Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ทางรอด SME ไทย: เลิกรับจ้างสร้างแบรนด์ ผนึกกำลังฝ่าวิกฤติ

ทางรอด SME ไทย: เลิกรับจ้างสร้างแบรนด์ ผนึกกำลังฝ่าวิกฤติ

ผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME ของไทยกำลังเผชิญกับคลื่นลมมรสุมที่ถาโถมจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในโลกดิจิทัล กติกาสากลเรื่องสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่แค่ “ทำอย่างไรให้รอด” แต่คือ “ทำอย่างไรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” ภายใต้หัวข้อ “พลิกโฉม SME ไทยไปด้วยกัน” กูรูจาก 4 ภาคส่วนได้มาร่วมกันระบุปัญหาและทางออกที่น่าสนใจไว้อย่างน่าสนใจ

กับดัก “No Man’s Land” และทางออกด้วย Platform Economy

สมคิด จิรานันตรัตน์ กรรมการบริษัท ARISE by IFINITAS กล่าวว่า ปัญหาหลักคือแพลตฟอร์ม E-Commerce เจ้าตลาดเป็นของต่างชาติ ช่วงแรก SME ไทยเข้าไปขายอาจได้กำไรดี แต่ปัจจุบันค่า GP (Gross Profit) สูงขึ้น เทียบเท่ากับการฝากขายในร้านสะดวกซื้อ (20-30%) ส่วนความพยายามสร้างแพลตฟอร์มของไทยเอง เช่น ของเครือใหญ่รายหนึ่ง ก็เพิ่งปิดตัวไปหลังจากขาดทุนกว่า 1,800 ล้านบาท

“SME ไทยเปรียบเสมือนอยู่ในสถานการณ์ “No Man’s Land” (แดนอันตรายในการเล่นเทนนิส) เหมือนสมัย จอห์น แม็กเอนโร (John McEnroe) และ บียอร์น บอร์ก (Björn Borg) คือถ้าเสิร์ฟไปแล้วคู่แข่งรับกลับมาได้ แต่เราวิ่งขึ้นหน้าเน็ตไม่ทัน ลูกจะตกที่เท้าแล้วรับไม่ได้ วิธีแก้คือต้องเสิร์ฟให้แรงขึ้น หรือวิ่งให้เร็วขึ้น กล่าวคือ SME ไทยต้องเพิ่มความสามารถ แต่ลำพัง SME จะสู้เองคงยาก ต้องมีการรวมพลังกันระหว่างรัฐและเอกชน สร้างแพลตฟอร์มที่ครบวงจรเพื่อดึงดูดกำลังซื้อจากต่างชาติ ไม่ใช่แค่ขายกันเองในประเทศ”

คุณสมคิดเสนอทางออกด้วย Platform Economy ซึ่งไม่ใช่แค่ E-Commerce แต่คือกลไกที่จะช่วย SME ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1. เพิ่มรายได้ โดยใช้ Data และ AI นำเสนอสินค้าที่ใช่ ไปหาคนที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสม (Personalization) 2. ลดรายจ่าย โดยเฉพาะค่าซอฟต์แวร์ (ERP) แทนที่จะซื้อซอฟต์แวร์ต่างราคาแพง ให้ใช้ซอฟต์แวร์ไทยบนแพลตฟอร์มแบบ Pay-per-use หรือ Subscription ซึ่งถูกกว่ามาก 3. เพิ่มขีดความสามารถ โดยใช้ Data วิเคราะห์เทรนด์สินค้า และใช้ Data ในการทำ Credit Scoring เพื่อขอสินเชื่อโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (Information-based Lending) และ 4. ลดการใช้เงินสด โดยการใช้ Digital Payment ช่วยลดต้นทุนการจัดการเงินสดของทั้ง SME และระดับประเทศได้มหาศาล

“SME ควรโฟกัสสิ่งที่ตนเองเก่งที่สุด (Core Competency) ส่วนระบบสนับสนุนอื่น ๆ ที่ไม่ถนัด ให้ใช้บริการจาก Cloud หรือ Platform เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ”

กำแพงสีเขียว: เมื่อ พลังงานสะอาดคือใบเบิกทาง

ความท้าทายต่อมาคือ “กติกาโลกใหม่” นที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า SME ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า หรือ เดนโซ่ กำลังถูกบีบด้วยนโยบาย Green Supply Chain ที่ต้องใช้พลังงานสะอาดให้ได้ 100% ภายในปี 2030 แต่ปัญหาคือ “โครงสร้างพื้นฐานไทยยังไม่พร้อม” กฎระเบียบยังไม่อนุญาตให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันโดยตรง (Peer-to-Peer Trading) ทั้งที่เทคโนโลยีกังหันลมและแบตเตอรี่พร้อมแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำค่าไฟ” ที่ SME ต้องจ่ายแพงกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐต้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบและปรับโครงสร้างราคาให้เป็นธรรม เพื่อให้รายเล็กมีแต้มต่อในการแข่งขัน

ทางออกคือ รัฐต้องเปิดให้มี Third Party Access ในระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อให้เอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันได้โดยตรง (Peer-to-Peer Trading) โดยจ่ายค่าผ่านสายส่งให้การไฟฟ้า

“ปัจจุบันเทคโนโลยีพลังงานลมพัฒนาขึ้นมาก จากเดิมกังหันลมต้องการความเร็วลม 6 เมตร/วินาที ตอนนี้ใช้เพียง 5 เมตร/วินาที ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพลมระดับนี้จำนวนมาก ประกอบกับราคาแบตเตอรี่ที่ถูกลง ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมีความเสถียรมากขึ้น แต่ติดขัดที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้ายังไม่ยืดหยุ่น จึงต้องเร่งแก้กฎระเบียบ และควรพิจารณาให้ SME รายเล็กเข้าถึงต้นทุนที่ต่ำกว่า”

เลิกเป็น “ลูกจ้าง” (OEM) สู่การเป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม”

สมบูรณ์ พิทยรังสฤษฏ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยุคของการเป็น “ผู้รับจ้างผลิต” (OEM) ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์) กำลังจะจบลงด้วยการมาของ EV และดิจิทัล ถ้าประเทศไทยยังคิดแต่จะเป็นผู้รับจ้าง จะอยู่ไม่รอด ต้องเปลี่ยนทัศนคติมาเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือผู้สร้างนวัตกรรม หรือเจ้าของผลิตภัณฑ์เอง

คุณสมบูรณ์เสนอทางรอดโดยใช้หลักพิชัยสงครามซุนวู “รู้เขารู้เรา” โดยเฉพาะกับ “จีน” หากสู้เรื่องราคาไม่ได้ อย่าเอาหัวไปชนกำแพง แต่ให้ “จับมือ” นำชิ้นส่วนของเขามาประกอบและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาครัฐแก้กฎหมายสิทธิบัตรที่ล่าช้า และโครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อนำเข้าเครื่องจักรสำเร็จรูปมากกว่าการผลิตเอง ซึ่งเป็นการทำลายผู้ผลิตในประเทศทางอ้อม

“ทางออกที่จะพลิกโฉม SME ได้ คือ SME ต้องยกระดับตัวเองสู่ Industry 4.0 ใช้ระบบ Automation, ERP, IoT และ AI เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าแบบ Customize ได้รวดเร็ว สร้าง Digital Catalog ให้ลูกค้าเลือกปรับแต่งสินค้าได้เอง จะช่วยเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุน”

Collaboration: พลังของพี่ใหญ่ช่วยน้องเล็ก

ศาณิต เกษสุวรรณ ผู้อำนวยการ Go Togetherม SCG กล่าวว่า การจะพลิกโฉม SME ได้ คือต้องขยายความร่วมมือ (Collaboration) ระหว่างบริษัทใหญ่ SME และภาคการศึกษา เพื่อสร้าง Solution และบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ไปด้วยกัน

“เราต้องเปลี่ยน Mindset ว่าเรื่องโลกร้อน หรือเทคโนโลยี ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาส”

การพา SME ไปเห็นระบบ AI หรือการเขียนโปรแกรมควบคุมง่าย ๆ ช่วยลดความกลัวและกระตุ้นให้เกิดการปรับตัว การผนึกกำลังระหว่าง บริษัทใหญ่ SME และภาคการศึกษา จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูพาธุรกิจไทยก้าวผ่านยุคสมัยแห่งความยากลำบากนี้ไปได้

โครงการ Go Together ของ SCG เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่าโลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปมาก บริษัทจึงเปิดบ้าน SCG ทั่วประเทศให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้ามาดูของจริง ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับตัว เช่น เรื่องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่จำเป็นต้องทำ หากไม่ทำจะเสียเปรียบในการแข่งขัน เป็นต้น

วิกฤติครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าที่ SME จะสู้เพียงลำพัง การ “พลิกโฉม” จึงต้องอาศัยทั้ง เทคโนโลยี (Platform Economy) นโยบายรัฐที่เอื้ออำนวย (Energy & Tax) การปรับตัวของผู้ประกอบการ (From OEM to Innovator) และ ความร่วมมือ (Collaboration) จากทุกภาคส่วน เพื่อให้ SME ไทย ไม่เพียงแค่วิ่งทันลูกเทนนิส แต่สามารถตบโต้กลับไปได้อย่างสง่างามในเวทีโลก

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

จุดหักเหอุตสาหกรรมไทย: ยกเครื่องสู่ Smart Nation ด้วยยุทธศาสตร์ 3 ทุน

เจาะลึกทิศทางการลงทุนปี 2569: ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่โอกาสใน ‘ทองคำ-คริปโทฯ-หุ้น’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar