Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

TikTok เปิดตัว ‘Election Center’ รับเลือกตั้ง 69 งัด AI-พันธมิตรสกัดข่าวลวง

TikTok เปิดตัว ‘Election Center’ รับเลือกตั้ง 69 งัด AI-พันธมิตรสกัดข่าวลวง

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง กับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่ประชาชนทุกคนเฝ้ารอ ท่ามกลางยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเปรียบเสมือนอาวุธทรงพลัง และมีการสื่อสารจำนวนมหาศาลผ่านทุกช่องทาง TikTok ในฐานะพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ที่มีผู้ใช้งานชาวไทยกว่า 50 ล้านคน ตระหนักดีว่ายิ่งความคาดหวังของสังคมสูงเพียงใด ความเสี่ยงจากข้อมูลที่บิดเบือน (Misinformation) ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น

บทบาทของ TikTok และจุดยืนเรื่องความปลอดภัย จากบทเรียนและประสบการณ์ในการเลือกตั้งปี 2566 TikTok ได้นำมาพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการสื่อสารบนแพลตฟอร์มสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 นี้ เพื่อส่งเสริมความโปร่งใส สร้างการตระหนักรู้ และสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งสำหรับผู้สร้างสรรค์เนื้อหาและผู้รับชม

ชนิดา คล้ายพันธุ์ ผู้อำนวยการนโยบายภาครัฐ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Tiktok กล่าวว่า ปัจจุบันในประเทศไทยที่มีผู้ใช้งาน TikTok มากกว่า 50 ล้านคน ซึ่ง TikTok ยึดมั่นในพันธกิจหลักคือ “Inspire Creativity and Bring Joy” (สร้างแรงบันดาลใจและมอบความสุข) อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ แพลตฟอร์มจำเป็นต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย”

ในช่วงวาระสำคัญระดับชาติอย่างการเลือกตั้ง TikTok ให้ความสำคัญสูงสุดกับ “การปกป้องความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม” เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่เพียงแค่สร้างความสุข แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้งานมีความเคารพซึ่งกันและกัน

ดีเดย์ 16 มกราคม เปิดตัว “Election Center” ศูนย์ข้อมูลเลือกตั้ง

TikTok ได้ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ “Election Center” หรือศูนย์ข้อมูลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดการเปิดให้บริการในวันที่ 16 มกราคม ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านแบนเนอร์แจ้งเตือนที่จะปรากฏบนหน้าแพลตฟอร์ม หรือใช้วิธีการค้นหาด้วยคำว่า “Election” หรือ “การเลือกตั้ง” ในช่องค้นหา (Keyword Search) เพื่อเข้าสู่หน้าศูนย์ข้อมูลดังกล่าว

สำหรับการดำเนินงานภายใต้ศูนย์ข้อมูลนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรพันธมิตรสำคัญ โดยมีการเชื่อมโยงผู้ใช้งานเข้ากับฐานข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการลงคะแนน ไม่ว่าจะเป็นวันเวลา สถานที่ วิธีการลงคะแนน รวมถึงคุณสมบัติของผู้สมัคร

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Checkers) ได้แก่ Cofact และ Thai PBS Verify เข้ามามีบทบาทในการผลิตเนื้อหาวิดีโอเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบข่าวบิดเบือน (Misinformation) การประเมินความอันตรายของข้อมูล และเทคนิคการสังเกตเพื่อตรวจสอบเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดย AI

ยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ปกป้องความน่าเชื่อถือ

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ TikTok ได้วางยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลักเพื่อปกป้องความน่าเชื่อถือในช่วงการเลือกตั้ง ได้แก่

  1. ด้านการป้องกัน (Protect) มุ่งเน้นการลบข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นอันตรายต่อกระบวนการทางการเมือง โดยร่วมมือกับผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในการติดป้ายกำกับ (Label) บนวิดีโอที่เนื้อหายังไม่ได้รับการยืนยัน พร้อมแนบลิงก์เชื่อมโยงไปยัง Digital Hub เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง
  2. ด้านการเสริมพลัง (Empower) สนับสนุนให้ผู้ใช้งานเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อมูลเท็จและความเสี่ยงได้ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First-time Voters) ซึ่งมีจำนวนมากบนแพลตฟอร์ม เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องประกอบการตัดสินใจก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูล
  3. ด้านความร่วมมือ (Partner) เน้นการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรต่าง ๆ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับแนวทางสากล

นโยบายความปลอดภัยและการคัดกรองเนื้อหา 4 ด้าน

สิริประภา วีระไชยสิงห์ ผู้จัดการฝ่ายพันธมิตรด้านความปลอดภัย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ TikTok
สิริประภา วีระไชยสิงห์ ผู้จัดการฝ่ายพันธมิตรด้านความปลอดภัย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ TikTok

สิริประภา วีระไชยสิงห์ ผู้จัดการฝ่ายพันธมิตรด้านความปลอดภัย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ TikTok กล่าวว่า TikTok ได้วางมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างคอนเทนต์จำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งเน้นการป้องกันข้อมูลที่ไม่เหมาะสม ข้อมูลบิดเบือน และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนผู้ใช้งาน ผ่านการดำเนินงานภายใต้นโยบายหลัก 4 ด้าน ดังนี้

  1. การจัดการข้อมูลบิดเบือน (Misinformation): แพลตฟอร์มมีกฎไม่อนุญาตให้มีข้อมูลเท็จหรือข้อมูลบิดเบือนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง ข้อมูลผู้สมัคร และสถานที่เลือกตั้ง หากตรวจพบจะดำเนินการลบออกจากแพลตฟอร์มทันที ซึ่งมาตรการนี้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างโดย AI (AI-generated content) หากเป็นข้อมูลเท็จจะถูกลบเช่นกัน เพื่อความโปร่งใสทางเทคโนโลยี TikTok ได้ใช้ Content Credentials (C2PA) ร่วมกับ Coalition for Content Authenticity เพื่อติดป้ายระบุเนื้อหาที่สร้างโดย AI แบบอัตโนมัติ พร้อมทั้งมีฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถระบุได้เองว่าคอนเทนต์นั้นสร้างด้วย AI
  2. การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Checking): TikTok ทำงานร่วมกับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับการรับรองจาก IFCN มากกว่า 20 รายทั่วโลก ครอบคลุมกว่า 50 ภาษา โดยในประเทศไทยได้ร่วมมือกับ Lead Storyกระบวนการทำงานเมื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่ไม่สามารถยืนยันได้ ระบบจะทำการติดป้ายกำกับ (Label) บนเนื้อหานั้น เพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานใช้วิจารณญาณก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ โดยเฉพาะกรณีวันเลือกตั้ง หากมีการเผยแพร่ผลคะแนนที่ยังไม่เป็นทางการ ระบบจะขึ้นป้ายเตือนว่าข้อมูลนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันผลอย่างเป็นทางการ
  3. การห้ามโฆษณาการเมือง (No Paid Political Ads): ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาแบบชำระเงินหรือ Boost Post สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็นจากบัญชีพรรคการเมือง รัฐบาล หรือนักการเมือง แม้ผู้ใช้งานทั่วไปจะมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่ไม่สามารถใช้เงินโปรโมตโพสต์ได้ นอกจากนี้กฎยังครอบคลุมถึง Influencer และ Creator โดยห้ามรับจ้างพรรคการเมืองเพื่อผลิตและโพสต์เนื้อหาแบบ Paid Partnership ซึ่งถือว่าผิดกฎแพลตฟอร์ม
  4. การเฝ้าระวังปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation – IO): โดยจะมีการสอดส่องและดูแลความเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายปฏิบัติการ IO หากตรวจพบความเชื่อมโยงของเครือข่ายดังกล่าว ทางแพลตฟอร์มจะดำเนินการจัดการทั้งในระดับบัญชีผู้ใช้และลบเนื้อหาออกจากระบบเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารในช่วงการเลือกตั้ง

เจาะลึกกฎเหล็กกลุ่ม GPPPA (รัฐบาลนักการเมืองพรรคการเมือง)

นโยบายของ TikTok ที่บังคับใช้กับบัญชีของรัฐบาล นักการเมือง และพรรคการเมือง หรือที่เรียกว่ากลุ่ม GPPPA นั้น มีข้อกำหนดสำคัญสูงสุดคือ การไม่อนุญาตให้ทำโฆษณาทางการเมืองแบบชำระเงินในทุกกรณี ซึ่งขอบเขตของข้อห้ามนี้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตเนื้อหาร่วมกับแบรนด์ในเชิงการเมือง การว่าจ้างครีเอเตอร์เพื่อสร้างคอนเทนต์ การทำโฆษณาที่ไม่เปิดเผยแหล่งที่มา ไปจนถึงการใช้เครื่องมือโปรโมตอื่น ๆ บนแพลตฟอร์ม แต่ทั้งนี้เจ้าของบัญชียังคงสามารถนำเสนอและแชร์เนื้อหาในรูปแบบออร์แกนิกได้ตามปกติ ตราบใดที่เนื้อหานั้นไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์สำหรับชุมชนที่ทางแพลตฟอร์มกำหนดไว้

ไขข้อข้องใจเรื่อง การปิดกั้นการมองเห็น

ในประเด็นที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปิดกั้นการมองเห็น หรือข้อสงสัยว่าต้องมีการร้องขอให้เปิดการมองเห็นหรือไม่นั้น ทางแพลตฟอร์มยืนยันข้อเท็จจริงว่า ไม่มีนโยบายปิดกั้นการมองเห็นแต่อย่างใด สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากการที่บัญชีภายใต้กลุ่ม GPPPA จะถูกปิดฟังก์ชันการโปรโมตโดยอัตโนมัติเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายห้ามโฆษณา ส่งผลให้ไม่สามารถใช้เม็ดเงินเพื่อกระตุ้นยอดการเข้าชมได้ โดยกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ภายใต้นโยบายนี้ครอบคลุมตั้งแต่องค์กรของรัฐ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการเลือกตั้ง พรรคการเมือง ผู้นำรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงทีมงานรณรงค์หาเสียงที่ทำหน้าที่ช่วยโปรโมตด้วยเช่นกัน

มาตรการด้านการสร้างรายได้และลิขสิทธิ์เพลง

เพื่อเป็นการรักษามาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและป้องกันการใช้เครื่องมือในทางที่ผิด บัญชีกลุ่ม GPPPA จะไม่สามารถเข้าถึงฟีเจอร์สร้างรายได้ทุกประเภท ตัวอย่างเช่น หากนักการเมืองทำการไลฟ์สตรีมจะไม่สามารถเปิดรับของขวัญได้ หรือในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ประกอบการร้านค้าบน TikTok Shop มาก่อน บัญชีดังกล่าวจะถูกระงับการสร้างรายได้ในช่วงที่เป็นผู้สมัคร

นอกจากนี้ ในด้านการใช้เพลงประกอบคอนเทนต์ บัญชีกลุ่มนี้จะถูกจำกัดให้ใช้เพลงจากคลังเพลงเชิงพาณิชย์ หรือ Commercial Library ของ TikTok เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนกว่า 160,000 เพลง โดยไม่สามารถนำเพลงกระแสที่ติดลิขสิทธิ์สำหรับความบันเทิงทั่วไปมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการหาเสียงได้

ระบบนิเวศความร่วมมือกับพันธมิตร (Partnership & Collaboration)

นอกจากมาตรการภายในแล้ว TikTok ยังได้สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกเพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ โดยทำงานร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้กำหนดกฎระเบียบ รวมถึงร่วมมือกับ Cofact และ Thai PBS Verify ในการช่วยสอดส่องดูแล ตรวจสอบเนื้อหาที่บิดเบือนหรือเป็นอันตราย และช่วยระบุเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI

ความร่วมมือทั้งหมดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบนิเวศของ TikTok ให้มีความขาวสะอาดและปลอดภัยในช่วงการเลือกตั้ง เพื่อให้แพลตฟอร์มยังคงเป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรสำหรับผู้ใช้งานทุกคนที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเพียงแค่ด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยการประสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรภายนอก (Third Party) ยังถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยคัดกรองและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลให้สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลที่ปรากฏบนฟีดของผู้ใช้งานจะมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ

เปิดสถิติความโปร่งใส: ลบวิดีโอ 4.4 ล้านคลิปดักจับได้ 99.5% ก่อนคนเห็น

สำหรับการรายงานความโปร่งใสและสถิติการดำเนินงาน (Transparency & Enforcement) เมื่ออ้างอิงจากรายงานการบังคับใช้หลักเกณฑ์สำหรับชุมชน (Community Guideline Enforcement Report) ในช่วงไตรมาสที่ 3 (เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน) ที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการลงทุนด้านความปลอดภัย ผ่านการทำงานของทีมงาน Trust and Safety กว่า 40,000 คนทั่วโลก ผสานเข้ากับระบบคัดกรองเชิงรุก (Proactive Detection)

ผลการดำเนินงานพบว่ามีการลบวิดีโอที่ละเมิดหลักเกณฑ์ชุมชนออกไปกว่า 4,400,000 วิดีโอ โดยระบบสามารถคัดกรองเชิงรุกและจัดการได้ก่อนที่จะมีผู้ใช้งานมองเห็นหรือมีการรายงานเข้ามาสูงถึง 99.5% อีกทั้งยังมีความรวดเร็วในการดำเนินการ โดย 95.1% ของวิดีโอที่ผิดกฎถูกลบออกภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ TikTok ในการยกระดับระบบปฏิบัติการและให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารบนแพลตฟอร์ม

ในช่วงที่ผ่านมา แพลตฟอร์มมีการตรวจสอบเนื้อหาอย่างเข้มข้นโดยครอบคลุมทุกหมวดหมู่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องการเลือกตั้งเท่านั้น สำหรับสิ่งที่มักตรวจพบและถูกลบออกนั้นประกอบไปด้วย ข้อมูลบิดเบือน (Misinformation), เนื้อหาที่สร้างโดย AI (AI-generated content), เนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ตลอดจนเนื้อหาที่ส่งเสริมความรุนแรง

ยอมรับว่าเป็นแนวโน้มที่พบเจอได้มากขึ้น เนื่องจากเมื่อมีผู้ใช้งานเข้ามาแสดงความคิดเห็นในประเด็นการเมืองสูง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอคอนเทนต์เหล่านี้ นอกจากนโยบายที่มีอยู่ แพลตฟอร์มมีทีมงานคอยวิเคราะห์และคาดการณ์ (Forecast) แนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมแผนรับมือและคัดกรองเนื้อหาออกไปให้รวดเร็วที่สุด

รู้ทัน AI: แยกแยะและจัดการอย่างเป็นระบบ

เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI ทางแพลตฟอร์มจะดำเนินการโดยแบ่งขั้นตอนการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. การระบุตัวตนคอนเทนต์ (Identification) ซึ่งมีทั้งรูปแบบที่ผู้ใช้งานแจ้งเอง โดยแพลตฟอร์มมีระบบสนับสนุนให้ผู้ใช้ทำเครื่องหมายระบุตั้งแต่ตอนโพสต์ว่าคอนเทนต์นี้สร้างโดย AI และรูปแบบการใช้ระบบตรวจสอบอัตโนมัติในกรณีที่ผู้ใช้ไม่ได้ระบุมา ซึ่ง TikTok ได้นำเทคโนโลยีจาก C2PA มาใช้ในการตรวจสอบ Metadata เป็นรายแรกของแพลตฟอร์ม Video Sharing ทำให้สามารถทราบได้ทันทีหากวิดีโอนั้นถูกสร้างขึ้นด้วย AI

และ 2. การดำเนินการหลังตรวจพบ (Action) เมื่อระบบระบุได้แล้วว่าเป็น AI คอนเทนต์ดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการคัดกรองตามหลักเกณฑ์สำหรับชุมชน (Community Guidelines) ตามปกติ หากเนื้อหานั้นขัดต่อกฎ เช่น เป็นข้อมูลบิดเบือนหรือสร้างความเกลียดชัง คอนเทนต์จะถูกลบออก แต่หากเป็นคอนเทนต์ AI ที่ไม่ได้ละเมิดกฎใดๆ ระบบจะอนุญาตให้เผยแพร่ได้ตามปกติ โดยจะมีการขึ้นป้ายกำกับ (Label) บนหน้าฟีดแจ้งเตือนว่า “วิดีโอนี้สร้างโดย AI” เพื่อให้ผู้ชมได้รับทราบและใช้วิจารณญาณในการรับชม

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

กกต. ผนึก 3 องค์กร คุมเข้มขนส่งบัตรเลือกตั้ง 69 การันตีโปร่งใส-ตรวจสอบได้

ซินเน็ค ปักธงปี 69 รายได้ทะลุ 5 หมื่นล้าน พลิกโฉมสู่ Technology Ecosystem Enabler

BDI เผยตลาด AI ไทยโตแตะ 4.1 หมื่นล้าน กับโจทย์ใหญ่เปลี่ยน ‘ผู้เสพ’ เป็น ‘ผู้สร้าง’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar