ท่ามกลางพลวัตความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการสื่อสารในทุกระดับ คณะนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย นำโดยรศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ และ รศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ ได้เปิดเผยผลการศึกษาเชิงลึกชุด “จากองค์ความรู้สู่ทิศทาง: อนาคต AI กับการสื่อสารของสังคมไทย” โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส เพื่อกำหนดทิศทางที่ชัดเจนบนหลักฐานเชิงประจักษ์
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางวิชาการ เมื่อบริบทของปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ได้เข้ามาท้าทายทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) ดั้งเดิม ส่งผลให้ปัจจัยเรื่องความง่ายในการใช้งานลดบทบาทลงเหลือเพียงเงื่อนไขพื้นฐาน ขณะที่ปัจจัยด้านทัศนคติถูกยกระดับความสำคัญสู่เรื่องความไว้วางใจ พร้อมกันนี้คณะผู้วิจัยยังได้นำเสนอโมเดล 5 เสาหลักการรู้เท่าทัน AI และแนวทางการกำกับดูแลองค์กรสื่อ เพื่อวางรากฐานธรรมาภิบาลและการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีอย่างสมดุล
บริบทใหม่ AI เขย่ารากฐานทฤษฎี TAM

รศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงวิชาการ โดยอ้างอิงถึง “ทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี” (Technology Acceptance Model: TAM) ที่เดวิด (David) นำเสนอไว้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการอธิบายเหตุผลของการยอมรับนวัตกรรมคอมพิวเตอร์
โดยทฤษฎีดั้งเดิมระบุว่าตัวแปรสำคัญคือ “ความง่ายในการใช้งาน” และ “มีประโยชน์” ซึ่งจะนำไปสู่ทัศนคติที่ดีและความต้องการใช้งาน โดยโมเดลนี้มีการพัฒนาต่อเนื่องเป็น TAM 1, TAM 2 และ UTAUT รุ่นต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ผลจากการสังเคราะห์งานวิจัยย่อย 7 เรื่องในโครงการนี้ชี้ให้เห็นว่า บริบทของ AI ในปัจจุบันได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญต่อโครงสร้างโมเดลดังกล่าว ดังนี้
- ความง่ายในการใช้งาน (Ease of Use): เปลี่ยนสถานะจากปัจจัยจูงใจกลายเป็น “เงื่อนไขพื้นฐาน” (Baseline Condition) เนื่องจาก AI ยุคใหม่มีส่วนติดต่อผู้ใช้ (User Interface) ที่เป็นธรรมชาติ รองรับการสั่งงานด้วยภาษาพูดเสมือนการสนทนา และสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานภาพหรือวิดีโอได้ตามความต้องการโดยไม่ต้องเขียนโค้ด
- ประโยชน์จากการใช้งาน (Usefulness): ก้าวข้ามคำถามว่ามีประโยชน์หรือไม่ ไปสู่การพิจารณา “เลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด” ท่ามกลางตัวเลือกแอปพลิเคชันจำนวนมาก
- ทัศนคติ (Attitude): เปลี่ยนจากการระบุความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ ไปสู่ประเด็นของ “ความไว้วางใจ” (Trust) และจริยธรรม โดยมุ่งเน้นที่ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีและการใช้งานภายใต้หลักธรรมาภิบาล
- ความตั้งใจในการใช้งาน (Intention to Use): เปลี่ยนรูปแบบไปสู่ “การเจรจาต่อรองบทบาท” (Negotiation) และการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI โดยตั้งคำถามถึงอำนาจการตัดสินใจและความรับผิดชอบหากเกิดข้อผิดพลาด ว่าจะตกเป็นของผู้สั่งการ ผู้ผลิต หรือปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกติกาการควบคุมระหว่างการนำมาทดแทน การใช้ร่วมกัน หรือการพึ่งพิงกันอย่างสมดุล
การพัฒนามนุษย์และ 5 เสาหลักการรู้เท่าทัน AI
ด้าน รศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในฐานะผู้อำนวยการแผนงานวิจัย ได้นำเสนอข้อสรุปเชิงสังเคราะห์ที่ขยายภาพจากระดับปัจเจกสู่ระดับสังคม โดยระบุว่าแกนหลักของงานวิจัยคือ “การพัฒนามนุษย์” (Human Development) มนุษย์ต้องดำรงฐานะผู้มีอำนาจตัดสินใจและคัดกรอง โดยนำ AI มาทดแทนงานที่สิ้นเปลืองแรงงาน เพื่อให้มนุษย์สามารถใช้เวลาพัฒนาศักยภาพในงานที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น
ทั้งนี้ งานวิจัยได้สังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสร้างสังคมและประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ผ่าน “5 เสาหลักของการรู้เท่าทัน AI” (5 Pillars of AI Literacy) ประกอบด้วย
- การรู้เท่าทันพื้นฐาน: เข้าใจข้อจำกัดและความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นจากการประมวลผลของแพลตฟอร์ม
- การใช้อย่างเหมาะสมและรับผิดชอบ: มุ่งเน้นประสิทธิภาพควบคู่กับจริยธรรม
- การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking): ใช้วิจารณญาณตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-check) เพื่อตระหนักถึงข่าวปลอม (Fake News) และอคติของอัลกอริทึม
- ความรับผิดชอบในฐานะพลเมือง: ครอบคลุมบทบาททั้งผู้เสพและผู้ผลิตเนื้อหาที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม
- ความโปร่งใส: พลเมืองมีสิทธิเรียกร้องให้องค์กรสื่อและแพลตฟอร์มเปิดเผยกระบวนการผลิตเนื้อหาอย่างโปร่งใส
ความเชื่อมั่นและการกำกับดูแลองค์กรสื่อ
ในส่วนขององค์กรสื่อและผู้ประกอบวิชาชีพ งานวิจัยระบุว่าสิ่งที่สังคมต้องการคือ “ความเชื่อมั่น” (Trust) ซึ่งในยุค AI ความเชื่อมั่นต้องเกิดจากการกำกับดูแลร่วมกันผ่าน 5 องค์ประกอบ ได้แก่
- การกำกับดูแลความรับผิดชอบเชิงหน้าที่: ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
- การประกาศการใช้งาน (Declaration): แสดงอัตลักษณ์ของสื่ออย่างจริงใจด้วยการระบุส่วนที่มีการใช้ AI ในชิ้นงาน
- การตรวจสอบย้อนกลับ: ต้องมีร่องรอยทางดิจิทัล (Digital Footprint) ที่สามารถตรวจสอบได้
- ความรับผิดชอบต่อสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล: ให้ความสำคัญและปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
- ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม: เรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ให้บริการในเชิงโครงสร้างให้มากขึ้น
สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ชุดโครงการวิจัยดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส จะมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ที่สังเคราะห์ได้ไปต่อยอดเพื่อยกระดับวงการนิเทศศาสตร์และวิชาชีพสื่อสารมวลชน โดยคณะผู้วิจัยเตรียมเผยแพร่ผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ในรูปแบบบทความวิชาการ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการกำหนดทิศทางและสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่สังคม ท่ามกลางความท้าทายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามามีบทบาทต่อโครงสร้างการสื่อสารในปัจจุบัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
วิกฤติ ‘ปลาเล็ก’ ในบ่อฉลาม: ผ่าทางรอดอุตสาหกรรมไทยยุค AI
ดร.สุวิทย์ เตือน AI ‘วิศวกรรมความจริง’ หนุนวงจรอุบาทว์กัดกินไทย แนะสร้าง Tech Moral Society



