กรุงเทพมหานคร ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ผ่านโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC EMC) ประกาศเปิดตัวโครงการ “EV เพื่อพี่วิน” อย่างเป็นทางการ โครงการนำร่องนี้มีเป้าหมายเพื่อทดสอบการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในระดับปฏิบัติการจริง โดยใช้วินมอเตอร์ไซค์ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการเดินทางในเมืองหลวงเป็นฐานทดลอง ก่อนขยายผลสู่การปรับใช้กับรถจักรยานยนต์อีกนับล้านคันทั่วประเทศ
รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของกรุงเทพฯ จำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริงและต่อยอดเป็นนโยบายได้ โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นโครงการนำร่องเพื่อทดสอบการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในระดับปฏิบัติการจริง
“หัวใจของโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ คือเพื่ออนาคตของเมือง ของโลก เพราะว่าเรามีมอเตอร์ไซค์ จริง ๆ แล้วพี่วินอาจจะเป็นกลุ่มหนึ่งที่ ถ้าเราชนะใจพี่วินได้ ผมเชื่อว่าเราชนะใจอีก 20 ล้านคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้” รศ.ดร.ชัชชาติกล่าว
พี่วินคือเส้นเลือดฝอย หัวใจสำคัญของการเดินทางในมหานคร

รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนและหัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility and Vehicle Technology Research Center (MOVE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยข้อมูลจากการลงพื้นที่ศึกษาสภาพการทำงานของวินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพมหานครว่า พี่วินคือ “เส้นเลือดฝอยของเมือง” ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งหลัก
“แม้จะมีรถไฟฟ้า BTS เป็นเส้นเลือดหลัก แต่นี่คือเส้นเลือดฝอยของเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร ฉะนั้นสำคัญมาก มันเป็น Feeder ที่จะต้องทำให้กรุงเทพฯ เดินต่อได้” รศ.ดร.ยศพงษ์กล่าว
ทีมวิจัยของมจธ. ลงพื้นที่สำรวจผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์กว่า 400 คน ในพื้นที่ 50 เขตของกรุงเทพมหานคร พบว่ามีผู้ขับขี่ที่จดทะเบียนทั้งสิ้น 89,000 คน กระจายตัวอยู่ตามจุดวินกว่า 5,300 จุด โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองชั้นในมีความหนาแน่นของจุดวินสูงที่สุด ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 46-59 ปี และประกอบอาชีพวินมอเตอร์ไซค์เป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงดูครอบครัว มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 500 บาทต่อวัน และมีระยะทางวิ่งให้บริการเฉลี่ยวันละ 100-150 กิโลเมตร
เมื่อค่าน้ำมัน 3,000 บาท กลายเป็นค่าไฟฟ้า 600 บาท
ข้อมูลจากการศึกษาของโครงการ TGC EMC ระบุว่า วินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปมีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 19,000-49,000 บาทต่อปี ขณะที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลดลงสูงสุด 7 เท่า เหลือเพียงประมาณ 7,200 บาทต่อปี
รศ.ดร.ยศพงษ์ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของพี่วินว่า จากข้อมูลภาคสนามพบว่าผู้ขับขี่มีค่าน้ำมันเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท และมีค่าซ่อมบำรุงประมาณ 500 บาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 3,500 บาท
“ถ้าสมมติว่าจะต้องเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จากค่าน้ำมัน 3,000 บาท มันจะเหลืออยู่ประมาณ 600 บาท ประหยัดไปเกือบ 2,000 กว่าบาท” รศ.ดร.ยศพงษ์กล่าว
ดร.โดมินิกา คาลินอฟสกา ผู้อำนวยการโครงการด้านการขนส่ง ประเทศไทย จาก GIZ กล่าวว่า ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยเพิ่มรายได้สุทธิและลดภาระค่าครองชีพให้ผู้ขับขี่ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมลดฝุ่น PM2.5 ในเมืองได้ราว 16 ตันต่อปี
ปริมาณมลพิษที่เทียบให้เห็นภาพ เผานา 3,800 ไร่ หรือรถเมล์แดง 250 คัน
ตัวเลขการปล่อยมลพิษจากวินมอเตอร์ไซค์ 89,000 คันในแต่ละปี คิดเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราว 80,000-100,000 ตัน และฝุ่น PM2.5 ประมาณ 16 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการเผานาประมาณ 3,800 ไร่ หรือเท่ากับฝุ่นที่ปล่อยจากรถเมล์แดงรุ่นเก่าประมาณ 250-300 คันที่วิ่งให้บริการตลอดทั้งปี
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้วินมอเตอร์ไซค์จะเป็นเพียง “ขนส่งเส้นเลือดฝอย” แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ต่างจากแหล่งมลพิษขนาดใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคย
3 อุปสรรคหลักที่ทำให้พี่วินยังลังเล
แม้ตัวเลขความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจะชัดเจน แต่ข้อมูลจากการลงพื้นที่ของมจธ. พบว่า มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์ยังไม่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
รศ.ดร.ยศพงษ์อธิบายว่า ประการแรกคือสมรรถนะของตัวรถ ผู้ขับขี่ยังกังวลว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะมีกำลังเพียงพอสำหรับการซ้อนท้ายผู้โดยสารหรือไม่ และสามารถวิ่งได้ระยะทางตามที่ต้องการหรือไม่ ประการที่สองคือโครงสร้างพื้นฐานด้านการอัดประจุ โดยปัจจุบันผู้ขับขี่ถึง 67% ยังคงชาร์จแบตเตอรี่ที่บ้าน มีเพียง 33 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ใช้บริการจุดสลับแบตเตอรี่
“จุดชาร์จ ก็เป็นจุดที่สำคัญ ต้องขอความร่วมมือจากกรุงเทพมหานครและหน่วยงานด้วย ว่าทำยังไงถึงจะมีจุดชาร์จเพิ่มขึ้นให้กับพี่วินได้ด้วย” รศ.ดร.ยศพงษ์กล่าว
ประการที่สามคือเรื่องของต้นทุนตัวรถและภาระหนี้สิน การลงทุนซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้องใช้เงินก้อนแรก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ขับขี่ที่มีรายได้ไม่แน่นอนในแต่ละวัน
โมเดลเช่าขับ 75 บาทต่อวัน เมื่อการเป็นเจ้าของไม่ใช่ทางออกเดียว
โครงการ “EV เพื่อพี่วิน” ออกแบบแนวทางการแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าวด้วยการทดลองโมเดลเช่าขับรายวัน ในอัตราเริ่มต้น 75-140 บาทต่อวัน ควบคู่กับการจัดเตรียมระบบอัดประจุทั้งแบบชาร์จและสลับแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องรอชาร์จ
ผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์และพนักงานกวาดถนนของ กทม. กว่า 200 คนในเขตดินแดงและพญาไท จะได้ร่วมทดลองขับและรับข้อมูลด้านต้นทุน การดูแลรักษา ก่อนคัดเลือก 30 คนให้ทดลองใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนาแนวทางขยายผลในระดับเมือง
รศ.ดร.ชัชชาติกล่าวถึงประเด็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนว่า หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งคือเรื่องไฟแนนซ์หรือการจัดหาเงินทุนเพื่อซื้อรถ เนื่องจากผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีเงินก้อนแรกในการเข้าถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
“อย่าง กทม. เองจะให้ประวัติได้ เช่นว่า วินคนนี้อยู่ในวินมากี่ปีแล้ว มีความมั่นคงแค่ไหน เพื่อทางไฟแนนซ์เขาจะได้เอาไปประกอบ ถ้าวินเขายินยอม” รศ.ดร.ชัชชาติกล่าว
ทั้งนี้ โครงการได้ร่วมมือกับธนาคารออมสินในการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) หรือแนวทางการเช่าซื้อ เพื่อลดอุปสรรคในการตัดสินใจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในระยะยาว
เสียงจากพี่วิน เมื่อความความกังวลกลายเป็นความเชื่อมั่น

สามารถ ดรบุราณ ประธานวินมอเตอร์ไซค์บางกรวย ที่เข้าร่วมโครงการนำร่อง เล่าประสบการณ์ว่า ที่ผ่านมาวินหลายคนไม่ได้ไม่อยากใช้รถไฟฟ้า แต่ไม่กล้าเปลี่ยนเพราะต้นทุนสูงและกังวลเรื่องการชาร์จ แต่เมื่อได้ทดลองใช้งานจริงพบว่าค่าใช้จ่ายลดลงชัดเจน และระบบชาร์จหรือสลับแบตเตอรี่ก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด
“การทำงานของ วิน คือหาเงินเป็นรอบๆ แต่พอได้ทดลองใช้งานจริง ค่าใช้จ่ายลดลงชัดเจน และระบบชาร์จหรือสลับแบตเตอรี่ก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ทำให้ยังทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่กระทบรายได้ระหว่างวัน จนเริ่มเห็นว่า EV เป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริง และช่วยลดภาระต้นทุนในชีวิตประจำวันของคนทำงานอย่างเราได้จริง” คุณสามารถกล่าว
3 Win เมื่อ ‘พี่วิน ประชาชน และเมือง’ ได้ประโยชน์พร้อมกัน
รศ.ดร.ยศพงษ์สรุปว่า โครงการนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า 3 Win ของการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย พี่วินได้รับประโยชน์จากการลดค่าใช้จ่าย ประชาชนได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นและมลภาวะทางเสียงที่ลดลง และเมืองได้รับประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวม
“ถ้าเราช่วยกันขับเคลื่อน ถ้าเราเปลี่ยน 89,000 คันได้ เราจะช่วยลดฝุ่น อย่างน้อยประมาณ 16 ตันต่อปี และลดการปลดปล่อย CO2 ได้ 80,000-100,000 ตันต่อปี” รศ.ดร.ยศพงษ์กล่าว
ตัวเลขดังกล่าวเทียบเท่ากับการเผานาประมาณ 3,800 ไร่ หรือเท่ากับฝุ่นที่ปล่อยจากรถเมล์แดงรุ่นเก่าประมาณ 250-300 คันที่วิ่งให้บริการตลอดทั้งปี นอกจากนี้ การเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์วินทั้งหมดเป็นไฟฟ้ายังเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 4 ล้านต้นต่อปี ในแง่ของการลดปริมาณคาร์บอน
ก้าวแรกของการวิ่งมาราธอน สู่เมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
อินซ่า อิลเก้น ผู้อำนวยการโครงการ TGC EMC จาก GIZ กล่าวว่า ความร่วมมือจากคนขับวินมอเตอร์ไซค์ทุกคนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อความสำเร็จของโครงการ โดยประสบการณ์ ข้อคิดเห็น และความเชื่อมั่นของพี่วินมีส่วนช่วยกำหนดทิศทางของโครงการนี้ในอนาคต
“สิ่งที่เรากำลังทำในโครงการนำร่องนี้ คือการทำงานร่วมกับผู้ใช้วินมอเตอร์ไซค์ เราเก็บรวบรวมข้อมูล เราต้องการเรียนรู้และต้องการดูว่าจะปรับปรุงระบบให้เหมาะสมได้อย่างไร เพราะเทคโนโลยีสีเขียวต่อให้ดีแค่ไหน หากไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ มันก็จะไม่สามารถยั่งยืนได้” คุณอินซ่ากล่าว
รศ.ดร.ชัชชาติกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้ระยะเวลา ต้องค่อย ๆ ให้ความรู้ความเข้าใจ เพราะเมืองไทยมีมอเตอร์ไซค์หลายล้านคัน การเปลี่ยนให้เป็นไฟฟ้าทั้งหมดไม่ใช่ง่าย แต่สุดท้ายทุกคนต้องเห็นประโยชน์ โดยเฉพาะพี่วินที่จะต้องเข้าใจด้วยตัวเองว่ารถไฟฟ้าเหมาะกับรูปแบบการทำงานของตนหรือไม่ จะชาร์จที่บ้านหรือใช้ระบบสลับแบตเตอรี่ และจะประหยัดได้จริงแค่ไหน

โครงการ “EV เพื่อพี่วิน” มีกำหนดเริ่มการทดลองในเดือนมีนาคม 2569 ก่อนต่อยอดสู่การขยายผลในระดับนโยบายของกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการผลักดันเมืองคาร์บอนต่ำในระยะยาว โดยกรุงเทพมหานครจะทำหน้าที่กำหนดกรอบทิศทางของโครงการ ขณะที่สำนักสิ่งแวดล้อมดูแลการเชื่อมโยงข้อมูลด้านฝุ่น PM2.5 และผลกระทบด้านสุขภาพ และสำนักการจราจรและขนส่งรับผิดชอบการเชื่อมต่อกับระบบวิน จุดจอด และการใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในพื้นที่จริง เพื่อให้ผลการทดลองสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และต่อยอดการขยายผลในระดับเมืองต่อไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กรุงศรี ปี 69 ชู ‘Solution Finance’ รุก ESG-Data Center
ความมั่นคงทางอาหาร: ทางรอดวิกฤติโลกเพื่อ Longevity ของคนและโลก





