ความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล เสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศย่อมเริ่มต้นจากความพร้อมของคนรุ่นใหม่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB) ตอกย้ำยุทธศาสตร์ “Build a Better Future” เดินหน้าสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเยาวชนไทยผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน พร้อมกางแผนดำเนินงานปี 2569 ที่มุ่งยกระดับศักยภาพเยาวชนจากผู้นำเสนอแนวคิด สู่การเป็นผู้ร่วมแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง (Real Life Case) ให้กับองค์กรพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคาร ยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงแนวคิดที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ว่า ความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศต้องเริ่มต้นจากความพร้อมของคนรุ่นใหม่ เมื่อพิจารณาบริบทของประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุซึ่งส่งผลให้กำลังแรงงานในระบบลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความท้าทายด้านช่องว่างทางการศึกษาที่สะท้อนผ่านผลประเมินมาตรฐานนานาชาติ PISA ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม การลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนในวันนี้จึงเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงและยั่งยืนในอนาคต โดยมุ่งเน้นการทำงานผ่าน 3 โครงการหลักที่บูรณาการร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเพื่อการพัฒนาอย่างรอบด้าน
ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลปูพื้นฐานการศึกษาที่เท่าเทียม
โครงการแรกคือ UOB My Digital Space ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีและการเข้าถึงดิจิทัล จากข้อมูลการลงพื้นที่พบว่านักเรียนในพื้นที่ห่างไกลต้องใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกันในอัตราส่วน 17 คนต่อ 1 เครื่อง และมีโรงเรียนมากกว่าร้อยละ 30 ที่ขาดแคลนอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับการเรียนการสอน
ธนาคารจึงร่วมมือกับพันธมิตรหลัก ได้แก่ มูลนิธิยุวพัฒน์ภายใต้เครือข่ายร้อยพลังการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวมถึงระบบการศึกษา Learn Education และ Winner English เข้าไปสนับสนุนคอมพิวเตอร์จำนวน 40 เครื่องต่อ 1 โรงเรียน เพื่อสร้างห้องเรียนดิจิทัลสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น พร้อมทั้งสนับสนุนแพลตฟอร์ม a-chieve และ insKru ซึ่งเป็นเครื่องมือออนไลน์ที่รวบรวมไอเดียการสอนกว่า 8,000 ไอเดียเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่บุคลากรทางการศึกษา
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการนี้ได้เข้าถึงโรงเรียน 10 แห่งใน 10 จังหวัด สามารถสนับสนุนนักเรียนได้ 5,504 คน มีการใช้งานหลักสูตรสะสม 10,045 ผู้ใช้งาน และพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนได้ 144 คน สำหรับผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์จากการทดสอบก่อนและหลังเรียนพบว่า การใช้งานระบบอย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปีการศึกษาในโรงเรียนนำร่อง ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลเกาะจันทน์ โรงเรียนเสด็จวนชยางค์กูลวิทยา และโรงเรียนถ้ำปินวิทยาคม ส่งผลให้นักเรียนมีผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษสูงขึ้นและผ่านเกณฑ์เป้าหมายที่ร้อยละ 50
ขณะที่การประเมินวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์พบว่า กลุ่มนักเรียนที่เลื่อนระดับชั้นมีพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยผลประเมินขยับจากกลุ่มที่ไม่มีพัฒนาการขึ้นมาสู่กลุ่มที่มีพัฒนาการระดับต้นในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ข้อมูลทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการยกระดับคะแนนพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อ ตลอดจนการสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ที่แสดงออกถึงความเข้าใจในเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม
สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินส่งต่อความรู้สู่ชุมชน

โครงการที่สองมุ่งรับมือกับสภาวะหนี้ครัวเรือนระดับสูงของประเทศ ผ่านการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่เยาวชนภายใต้หลักสูตร UOB Money 101: Teen Edition เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินและการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ ธนาคารได้ดำเนินการร่วมกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบเนื้อหาที่ครอบคลุมตั้งแต่การออมแบบแบ่งสัดส่วนในบัญชีดิจิทัล การทำบัญชีรายรับรายจ่าย ไปจนถึงการประเมินการตัดสินใจซื้อสินค้าโดยแยกแยะระหว่างความจำเป็นกับความต้องการ ปัจจุบันโครงการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 5 รุ่น ขยายผลครอบคลุม 72 โรงเรียนใน 33 จังหวัดทั่วประเทศ และสามารถสร้างวินัยทางการเงินให้แก่เยาวชนได้รวมทั้งสิ้น 8,214 คน
ผลงานเชิงประจักษ์ที่สร้างผลกระทบในวงกว้างคือการขยายผลสู่กิจกรรม Junior Coach ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนนำความรู้ไปถ่ายทอดและส่งต่อคืนสู่ชุมชน ตัวอย่างเช่น เยาวชนจากโรงเรียนบ่อพลอยรัชดาภิเษกได้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับการจัดตลาดนัดในโรงเรียน พร้อมทั้งลงพื้นที่ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อสอนผู้สูงอายุให้รู้จักการวางแผนการเงินและป้องกันตนเองจากภัยไซเบอร์ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน และก่อให้เกิดการส่งต่อความรู้ (Pay it forward) ที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
เปิดพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
โครงการที่สาม UOB Wonder Lab ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับเยาวชนในการขับเคลื่อนนวัตกรรมความยั่งยืน ผลการดำเนินงานโครงการมีเยาวชนสมัครเข้าร่วม 453 คน สามารถสร้างผลกระทบในภาพรวมได้ถึง 190,224 คน แบ่งเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่จริง 1,662 คน และการเข้าถึงผ่านช่องทางออนไลน์ 117,183 ครั้ง โครงการได้รับการประเมินความพึงพอใจเฉลี่ย 4.64 จากคะแนนเต็ม 5 ผลการประเมินทักษะระบุว่าเยาวชนมีทักษะด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านหลักการ 7Rs เพิ่มขึ้นร้อยละ 59.38 ผู้เข้าร่วมร้อยละ 94.44 มีความเข้าใจเรื่องวิถีชีวิตที่ยั่งยืน และร้อยละ 97.22 สามารถลงมือปฏิบัติตามโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมได้จริง
นวัตกรรมของเยาวชนนำไปสู่การใช้งานและแก้ไขปัญหาได้จริง อาทิ โครงการ Rebox Air Purifier ที่พัฒนานวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ สามารถลดฝุ่น PM 2.5 ลงร้อยละ 60 ภายในเวลา 10 นาที โครงการรณรงค์ลดปริมาณขยะอาหารในโรงเรียนนำร่องได้ถึงร้อยละ 70 การติดตั้งเทคโนโลยี AI ช่วยคัดแยกขยะที่ส่งผลให้อัตราการแยกขยะเพิ่มขึ้นร้อยละ 340 และโครงการรวบรวมขยะพลาสติก 190 กิโลกรัมเพื่อแปรรูปเป็นเส้นใยสำหรับการพิมพ์สามมิติ
เจาะลึกพื้นที่ร่วมมือพันธมิตรสร้างผลกระทบระยะยาว
สำหรับแผนงานในปี 2569 ธนาคารวางยุทธศาสตร์ต่อยอดโครงการ UOB Wonder Lab ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยการยกระดับบทบาทของเยาวชนสู่การเป็นผู้ร่วมแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง (Real Life Case) ธนาคารจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรวบรวมปัญหาจากองค์กรพันธมิตรทางธุรกิจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และอสังหาริมทรัพย์ กำหนดเป็นโจทย์ตั้งต้นเพื่อท้าทายให้เยาวชนเข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ การร้อยเรียงเป้าหมายและผลลัพธ์ของทั้งสามโครงการเข้าด้วยกัน สะท้อนถึงแผนการดำเนินงานระยะยาวของยูโอบีในการเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความยั่งยืนของประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Grab-Lazada-LINE MAN-Shopee ตั้งสมาคม TDPA หนุน SME สู้ศึกดิจิทัล
ยุทธศาสตร์ LH Bank ทศวรรษที่ 3 ปรับพอร์ตดัน SME-รายย่อย ก้าวสู่ Mid-size Bank



