ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank ประกาศยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจในทศวรรษที่ 3 เดินหน้าปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อครั้งใหญ่เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตระยะยาว โดยตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และลูกค้ารายย่อย (Retail) ให้ขยับขึ้นมาครองสัดส่วน 2 ใน 3 ของพอร์ตสินเชื่อรวม ควบคู่ไปกับการตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรวมในปี 2569 ที่ 10-12% สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมธนาคารที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 0-2% พร้อมรับแรงหนุนจากผลประกอบการกลุ่ม LHFG ในปี 2568 ที่เติบโตด้วยกำไรสุทธิ 2,885.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% วางเป้าหมายระยะยาวในการขยายขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า เพื่อยกระดับองค์กรก้าวขึ้นสู่การเป็นธนาคารขนาดกลาง (Mid-size Bank) ภายในระยะเวลา 10 ปี
ผลประกอบการแกร่ง ปูทางปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ
วรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศ อัตราเงินเฟ้อระดับต่ำ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่ม LHFG ในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 2,885.8 ล้านบาท เติบโต 41% มีสินทรัพย์รวม 398,811 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ ความแข็งแกร่งนี้ปูทางสู่การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลพอร์ตสินเชื่อใหม่ โดยผลักดันให้กลุ่ม SME และลูกค้ารายย่อยมีสัดส่วนรวมกันเป็น 2 ใน 3 ของพอร์ต หรือแบ่งเป็นกลุ่มละ 33% ควบคู่ไปกับกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ที่ 33%
การปรับยุทธศาสตร์นี้มาจากบทเรียนตลอดช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาที่สะท้อนให้เห็นว่าการพึ่งพากลุ่มองค์กรขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวทำให้ธนาคารต้องเผชิญข้อจำกัดด้านอำนาจการต่อรอง และการแข่งขันด้านค่าธรรมเนียมกับธนาคารขนาดใหญ่ ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อมีสัดส่วนลูกค้ารายย่อยกว่า 20% และ SME ประมาณ 16% โดยปีนี้ธนาคารตั้งเป้าขยายการปล่อยสินเชื่อ SME ใหม่เพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็นมูลค่า 6,000 ล้านบาท จากเดิม 3,000 ล้านบาท และคาดหวังให้สินเชื่อ SME และกลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศเติบโตที่ 10-15%
เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ดึงเม็ดเงิน FDI และพลังเครือข่าย CTBC
ฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานของธนาคารในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 2,655.1 ล้านบาท เติบโต 32.1% สินเชื่อรวมเติบโต 12.4% โดยสินเชื่อธุรกิจเติบโต 9% และสินเชื่อลูกค้ารายย่อยเติบโตมากกว่า 20%
ปัจจัยที่ทำให้ธนาคารมั่นใจในเป้าหมายการเติบโตต่อเนื่อง มาจากความได้เปรียบของการมีส่วนแบ่งการตลาดที่ 1.6% ซึ่งมีความคล่องตัวสูงในการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม รวมถึงการดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากจีนและไต้หวัน
ธนาคารประสบความสำเร็จจากการขยายธุรกิจระหว่างประเทศร่วมกับ CTBC Bank ธนาคารเอกชนอันดับหนึ่งในไต้หวันซึ่งเป็นบริษัทแม่ ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อธุรกิจระหว่างประเทศเติบโตถึง 52% และรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการปริวรรตเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 103.2% ปัจจุบันพอร์ตลูกค้าระหว่างประเทศคิดเป็น 6% ของพอร์ตสินเชื่อรวม และคาดว่าจะสร้างสัดส่วน 15-20% ของการเติบโตทั้งหมดในปีนี้
ลุยอสังหาริมทรัพย์ทำเลศักยภาพ คุมเข้มมาตรฐานสินเชื่อและ NPL
ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยและอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ 20% เพื่อสนับสนุนกลุ่มพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ปานกลางในการซื้อที่อยู่อาศัย แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ในภาวะทรงตัว แต่ธนาคารสามารถสร้างการเติบโตจากการเลือกลงทุนในทำเลที่ขยายตัว เช่น โซนบางนา พร้อมกับการสนับสนุนสินเชื่อโครงการแก่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพเป็นรายกรณี โดยปฏิบัติตามแนวทางอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระดับ 100% สำหรับการขอสินเชื่อใหม่
นอกจากนี้ ในปี 2568 ธนาคารสามารถขยายฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 26% จากความสำเร็จของผลิตภัณฑ์เงินฝากดิจิทัล ด้านการบริหารความเสี่ยง ธนาคารรักษาคุณภาพหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระดับต่ำที่ 2.4% แม้การมุ่งสู่กลุ่ม SME และรายย่อยจะมีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงขึ้น แต่ธนาคารคงเป้าหมายควบคุม NPL ให้ต่ำกว่า 3% ผ่านการศึกษาข้อมูลอุตสาหกรรม การกระจายความเสี่ยง และการใช้ประโยชน์จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการค้ำประกันสินเชื่อ
รุกนวัตกรรมดิจิทัล การเงินสีเขียว และการรับมือ Virtual Bank
สำหรับการรับมือกับการเข้ามาของ Virtual Bank ในช่วงครึ่งหลังของปี ธนาคารประเมินว่าผลกระทบมีจำกัด เนื่องจากผู้เล่นใหม่จะมุ่งเน้นกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ซึ่งต่างจากฐานลูกค้าหลักของธนาคาร ธนาคารมุ่งยกระดับบริการดิจิทัลด้วยการเปิดให้บริการแพลตฟอร์ม LHB Biz Connect สำหรับลูกค้าธุรกิจ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริการด้าน Wealth Management
ในด้านเครือข่ายสาขา ธนาคารจะไม่มีการเพิ่มจำนวน แต่ใช้วิธีย้ายที่ตั้งไปยังพื้นที่ที่สามารถตอบสนองความต้องการได้สูงสุด นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าขับเคลื่อนการเป็นสถาบันการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนหลายรายการ เช่น หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ที่ระดับ AA และได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนปี 2567 และ 2568 รวมกว่า 7,000 ล้านบาท ผ่านสินเชื่อสีเขียวและสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน เพื่อส่งเสริม SME ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
เป้าหมายสูงสุดของการปรับโครงสร้างทั้งหมดนี้ คือการยกระดับสู่การเป็นธนาคารขนาดกลางภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจำเป็นต้องขยายขนาดสินทรัพย์ขึ้น 2-3 เท่าจากระดับ 400,000 ล้านบาทในปัจจุบัน เพื่อสร้างความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาวและรองรับการแข่งขันในอนาคต
ผนึกกำลังธุรกิจกองทุนและหลักทรัพย์ สร้างรายได้หลากหลาย
นอกจากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หลักผ่านธุรกิจธนาคารแล้ว กลุ่ม LHFG ยังมุ่งสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจจัดการกองทุนและธุรกิจหลักทรัพย์เพื่อสร้างความหลากหลายของรายได้ โดย มนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (LH Fund) กล่าวว่า ในปี 2568 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) รวม 70,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านนวัตกรรมด้านการลงทุนในกลุ่มกองทุนเทคโนโลยี กองทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ตราสารหนี้คุณภาพ และตลาดเกิดใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มรองรับกลยุทธ์ Open Architecture
ขณะที่ กานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH Securities) ระบุว่า ปี 2568 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดลดลง 10.04% โดยมีแรงขายสุทธิจากต่างชาติ 52.8% และมูลค่าการซื้อขายลดลง 11.8% แม้รายได้รวมจะลดลง 15% แต่บริษัทยังสามารถทำกำไรได้จากการควบคุมค่าใช้จ่ายและขยายบริการที่ปรึกษาทางการเงินและ Wealth Management ในปี 2569 บริษัทจะเน้นขยายบริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Trade) พัฒนาบทวิเคราะห์การลงทุน และรับการสนับสนุนด้าน Wealth Management จาก CTBC Bank เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างครบวงจร
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
CCIB ผนึก KBTG-Samsung ตีแผ่กลโกง ‘บัญชีม้านิติบุคคล’ ชู Security by Default รับมือภัย AI-Quantum
เคทีซีชู ‘Because of Love’ ชวนวางแผนชีวิตเชิงรุก โดยไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง





