Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

สวทช. ผนึก ทช. พลิกโฉมทรัพยากรชายฝั่ง รับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

สวทช. ผนึก ทช. ใช้เทคโนโลยีพลิกโฉมบริหารทรัพยากรชายฝั่ง รับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนาและวิชาการ ระยะเวลา 5 ปี เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเล และชายฝั่งของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช., ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ ทนุวงศ์ แสงเทียน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจัดการทรัพยากรชายฝั่งและป่าชายเลน
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช., ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ ทนุวงศ์ แสงเทียน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจัดการทรัพยากรชายฝั่งและป่าชายเลน

พิธีลงนามจัดขึ้น โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. และ อุกกฤต สดภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นพยานในพิธี

พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และคณะผู้บริหาร สวทช.

ความร่วมมือครั้งนี้มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2569-2574 โดยมีเป้าหมายเพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาเสริมศักยภาพการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและบริหารจัดการป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศให้สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ภายใต้การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) โดยเฉพาะการหยุดยั้งความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรม การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่นโยบายและการตัดสินใจเชิงพื้นที่ รวมถึงการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการและภาคีเครือข่าย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 13 ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป้าหมายที่ 14 ด้านการรักษาทรัพยากรทางทะเล

จับมือกองหนุนวิชาการ เร่งเครื่องรับมือวิกฤติโลกรวน

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวถึงที่มาของความร่วมมือว่า ภารกิจในการดูแลทรัพยากรและระบบนิเวศทางทะเลไม่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยหน่วยงานเดียว จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้และการจัดการที่ถูกต้อง เนื่องจากทรัพยากรเหล่านี้ต้องอนุรักษ์ไว้เพื่อลูกหลานและใช้ระยะเวลายาวนานในการดูแล

แม้กรมฯ จะมีศูนย์วิจัยของตนเอง แต่สถานการณ์โลกเดือดทำให้หน้างานของเจ้าหน้าที่เปลี่ยนไปเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าวันต่อวันมากขึ้น ส่งผลให้ความเข้มข้นทางวิชาการในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาอาจลดลง ทว่าในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือสวทช. ผ่านศูนย์วิจัยในเครือข่าย อาทิ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ช่วยให้กรมสามารถรักษามาตรฐานการจัดการทรัพยากรไว้ได้ในระดับที่น่าพอใจ และช่วยลดข้อร้องเรียนจากภาควิชาการภายนอก

การลงนามครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดและขยายผลงานวิจัยให้ตอบโจทย์ปัญหาที่รุนแรงและรวดเร็วขึ้น โดยต้องการ “อัปสเกล” หรือขยายผล และ “อัปสปีด” หรือเร่งความเร็วในการทำงานโดยใช้วิชาการเป็นฐาน เพื่อรองรับความร่วมมือดังกล่าว กรมฯ กำลังยกระดับกลุ่มงานวิจัยป่าชายเลนขึ้นเป็น “สถาบันวิจัยป่าชายเลน” อย่างเป็นทางการ พร้อมมีศูนย์วิจัยนานาชาติที่จังหวัดระนองและจันทบุรี เพื่อสร้างความยั่งยืนให้นักวิจัยสามารถโฟกัสกับการทำงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาประเทศได้จริง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณรายปีที่ไม่แน่นอน

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวถึงบทบาทของหน่วยงานในความร่วมมือครั้งนี้ว่า สวทช. ตั้งเป้าหมายชัดเจนในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์จริง โดยทำหน้าที่เป็นกองหนุนทางวิชาการที่มีเครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญซึ่งรัฐลงทุนไว้ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานหลักอย่าง ทช. ที่เป็นเจ้าของพื้นที่และมีอำนาจหน้าที่

“งานวิจัยจะติดขัดหากทำอยู่แค่ในห้องแล็บโดยไม่เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ การจับมือกับ ทช. คือการนำกำลังคนและเครื่องมือที่รัฐลงทุนไว้มาใช้หาคำตอบให้ประเทศ” ศ.ดร.ชูกิจกล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สวทช. และ ทช. ได้ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สำคัญแล้ว อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจีโนมและพันธุกรรมของป่าชายเลน การประเมินศักยภาพบลูคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การใช้ระบบดิจิทัลติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง และการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่และเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ปฏิวัติแนวคิดปลูกป่า เลิกเอาไม้ สู่เป้าหมายบลูคาร์บอน 500,000 ไร่

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการปรับเปลี่ยนแนวคิดการฟื้นฟูป่าชายเลนครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนจากการปลูกเพื่อต้องการเนื้อไม้ มาเป็นการปลูกเพื่อ “นิเวศบริการ” หรือ Ecosystem Services ซึ่งครอบคลุมการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แนวป้องกันภัยธรรมชาติ และแหล่งกักเก็บคาร์บอนหรือบลูคาร์บอน

ดร.ปิ่นสักก์ ให้ข้อมูลระหว่างการให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีป่าชายเลนชุมชนประมาณ 150,000 ไร่ และกรมตั้งเป้าขยายพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตเป็น 500,000 ไร่ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยเน้นการมีส่วนร่วมของป่าชุมชนและการเชื่อมโยงผลประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตกลับสู่ชุมชน

ขณะที่สถานการณ์การบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจาก 1.5 ล้านไร่ เป็น 1.7 ล้านไร่ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้โจทย์ปัจจุบันเปลี่ยนจากการป้องกันเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจชีวภาพให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่า

การดำเนินงานดังกล่าวต้องอาศัยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลพันธุกรรมเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อป้องกันการนำพันธุ์ไม้จากพื้นที่หนึ่งไปปลูกอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งอาจส่งผลต่อความอยู่รอดและความหลากหลายทางชีวภาพ

ยกระดับความแม่นยำด้วยเทคโนโลยี: พันธุกรรม AI และข้อมูลขนาดใหญ่

ยกระดับความแม่นยำด้วยเทคโนโลยี: พันธุกรรม AI และข้อมูลขนาดใหญ่

ความร่วมมือระยะ 5 ปีนี้จะนำเทคโนโลยีหลากหลายประเภทมาใช้สนับสนุนการดำเนินงาน ครอบคลุมทั้งการสำรวจพันธุกรรม การป้องกันคลื่น ระบบเซนเซอร์ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง

ศ.ดร.ชูกิจ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า มีการวิจัยลึกถึงระดับพันธุกรรมหรือจีโนมของพืชและสัตว์ในป่าชายเลน เพื่อศึกษาว่าชนิดใดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวางแผนอนุรักษ์ได้ทันท่วงที รวมถึงคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและเอไอในการจำแนกประเภทพืชและประเมินมวลชีวภาพ ซึ่งมีความสำคัญต่อการคำนวณคาร์บอนเครดิตที่แม่นยำในพื้นที่ขนาดใหญ่ รวมถึงการแยกความแตกต่างระหว่างพืชเชิงเดี่ยวที่โตเร็วแต่ความหลากหลายต่ำ กับป่าธรรมชาติ

“โจทย์สำคัญคืองานวิจัยมักได้ผลดีในพื้นที่ทดลองขนาดเล็ก แต่เมื่อต้องขยายผลเป็นล้านไร่ ต้องใช้วิธีการที่ต่างออกไป ซึ่งต้องอาศัยเอไอและข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้าเข้ามาช่วยวิเคราะห์และวางแผนจัดการได้อย่างแม่นยำ” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการใช้ระบบจำลองสถานการณ์หรือ Simulation ในการวางแผนจัดการพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อให้การขยายผลจากระดับทดลองสู่พื้นที่จริงหลายล้านไร่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมวัสดุย่อยสลายได้ ทางเลือกใหม่ทดแทนไม้ไผ่ ป้องกันการกัดเซาะ

อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงคือการพัฒนานวัตกรรมวัสดุศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยทั้งสองหน่วยงานร่วมกันพัฒนาวัสดุป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งที่คงทนกว่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อทดแทนการใช้ไม้ไผ่ซึ่งมักพังง่ายและกลายเป็นขยะ

ดร.ปิ่นสักก์ ระบุว่า วัสดุดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ย่อยสลายได้ทางชีวภาพหรือ biodegradable ขณะที่ ศ.ดร.ชูกิจเสริมว่า นวัตกรรมวัสดุศาสตร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของความร่วมมือที่ต้องการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาได้จริง

เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จ สู่ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ

ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อความสำเร็จของงานวิจัย โดย ศ.ดร.ชูกิจ เน้นย้ำว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติยุคใหม่ไม่ได้วัดความสำเร็จที่จำนวนการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ แต่วัดที่ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ หากงานวิจัยสามารถสร้างประโยชน์ให้คนนับล้านได้ นั่นคือความสำเร็จที่แท้จริง

“ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งของประเทศไทย และเป็นต้นแบบของความร่วมมือที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ นโยบาย และการปฏิบัติในระดับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ศ.ดร.ชูกิจกล่าว

ด้าน ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวปิดท้ายว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลของไทยก้าวไปสู่ยุคใหม่ที่มีความแม่นยำด้วยข้อมูล ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมั่นคงด้วยความร่วมมือ ซึ่งผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองหน่วยงาน แต่ยังเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและระบบนิเวศของประเทศในระยะยาว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

พลิกโฉมการแพทย์ไทยด้วย AI และพันธุกรรม สู่ยุค ‘อายุยืนอย่างมีคุณภาพ’

3 หน่วยงานผนึกกำลัง 5 ปี นำร่องทุ่งกุลาร้องไห้ ยกระดับผ้าไหมไทยสู่สากล

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar