Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ผนึก 8 องค์กร เปิดกลยุทธ์รู้ทัน ‘สแกมเมอร์’

ผนึก 8 องค์กร เปิดกลยุทธ์รู้ทัน 'สแกมเมอร์'

ในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ห้าของการดำรงชีวิต ภัยคุกคาม (Threat) ที่สร้างผลกระทบรุนแรงที่สุดกลับไม่ใช่สิ่งที่มองไม่เห็น แต่คือ “คน” ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง จากเวทีเสวนาหัวข้อ “ไขเคล็ดลับรู้ทันสแกม: วิธีการป้องกันไม่ให้คุณถูกหลอก” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Meta และพันธมิตร ได้ระดมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ 8 องค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อถอดรหัสพฤติกรรมของมิจฉาชีพและวางแนวทางรับมืออย่างยั่งยืน

Meta และพันธมิตร ได้ระดมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ 8 องค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อถอดรหัสพฤติกรรมของมิจฉาชีพและวางแนวทางรับมืออย่างยั่งยืน

ภัยไซเบอร์: วิกฤติแซงหน้ายาเสพติด

พล.ต.ต. ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สะท้อนภาพรวมสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันภัยจากสแกมเมอร์ (Scammer) และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของประเทศ แทนที่ปัญหายาเสพติดซึ่งเคยเป็นปัญหาหลักในอดีต โดยยอมรับว่ากระบวนการทำงานของตำรวจในปัจจุบันยังถือเป็นการแก้ปัญหาที่ “ปลายเหตุ” กล่าวคือ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปติดตามจับกุมและยึดทรัพย์ แต่ในความเป็นจริง การป้องกัน (Prevention) เพื่อไม่ให้เกิดเหตุย่อมดีกว่าการปราบปราม

ความน่ากลัวของอาชญากรรมประเภทนี้คือ มิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการหลอกลวง (Modus Operandi) ตลอดเวลา เปรียบเสมือนการเล่นกลที่เปลี่ยนไปตามความสนใจของสังคม คนร้ายมักติดตามข่าวสารบ้านเมือง หากสังคมกำลังตื่นตัวเรื่องใด ก็จะนำเรื่องนั้นมาสร้างเป็นเรื่องราว (Story) เพื่อหลอกลวงเหยื่อ ทำให้ประชาชนที่ไม่ทันระวังตัวตกเป็นเหยื่อได้ง่าย

นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายของมิจฉาชีพยังครอบคลุมทุกช่วงวัยและทุกระดับการศึกษา ไม่จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา โดยพบกรณีตัวอย่างที่น่าตกใจ เช่น การหลอกลวงนักศึกษาให้จัดฉากลักพาตัวตนเองเพื่อขู่กรรโชกทรัพย์จากผู้ปกครอง หรือกรณีของข้าราชการเกษียณอายุและผู้สูงอายุที่ถูกหลอกสูญเงินก้อนสุดท้ายของชีวิต โดยบางเคสมีความเสียหายสูงถึงเกือบ 200 ล้านบาท

ในขณะที่ พล.ต.ต. โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้เปิดเผยสถิติที่ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีคดีหลอกลวงทางออนไลน์สูงกว่า 300,000 คดี และเมื่อเข้าสู่ปี 2569 เพียงไม่กี่วัน พบตัวเลขการแจ้งความเฉลี่ยสูงถึง 1,000 คดีต่อวัน โดยประเภทคดีที่พบบ่อยที่สุดคือ การหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 70-80% ของคดีทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าภัยไซเบอร์ได้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิตประจำวัน

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองคือวิวัฒนาการของการหา “บัญชีม้า” (Mule Account) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการถ่ายเทเงินของคนร้าย ปัจจุบันพบรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ฟิวแฟน” (Feel Fan) หรือการรับจ้างเป็นเพื่อนเที่ยวและเพื่อนคุย ซึ่งมิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อล่อลวงให้เหยื่อเปิดบัญชีธนาคาร หรือบางรายอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยอมเปิดบัญชีแลกกับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย โดยไม่ตระหนักว่าการกระทำดังกล่าวมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรง ทั้งจำคุกและปรับ รวมถึงอาจมีความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 1-10 ปี

ยกระดับกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐาน

ในมิตินโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย ศรัณย์ ทองคำ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ได้ฉายภาพการทำงานของภาครัฐที่ต้องปรับตัวให้เท่าทันกับอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนขึ้น โดยระบุว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ยกระดับปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วน เริ่มจากการประกาศใช้ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นเครื่องมือทางกฎหมายฉบับแรกที่ให้อำนาจในการจัดการปัญหาได้รวดเร็วขึ้น พร้อมกับการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ที่ให้บริการแบบ One Stop Service ช่วยให้ประชาชนสามารถโทรแจ้งอายัดบัญชีคนร้ายได้ทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กฎหมายจึงต้องมีการปรับปรุงอยู่เสมอ ปัจจุบันกระทรวงดิจิทัลฯ กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงและยกระดับกฎหมายสู่ฉบับปี พ.ศ. 2568 เพื่อปิดช่องโหว่และเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยหัวใจสำคัญคือ การเชื่อมโยงฐานข้อมูล (Data Integration) ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งตำรวจ ธนาคาร และผู้ให้บริการเครือข่าย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์เส้นทางการเงินได้แบบเรียลไทม์ (Real-time) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการติดตามจับกุมคนร้าย

อีกประเด็นที่นับเป็นความท้าทายใหม่คือ การเก็บรักษาพยานหลักฐานทางดิจิทัล (Digital Evidence Preservation) โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) หรือคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน หากเจ้าหน้าที่สามารถอายัดบัญชีได้แต่ไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัลที่เพียงพอ หรือตามไม่ทันเส้นทางการเงินที่ถูกเปลี่ยนรูปแบบไป การดำเนินคดีและการยึดทรัพย์คืนให้ผู้เสียหายก็จะทำได้ยากและไร้ผลสัมฤทธิ์

ทางด้าน มีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้เสริมมุมมองในฐานะหน่วยงานที่ขับเคลื่อนธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ว่า ภัยออนไลน์ได้ถูกยกระดับเป็น วาระแห่งชาติ (National Agenda)เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของมิจฉาชีพได้ขยายวงกว้างจนครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม จากเดิมที่เน้นหลอกลวงผู้สูงอายุ ได้เปลี่ยนมาสู่กลุ่มวัยทำงานและเด็กเยาวชน ก่อนจะวนกลับมาที่กลุ่มผู้สูงอายุอีกครั้ง เป็นวัฏจักรที่เปลี่ยนแปลงไปตามเครื่องมือที่คนร้ายเลือกใช้

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือพัฒนาการของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ดีฟเฟก (Deepfake) ที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความจริงและสิ่งลวงเลือนลางลง มิจฉาชีพสามารถใช้ AI เลียนเสียง (Voice Cloning) หรือปลอมแปลงใบหน้า (Face Swapping) ของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือบุคคลที่เหยื่อรู้จักผ่านทางวิดีโอคอลได้อย่างแนบเนียน จนแทบแยกไม่ออกด้วยตาเปล่า ทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น ดังนั้น นอกจากการบังคับใช้มาตรฐานและบทลงโทษทางอาญาที่เข้มงวดขึ้นแล้ว การสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล” (Digital Immunity) ให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปอย่างเร่งด่วน

กลโกงการลงทุน: มูลค่าความเสียหายสูงสุด

อาชินี ปัทมะสุคนธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า แม้จำนวนคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าจะมีปริมาณมากที่สุด แต่หากพิจารณาในแง่ของ “มูลค่าความเสียหาย” พบว่า “การหลอกลงทุน” (Investment Scam) ครองแชมป์อันดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ความน่ากลัวของคดีประเภทนี้คือ ผลกระทบที่รุนแรงต่อเหยื่อรายบุคคล ซึ่งมักถูกหลอกให้โอนเงินจนหมดตัว หรือสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิตไปในคราวเดียว

รูปแบบที่มิจฉาชีพนิยมใช้และประสบความสำเร็จสูงคือ “Hybrid Scam” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความรักกับการหลอกลวง (Romance Scam) คนร้ายจะใช้เวลาในการสร้างความสัมพันธ์ สร้างความเชื่อใจ หรือทำให้เหยื่อตกหลุมรักก่อน ซึ่งอาจกินเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี เมื่อเหยื่อตายใจจึงเริ่มชักชวนให้ร่วมลงทุน โดยมักเริ่มต้นจากยอดเงินจำนวนน้อยๆ และมีการจ่ายผลตอบแทนคืนจริงเพื่อเป็นเหยื่อล่อ (Bait) ให้เหยื่อเกิดความโลภและมั่นใจ ก่อนจะเชิดเงินก้อนใหญ่หนีไปในที่สุด

เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ถอดบทเรียนออกมาเป็นจุดสังเกตสำคัญที่เรียกว่า “5 เวอร์” ซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัย (Red Flags) ที่บ่งชี้ว่าคู่สนทนาของคุณอาจเป็นมิจฉาชีพ โดยเริ่มจาก “สูงเวอร์” (High Return) ที่มักจะเสนอผลตอบแทนสูงเกินความเป็นจริงเมื่อเทียบกับอัตราตลาด หรือสูงจนผิดปกติวิสัยของการลงทุนที่ถูกกฎหมาย ตามมาด้วย “ไวเวอร์” (Fast Return) ซึ่งใช้ความรวดเร็วเป็นเหยื่อล่อ เช่น การลงทุนหลักพันแล้วได้รับผลตอบแทนหลักร้อยภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อตายใจและรีบโอนเงินเพิ่ม

อีกหนึ่งจุดสังเกตคือ “ชัวร์เวอร์” (Guaranteed) ที่มีการการันตีผลกำไรแบบ 100% รับประกันว่าไม่มีความเสี่ยง ซึ่งขัดแย้งกับหลักการลงทุนที่แท้จริง นอกจากนี้ มิจฉาชีพมักใช้กลยุทธ์ “เร่งเวอร์” (Urgency/Exclusive) โดยใช้จิตวิทยาบีบให้รีบตัดสินใจ อ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะตัว (Exclusive) หรือโควตามีจำนวนจำกัดเพื่อให้เหยื่อรีบโอนเงินทันที และท้ายที่สุดคือ “ลอยเวอร์” (Vague) ซึ่งข้อมูลธุรกิจหรือโครงการลงทุนจะมีความคลุมเครือ ไม่มีหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่สามารถตรวจสอบที่ตั้งบริษัทหรือตัวตนผู้บริหารได้ชัดเจน

คุณอาชินี ย้ำทิ้งท้ายว่า จุดจบของทุกกระบวนการหลอกลวงคือ “การโอนเงิน” ดังนั้น ก่อนที่จะกดโอนเงินออกจากบัญชี ให้ยึดหลัก “เอ๊ะ” และตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ หากพบสัญญาณความผิดปกติแม้เพียงข้อเดียว ให้หยุดการทำธุรกรรมทันที และสามารถโทรตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาต หรือปรึกษาข้อสงสัยได้ที่ ศูนย์บริการประชาชน ก.ล.ต. โทร. 1207 กด 22 ตลอด 24 ชั่วโมง

สร้างกำแพงป้องกันทางโทรคมนาคม

ในมิติด้านโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสาร อนันติยา กิตติพรหมวงศ์ ผู้อำนวยการส่วน สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กล่าวถึงมาตรการเข้มงวดในการกำกับดูแลผู้ให้บริการเครือข่าย โดยเป้าหมายหลักคือการจัดการกับ “ซิมม้า” (Mule SIM) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่คนร้ายใช้ในการติดต่อเหยื่อและเปิดบัญชีธนาคาร

กสทช. ได้บังคับใช้มาตรการลงทะเบียนซิมการ์ดรูปแบบใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตนด้วย อัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ถือครองซิมการ์ดเป็นบุคคลเดียวกับที่ลงทะเบียนจริง ป้องกันการสวมสิทธิ์หรือใช้ข้อมูลปลอม นอกจากนี้ยังได้กำหนดมาตรการระงับการให้บริการที่รวดเร็วขึ้น หากได้รับแจ้งเหตุหรือพบพฤติกรรมต้องสงสัย โดยจะดำเนินการระงับสัญญาณโทรศัพท์ภายใน 24 ชั่วโมง และระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายใน 3 วัน เพื่อตัดวงจรการติดต่อของมิจฉาชีพทันที อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้งานบริสุทธิ์ได้รับผลกระทบจากการระงับสัญญาณ ก็สามารถนำหลักฐานมายืนยันตัวตนเพื่อขอปลดล็อกได้ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความมั่นคงและความสะดวกของผู้ใช้บริการ

ทางด้านภาคเอกชน วิสิฐศักดิ์ เจริญไชย Corporate Affairs Manager บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ได้ร่วมเปิดโปงเครื่องมือทางเทคนิคที่กลุ่มมิจฉาชีพนิยมใช้ในปัจจุบัน พร้อมนำตัวอย่างอุปกรณ์จริงมาแสดงให้เห็นกลไกการทำงาน โดยเริ่มจาก สถานีฐานปลอม (False Base Station) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จำลองสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อดักจับและส่งข้อความสั้น (SMS) หลอกลวงหรือลิงก์อันตรายเข้าสู่มือถือของเหยื่อในบริเวณใกล้เคียงจำนวนมหาศาล โดยการทำงานรูปแบบนี้จะไม่ผ่านระบบเครือข่ายของผู้ให้บริการหลัก ทำให้การตรวจสอบและสกัดกั้นทำได้ยากในระยะแรก

นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า ซิมบ็อกซ์ (Simbox) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แปลงสัญญาณโทรศัพท์ที่สามารถใส่ซิมการ์ดได้จำนวนมากพร้อมกัน เพื่อใช้สำหรับโทรออกหาเหยื่อแบบหว่านแห หรือส่ง SMS หลอกลวงไปยังเป้าหมายจำนวนมาก

คุณวิสิฐศักดิ์ ระบุว่าปัจจุบันมิจฉาชีพมักเช่าหอพัก คอนโดมิเนียม หรืออาคารพาณิชย์เพื่อลักลอบติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ AIS จึงได้ทำงานเชิงรุกร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการลงพื้นที่ตรวจจับสัญญาณผิดปกติและทลายแหล่งกบดานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชน หากพบเห็นอุปกรณ์ต้องสงสัยที่มีลักษณะคล้ายกล่องชุมสายโทรศัพท์หรือมีเสาสัญญาณจำนวนมากติดตั้งในที่พักอาศัย ให้แจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้ให้บริการเครือข่ายเพื่อเข้าตรวจสอบทันที

ปฏิบัติการเชิงรุกจากแพลตฟอร์มระดับโลก

ยิ่งยศ ลีชัยอนันต์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ Facebook ประเทศไทย (Meta) กล่าวว่า ความซับซ้อนของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างคอนเทนต์หรือเพจปลอมเพียงลำพัง แต่ได้ยกระดับเป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” (Transnational Organized Crime) ซึ่งมีโครงสร้างซับซ้อนและมีเงินทุนหมุนเวียนมหาศาล อีกทั้งกลุ่มคนร้ายยังมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงที่รวดเร็ว ดังนั้นลำพังเพียงมาตรการปิดเพจจึงไม่เพียงพอ Meta จึงวางยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกใน 3 มิติหลัก 

เริ่มจากการปฏิบัติการร่วมข้ามพรมแดน (Joint Operation) ที่ยกระดับความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย และศูนย์ AOC 1441 โดยเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทีมผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานใหญ่สหรัฐอเมริกาได้เดินทางมาร่วมปฏิบัติการพิเศษ (War Room) กับเจ้าหน้าที่ไทย จนสามารถกวาดล้างและปิดเพจรวมถึงบัญชีผู้ใช้ปลอมได้กว่า 59,000 รายการ พร้อมทั้งพัฒนาระบบ AI เพื่อตรวจจับและบล็อกโฆษณาหลอกลวงได้เฉลี่ยถึง 4,000 รายการต่อวัน

ต่อมาในด้านนวัตกรรมตัดเส้นทางการเงิน (Financial Disruption) เนื่องจากจุดจบของทุกการหลอกลวงคือการโอนเงิน Meta จึงมุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการพัฒนานวัตกรรมตรวจจับ “บัญชีธนาคารต้องสงสัย” โดยระบบจะทำงานทันทีเมื่อมีการส่งเลขบัญชีที่อยู่ในฐานข้อมูลบัญชีม้าหรือบัญชีเฝ้าระวังผ่านทางแชท ซึ่งระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานฉุกคิดก่อนที่จะกดโอนเงิน โดยอาศัยการทำงานร่วมกับข้อมูลจากภาคธนาคารและตำรวจ

สุดท้าย คือ การสร้างพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) เพื่อสร้างเกราะป้องกันที่ยั่งยืน โดย Meta ได้ก้าวข้ามจากการให้ความรู้พื้นฐานสู่การสร้าง “ความเข้มแข็งทางดิจิทัล” (Digital Resilience) ผ่านความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ETDA ในการพัฒนาหลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล 101” (Digital Citizen 101) เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้กับครูอาจารย์นำไปถ่ายทอดต่อแก่เยาวชน นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือปกป้องความเป็นส่วนตัวอย่าง Take It Down และ StopNCII.com ที่ช่วยสกัดกั้นการเผยแพร่ภาพส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม เพื่อป้องกันการถูกข่มขู่หรือคุกคามทางออนไลน์ (Sextortion) อีกด้วย

ความร่วมมือคือทางออก

เวเวทีเสวนาครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำ “จิ๊กซอว์” (Jigsaw) ชิ้นสำคัญจากทุกภาคส่วนมาต่อรวมกัน เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของกลไกการแก้ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ที่ชัดเจนที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าลำพังเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ภาครัฐ หรือภาคเอกชน ไม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้โดยลำพัง เนื่องจากอาชญากรรมรูปแบบนี้เป็น อาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational Crime) ที่มีเครือข่ายซับซ้อนและมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างรวดเร็ว

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียง 8 องค์กรบนเวทีเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปถึงหน่วยงานระดับนานาชาติ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ที่เข้ามามีบทบาทในการประสานงานกับนานาประเทศเพื่อจัดการกับต้นตอของขบวนการที่ฝังตัวอยู่ต่างแดน การทำงานแบบบูรณาการ (Integration) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยตัดวงจรการเงินและลดความเสียหายได้จริง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายที่เข้มงวดและเทคโนโลยีป้องกันที่ล้ำสมัยเพียงใด แต่ “กำแพงป้องกัน” (Firewall) ที่แข็งแกร่งที่สุดและสำคัญที่สุดยังคงเป็น “ตัวของประชาชนเอง” การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล การตระหนักรู้ และการยึดหลัก “เอ๊ะ” เพื่อฉุกคิดและตรวจสอบความถูกต้องก่อนตัดสินใจโอนเงิน จะเป็นเกราะป้องกันด่านสุดท้ายที่จะช่วยให้คนไทยรอดพ้นจากภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ที่กำลังรายล้อมอยู่รอบตัวเราในขณะนี้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Meta ผนึก 6 ภาคี เปิด ‘คฤหาสน์หลอน’ ต้านสแกม ณ ประปาแม้นศรี

บทเรียนจากวิกฤติ: ‘Job Security’ ภัยคุกคามที่ไม่เคยเปลี่ยน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar