Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

MTL ปักธงปี 2569 ชู ‘Go Together’ ผนึกพันธมิตร-AI เจาะ Silver Age ดันเบี้ยโตเหนือตลาด

MTL ปักธงปี 2569 ชู 'Go Together' ผนึกพันธมิตร-AI เจาะ Silver Age ดันเบี้ยโตเหนือตลาด

เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) เปิดยุทธศาสตร์มุ่งสู่ปี 2026 ประกาศเดินหน้าภายใต้แนวคิด “Go Together” เน้นผสานความร่วมมือพันธมิตรและนวัตกรรม ขับเคลื่อนองค์กรด้วย ESG และ Health Ecosystem เต็มรูปแบบ ส่งนวัตกรรมประกันเจาะกลุ่ม “Silver Age-Wealth” พร้อมตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมและเบี้ยปีแรกเติบโตเหนือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ร้อยละ 2-3 ขึ้นไป เผยฐานะการเงินแกร่งด้วยสินทรัพย์รวม 6.9 แสนล้านบาท และอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนสูงกว่า 350%

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 (2026) ณ เขาใหญ่ ว่า ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน (Polycrisis) ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการที่สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ภายในปี 2572 ซึ่งมาพร้อมกับประเด็นท้าทายเรื่องช่องว่างระหว่างอายุขัยเฉลี่ยกับช่วงเวลาที่ยังมีสุขภาพดี และอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ยังปรับตัวสูงขึ้นถึง 10.8% ในปีที่ผ่านมา ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เมืองไทยประกันชีวิตดำเนินงานภายใต้แนวคิด “GO HEALTHIER with MTL” โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับสุขภาพของผู้คนให้ดีขึ้นกว่าเดิม ครอบคลุมทั้งมิติของสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงิน

ตั้งเป้าปี 2569 เบี้ยโตเหนือตลาด2-3%

สำหรับทิศทางและเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2569 (2026) เมืองไทยประกันชีวิตมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมและเบี้ยประกันภัยรับปีแรกให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าอัตราการเติบโตไว้ที่ไม่ต่ำกว่าระดับ 2-3% ขึ้นไป แม้ว่าจะต้องดำเนินธุรกิจท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทายก็ตาม

มุ่งเน้นการผสานพลังร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศ (Ecosystem) อย่างครบวงจร ตั้งแต่เครือข่ายโรงพยาบาล พันธมิตรด้านเทคโนโลยี (Tech Partners) ไปจนถึงศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Home) เพื่อสร้างรากฐานความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแบบรายบุคคล (Hyper-Personalization) เพื่อให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละคนอย่างแท้จริง

ชูความแข็งแกร่งทางการเงิน

ผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากภายนอก โดยบริษัทฯ มีการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับปีแรกประมาณ 10% โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ควบการลงทุน (Investment Linked) ที่เติบโตสูงถึง 249% และประกันโรคร้ายแรงเติบโต 24% ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ประมาณ 690,000 ล้านบาท โดยกว่า 90% เป็นสินทรัพย์ลงทุน ด้านความมั่นคงของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio – CAR) อยู่ในระดับสูงกว่า 350% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 140% อย่างมาก พร้อมได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลที่ A- และระดับภายในประเทศที่ AAA จากสถาบันจัดอันดับชั้นนำ

ในมิติของการบริหารสินทรัพย์ลงทุน บริษัทฯ ยึดหลักการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน (Asset Liability Management) ด้วยกลยุทธ์การจับคู่ (Matching) อย่างเคร่งครัด เพื่อปิดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง

โดยแบ่งเป็น 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การจับคู่ผลตอบแทน (Yield Matching) ซึ่งบริษัทฯ จะมองหาโอกาสการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีและมีความแน่นอนในวงเงินที่ชัดเจน เช่น การจัดสรรวงเงินลงทุน 2,000 – 3,000 ล้านบาทในสินทรัพย์เป้าหมาย ก่อนที่จะนำมาพัฒนาเป็นแบบประกันเพื่อเสนอขายแก่ลูกค้า วิธีการนี้ช่วยให้บริษัทสามารถการันตีผลตอบแทนตามสัญญาได้อย่างแม่นยำ

และการจับคู่ระยะเวลา (Duration Matching) ที่มุ่งบริหารอายุของสินทรัพย์ลงทุนให้สอดคล้องกับระยะเวลาความคุ้มครองของกรมธรรม์ เพื่อลดช่องว่างความเสี่ยง (Gap) ที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน

ฝัง ESG สู่กระบวนการธุรกิจ สู่ความยั่งยืนที่จับต้องได้

สำหรับทิศทางกลยุทธ์มุ่งสู่ปี 2569 คุณสาระ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนโดยนำแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) เข้ามาฝังอยู่ในกระบวนการดำเนินธุรกิจหลัก (Business Process) อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างการเติบโตในระยะยาว

ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment): บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับ Morningstar Sustainability Rating ในระดับ Low Risk สะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืนที่ดีเยี่ยม นอกเหนือจากอาคารสำนักงานประหยัดพลังงานมาตรฐาน LEED Gold และการจัด Carbon Neutral Event บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการคำนวณ Carbon Footprint และนโยบายการลงทุนที่คำนึงถึงปัจจัยด้านความยั่งยืน

ด้านสังคม (Social): มุ่งเน้นการสร้างระบบประกันชีวิตที่เข้าถึงได้ง่าย (Accessibility) ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เบี้ยประกันจับต้องได้ ครอบคลุมทุกช่วงวัย รวมถึงกลุ่มเปราะบาง พร้อมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) เพื่อลดการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างสิ้นเปลือง

ด้านธรรมาภิบาล (Governance): ยึดมั่นความโปร่งใส โดยเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน (CAC) ต่อเนื่องกว่า 10 ปี สร้างมาตรฐานที่ตรวจสอบได้และสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด

ยกระดับ Health Ecosystem เชื่อมต่อออนไลน์ออฟไลน์

เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ได้บูรณาการการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรผ่านแอปพลิเคชัน MTL Click และบริการออฟไลน์ โดยเตรียมเปิดตัว “เมืองไทยสไมล์คลับ” (Smile Club) โฉมใหม่ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งได้ปรับรูปแบบสิทธิประโยชน์ออกเป็น 4 กลุ่มหลักเพื่อครอบคลุมการดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมสุขภาพผ่านแพลตฟอร์ม “MTL Fit” ที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจาก Smart Watch และอุปกรณ์ Wearable ต่างๆ เพื่อเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพให้กลายเป็นคะแนนสะสม (Smile Point) และใช้เป็นส่วนลดเบี้ยประกันได้

ในด้านบริการทางการแพทย์และการรักษาพยาบาล MTL นำเสนอทางเลือกที่หลากหลายเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการ เริ่มจาก “Care Cover” หรือคลินิกทางด่วนที่เน้นการรักษาโรคทั่วไป (Simple Diseases) เช่น ไข้หวัดหรือเจ็บคอ เพื่อช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลและลดค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกเหนือจากสาขาสำนักงานใหญ่แล้ว จะมีการขยายสาขาที่ 2 ไปยังนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อรองรับลูกค้าประกันกลุ่มและประกันสังคมในพื้นที่ อีกทั้งยังมีบริการ “Telemedicine” สำหรับลูกค้าประกันสุขภาพ ให้สามารถพบแพทย์ออนไลน์ได้ฟรี 3 ครั้งต่อปี พร้อมบริการส่งยาถึงบ้าน

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับบริการผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลพันธมิตรภายใต้ชื่อ “MTL Smile Hospital Network” จำนวน 145 แห่ง (คัดเลือกจากเครือข่ายกว่า 400 แห่ง) เพื่อมอบสิทธิพิเศษ ส่วนลด และการบริการที่รวดเร็วให้แก่ลูกค้า MTL โดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วง Soft Launch และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายไตรมาสที่ 1 สุดท้ายคือบริการ “Health Buddy” ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวด้านสุขภาพ โดยมีพยาบาลวิชาชีพคอยให้คำปรึกษา คัดกรองอาการ และประสานงานส่งต่อโรงพยาบาลให้แก่ลูกค้า

คุณสาระและทีมงานได้เน้นย้ำถึงแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ Outside-In ที่ให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนของลูกค้าเป็นหลัก เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละช่วงวัยและไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง เริ่มต้นจากการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ (Silver Age) ด้วยผลิตภัณฑ์ Smart Silver และ Smart Silver Plus ซึ่งมุ่งเน้นความคุ้มครองในกลุ่มโรคที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ได้แก่ อัลไซเมอร์ ภาวะติดเตียง และปัญหากระดูกแตกหัก โดยมีความโดดเด่นในฐานะเจ้าแรกที่นำเสนอทางเลือกการจ่ายผลประโยชน์แบบรายเดือน (Monthly Payout) เพื่อให้ลูกค้านำไปชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Home) ได้โดยตรง ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกนอกเหนือจากการรับเงินก้อนเพียงอย่างเดียว

MTL ปักธงปี 2569 ชู 'Go Together' ผนึกพันธมิตร-AI เจาะ Silver Age ดันเบี้ยโตเหนือตลาด

สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งและต้องการวางแผนมรดก (Wealth & Legacy) ทางบริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อแก้ไข Pain Point เดิมของประกันชีวิตแบบตลอดชีพที่มักมีเบี้ยประกันสูงแต่สภาพคล่องต่ำเมื่อต้องการเวนคืนก่อนกำหนด ด้วยการนำเสนอ “MTL Premier Legacy (แบบ 99/1)” ที่มีจุดเด่นเรื่องมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ (Cash Value) ซึ่งจะคงที่อยู่ที่ระดับ 80% ตลอดอายุสัญญา คุณสมบัตินี้ช่วยสร้างสภาพคล่องสูงให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์ หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉินก็สามารถเวนคืนได้โดยที่เงินต้นหายไปไม่มาก หรือหากถือครองจนครบสัญญาก็สามารถส่งต่อเป็นมรดกและใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนภาษีมรดกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของกลุ่มที่ต้องการความยืดหยุ่นและประโยชน์ที่จับต้องได้จริง (Flexible Living Benefit) ทางทีมงานมุ่งเปลี่ยนมุมมองเดิมที่ลูกค้ามักคิดว่าประกันชีวิต “ต้องเสียชีวิตถึงจะได้ใช้เงิน” โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่ต้องชำระเบี้ยยาวนานถึง 20 ปี (แบบ 99/20) มาสู่แบบใหม่ 99/5 ที่ชำระเบี้ยสั้นเพียง 5 ปีแต่ให้ความคุ้มครองยาวนานถึงอายุ 99 ปี โดยออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง เมื่อผู้เอาประกันมีอายุครบกำหนดตามช่วงวัยเกษียณ เช่น 60 หรือ 65 ปี สามารถเลือกถอนมูลค่าเงินสดออกมาใช้ดูแลตัวเอง (Living Benefit) หรือหากไม่ถอนออกมาก็สามารถเก็บไว้เป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลานได้เช่นกัน

พร้อมกันนี้ คุณสาระ ยังยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (Lump Sum) ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ มีวงเงินความคุ้มครองให้เลือกตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 100 ล้านบาท รวมถึงรูปแบบ Top-up สำหรับผู้ที่มีสวัสดิการเดิม

ขับเคลื่อนด้วย Data และ AI สร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงประกัน

คุณสาระ ระบุว่า ในปี 2569 บริษัทฯ จะมุ่งเน้นการใช้ Data และ AI อย่างเข้มข้นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ (Efficiency) สูงสุด การวิเคราะห์ Big Data เชิงลึกจะช่วยให้เข้าใจความต้องการที่หลากหลาย (Variety) นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ราคาเหมาะสม (Affordability) และสร้างความเป็นธรรม (Fairness) ในการเข้าถึงระบบประกันชีวิต

“สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ (New Generation) หรือกลุ่มเริ่มทำงาน (First Jobber) ซึ่งปัจจุบันมีความตื่นตัวและเปิดรับเรื่องการทำประกันมากขึ้นจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร บริษัทได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความสามารถในการจ่าย (Affordability) เป็นปัจจัยหลัก โดยออกแบบเบี้ยประกันให้สอดคล้องกับรายได้เริ่มต้น เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้ตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน”

ในด้านช่องทางการขาย AI จะทำหน้าที่เป็น เครื่องมือสนับสนุน (Tool) ให้กับตัวแทนฯ ไม่ใช่การแทนที่คน เพื่อช่วยวิเคราะห์และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล (Personalization) ได้อย่างแม่นยำ ภายใต้ธรรมาภิบาลข้อมูลที่เข้มงวด

“ประกันชีวิตในวันนี้และอนาคต ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนดูแลสุขภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่มั่นคง ซึ่ง MTL พร้อมที่จะเดินเคียงข้างลูกค้าในฐานะ Lifetime Partner ผ่านการผสานความแข็งแกร่งของพันธมิตร นวัตกรรม และการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง” คุณสาระ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

WASH เปิดตัวแคมเปญตรุษจีน ‘ยิ่งซัก ยิ่งเฮง’ ลุ้นรางวัลกว่า 12 ล้านบาท

เอสซีจีคุมเข้มการเงิน-การลงทุน นำองค์กรฝ่าคลื่นเศรษฐกิจปี 69

บลูบิคเผยยุทธศาสตร์ปี 2569 ชู AI ดันรายได้ทุบสถิติ-เตรียมส่งบริษัทลูกเข้าตลาด

×

Share

ผู้เขียน

Asina Pornwasin Avatar