Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

พลิกโฉมการแพทย์ไทยด้วย AI และพันธุกรรม สู่ยุค ‘อายุยืนอย่างมีคุณภาพ’

พลิกโฉมการแพทย์ไทยด้วย AI และพันธุกรรม สู่ยุค 'อายุยืนอย่างมีคุณภาพ'

ในยุคสมัยที่วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้า จนอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์กำลังขยับเข้าใกล้หลักร้อยปี คำถามสำคัญของโลกการแพทย์ได้เปลี่ยนผ่านจากระยะเวลาของการมีลมหายใจ ไปสู่คุณภาพของช่วงเวลาเหล่านั้น แนวคิดเรื่อง “Healthy Longevity” หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี จึงกลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่เข้ามาแทนที่การวัดผลสำเร็จด้วยตัวเลขอายุขัยเพียงอย่างเดียว

ปรัชญานี้กำลังถูกขับเคลื่อนให้เป็นความจริงในประเทศไทย ผ่านมุมมองของ ศาสตราจารย์นายแพทย์กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ศูนย์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่ได้ฉายภาพอนาคตของการแพทย์ไทยว่าไม่ใช่เพียงการไล่ตามเทคโนโลยี แต่คือการใช้นวัตกรรมเพื่อคืนคุณค่าความเป็นมนุษย์และสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริง

AI และข้อมูล: สะพานเชื่อมโอกาสลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มจากการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือขยายขีดความสามารถในการรักษา เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็วในการวินิจฉัยโรค เช่น การใช้ AI อ่านภาพเอกซเรย์ปอดเพื่อค้นหามะเร็ง ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงความแม่นยำ แต่คือ “เวลา” ที่แพทย์ได้รับคืนมาเพื่อใช้ในการดูแลจิตใจและทำความเข้าใจความต้องการของผู้ป่วยได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยียังทำหน้าที่ทลายกำแพงทางภูมิศาสตร์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ หรืออำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี สามารถเข้าถึงมาตรฐานการวินิจฉัยเดียวกับโรงพยาบาลศูนย์กลางในกรุงเทพมหานครโดยไม่ต้องแบกภาระในการเดินทาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่ดีที่สุดคือเทคโนโลยีที่ช่วยคืนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ให้กับการรักษาพยาบาล

ถอดรหัสพันธุกรรมและ “ยาที่มีชีวิต” จุดจบของการรักษาแบบหว่านแห

นอกเหนือจากการขยายโอกาสในการเข้าถึง การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ยังได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการรักษาจากเดิมที่เป็นแบบเหมาโหล (One size fits all) สู่การออกแบบเฉพาะบุคคล (Tailor-made) ศูนย์การแพทย์ได้นำกระบวนการถอดรหัสพันธุกรรม (Sequential mapping) มาใช้กับผู้ป่วยกว่า 60,000 ราย เพื่อระบุความผิดปกติในระดับยีนและจับคู่กับยาที่เหมาะสมผ่านระบบสัญลักษณ์สี โดยสีเขียวบ่งบอกถึงการตอบสนองที่ดี และสีแดงหมายถึงยาที่ไม่ตอบสนอง

วิธีการนี้ทำให้แพทย์ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก ส่งผลให้อัตราความสำเร็จในการรักษามะเร็งปอดพุ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 40 เป็นกว่าร้อยละ 70 ทั้งยังลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการรักษาแบบเดิม เช่น อาการผมร่วงและคลื่นไส้

ความสำเร็จนี้เห็นได้ชัดจากกรณีศึกษาที่ก้อนมะเร็งซึ่งเคยบดบังขอบหัวใจในภาพเอกซเรย์หายไปจนเห็นขอบหัวใจชัดเจนหลังการรักษา และยังผลักดันให้ศิริราชก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค ที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างส่งชิ้นเนื้อมาตรวจรหัสพันธุกรรมเพื่อนำผลวิเคราะห์กลับไปรักษาต่อ

ถอดรหัสพันธุกรรมและ “ยาที่มีชีวิต” จุดจบของการรักษาแบบหว่านแห

ความก้าวหน้าดังกล่าวยังครอบคลุมถึงนวัตกรรมทางวิศวกรรมเซลล์ การพัฒนา CAR-T Cell Therapy หรือ “ยาที่มีชีวิต” ซึ่งเกิดจากการตัดต่อพันธุกรรมเม็ดเลือดขาว (T-Cell) ของผู้ป่วยให้มีตัวรับพิเศษ (Chimeric Antigen Receptor) เสมือนเรดาร์เพื่อค้นหาและทำลายเซลล์มะเร็ง นวัตกรรมนี้ได้กลายเป็นความหวังใหม่ที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาและผลิตได้เอง ลดข้อจำกัดด้านต้นทุนจากเดิมที่ต้องนำเข้าในราคาหลักหลายสิบล้านบาท ช่วยให้ผู้ป่วยไทยมีโอกาสเข้าถึงการรักษามากขึ้น

ศัลยศาสตร์แม่นยำ: เมื่อเทคโนโลยีและร่างกายเป็นหนึ่งเดียว

ในมิติของการผ่าตัด แนวคิด “กระดูกทุกชิ้นบอกเล่าเรื่องราว” ถูกนำมาใช้เพื่อเน้นย้ำถึงความแตกต่างเฉพาะบุคคล เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) ถูกนำมาใช้สร้างกระดูกเทียมไทเทเนียมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระดูกเชิงกราน ซึ่งสามารถออกแบบให้เข้ากับสรีระผู้ป่วยได้ 100% ควบคู่กับนวัตกรรม “Factory in the Box” หรือโรงงานผลิตกระดูกเทียมขนาดย่อมในตู้คอนเทนเนอร์ที่ตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาล ซึ่งเข้ามาช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึงร้อยละ 80

นอกจากนี้ การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดยังช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวางแนวข้อเทียมได้ละเอียดถึงระดับ 0.1 มิลลิเมตร ซึ่งมีความเที่ยงตรงสูงกว่าการผ่าตัดด้วยมือมนุษย์ และยังรองรับระบบการผ่าตัดทางไกลหรือ Telesurgery ได้อีกด้วย

4 เสาหลักสุขภาพ: รากฐานที่เทคโนโลยีมิอาจสร้างแทน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งเทคโนโลยี ศาสตราจารย์ นายแพทย์กีรติ ได้ย้ำเตือนถึงรากฐานสำคัญที่ไม่สามารถถูกทดแทนได้ นั่นคือพฤติกรรมการใช้ชีวิต แม้จะมีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย แต่ภัยเงียบอย่างโรคอ้วนยังคงคุกคามประชากรโลก และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประชากรครึ่งโลกภายในอีกหนึ่งทศวรรษ

ความยั่งยืนทางสุขภาพจึงอยู่ที่การดูแลตนเองมากกว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว โดยยึดหลักสี่เสาสำคัญ ได้แก่ การบริโภคอาหารที่สมดุล การมีวิถีชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่เสมอ การพักผ่อนที่มีคุณภาพ และการดูแลสุขภาวะทางจิต กรณีศึกษาจากประสบการณ์ส่วนตัวของอาจารย์ที่ตรวจพบภาวะขาดวิตามินดีรุนแรง เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่อาจละเลยความสมดุลในการใช้ชีวิตได้

การเดินทางสู่อนาคตทางการแพทย์ จึงไม่ใช่การรอคอยสิ่งที่กำลังจะมาถึง แต่คือการลงมือสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาด้วยความเข้าใจ การผสมผสานระหว่างนวัตกรรม AI การแพทย์แม่นยำ วิศวกรรมเซลล์ และศัลยศาสตร์ขั้นสูง เข้ากับหัวใจของการให้บริการที่มีความเป็นมนุษย์ คือกุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่สังคมอายุยืนอย่างมีคุณภาพ และเปลี่ยนภาพฝันของ Healthy Longevity ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้สำหรับทุกคน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สวทช. ปั้น ‘บ้านโป่งโมเดล’ ขยายผลท่อนพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด

MTL Click รุก Health Ecosystem ปักธง ‘บ้านหลังหลัก’ ดูแลลูกค้า 24 ชม.

ไมโครซอฟท์หนุนธรรมจารินี สร้างสะพาน AI เชื่อมครู–นักเรียน เพิ่มความรู้-ทักษะดิจิทัล

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar