเร็จในลักษณะเดียวกัน

แนวทางการขับเคลื่อน: เริ่มต้นจากจุดเล็กสู่ภาพใหญ่

แนวทางการขับเคลื่อน: เริ่มต้นจากจุดเล็กสู่ภาพใหญ่

สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง คุณชนะนำเสนอโมเดลการทำงานภายใต้กรอบแนวคิด “3C” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย 1) Collaborative Mindset การปรับทัศนคติเชิงบวกเพื่อมองหาความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกัน 2) Plan การมีแผนงานที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี และ 3) Collaborative Action ซึ่งคุณชนะเน้นย้ำว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุด โดยระบุว่า ปัญหาของประเทศไทยคือมักเรียกร้องความร่วมมือโดยที่แต่ละฝ่ายยังไม่ได้เริ่มต้นลงมือทำในส่วนของตนเอง ดังนั้น แนวทางที่ถูกต้องคือแต่ละภาคส่วนต้องเริ่ม “ทำทันที” ในภารกิจของตนให้สำเร็จก่อน แล้วจึงนำผลลัพธ์นั้นมาเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน

ในมิติของการพัฒนาพื้นที่ คุณชนะเสนอแนวคิดการพัฒนาตามระดับความพร้อม โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความสมบูรณ์แบบในระดับเมืองอัจฉริยะ (Smart City) พร้อมกันทั่วประเทศ แต่สามารถปรับขนาดเป้าหมายให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ หากยังไม่พร้อมทำ Smart City ให้เริ่มจาก Smart Factory, Smart Campus, Smart Village หรือหน่วยที่เล็กที่สุดอย่าง Smart Home

การเริ่มต้นจากจุดเล็กเหล่านี้มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพราะเป็นการสร้างอุปสงค์ (Demand) ขึ้นภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาอาชีวะที่จะได้ฝึกทักษะจากการทำงานจริง และเมื่อมีความต้องการเทคโนโลยีในประเทศที่ชัดเจน ก็จะเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาเอง โดยนายชนะประเมินว่าหากดำเนินการตามแนวทางนี้ จะช่วยผลักดันให้ GDP ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกร้อยละ 1 ถึง 2 จากฐานปัจจุบัน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แนวโน้มทองคำปี 69: สภาทองคำโลก ชี้ 3 ปัจจัยที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน

เป้าหมาย Net Zero กับโอกาสที่มากับ Green Economy

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar