สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จับมือสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9 เปิดตัวโครงการ “SPEAR H Accelerator” เร่งการเติบโตสตาร์ตอัปด้านการแพทย์และสุขภาพ รับมือมูลค่าตลาด HealthTech โลกที่คาดว่าจะแตะ 2.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 พร้อมผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับภูมิภาค
โครงการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงพื้นที่ทดสอบทางคลินิก (Clinical Validation) ในโรงพยาบาลเครือข่ายผ่านกลไก Regulatory Sandbox พร้อมสนับสนุนเงินทุนสูงสุดรายละ 5 ล้านบาท เพื่อลดระยะเวลาการนำนวัตกรรมออกสู่ตลาด
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า การเติบโตของตลาด HealthTech โลกไม่ได้เป็นเพียงการขยายตัวของธุรกิจเทคโนโลยี แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจโลก ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น ความต้องการตัวช่วยบุคลากรทางการแพทย์ และพฤติกรรมประชากรยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการแพทย์และสุขภาพเป็นหนึ่งในสองจุดแข็งหลักบนเวทีโลก รองจากด้านเกษตรและอาหาร NIA จึงกำหนดให้อุตสาหกรรมสุขภาพเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ควบคู่กับเกษตรอาหาร Climate X การท่องเที่ยวและบริการ และ Soft Power โดยวางให้สุขภาพเป็นแกนกลางเนื่องจากทุกอุตสาหกรรมล้วนเชื่อมโยงถึงกัน ดังเช่นอาหารทางการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการกลืน ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพเข้าด้วยกัน
ชื่อโครงการ SPEAR H มีที่มาจากแนวคิดระหว่างการเดินทางบนเครื่องบิน โดย SPEAR สื่อถึงนโยบายการทำงานแบบมุ่งเป้า ขณะที่ H ย่อมาจาก Health, Hospitality และ Hospital เพื่อสร้างผลกระทบในอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างแท้จริง
มหิดลชี้ช่องว่างที่รอการเชื่อมโยง หนุนสตาร์ตอัปพร้อมใช้สู่พร้อมลงทุน
รองศาสตราจารย์ ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประเทศไทยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถ มีโครงสร้างพื้นฐานติดอันดับโลก แต่ที่ผ่านมายังติดช่องว่างในการเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและสตาร์ตอัป ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้านวัตกรรมจากต่างประเทศ
“โครงการ SPEAR H แตกต่างจากโครงการทั่วไป เพราะไม่ได้เริ่มจากไอเดีย แต่เริ่มจากสตาร์ตอัปที่มีความพร้อม และเร่งผลักดันจาก ‘พร้อมใช้’ ไปสู่ ‘พร้อมลงทุน’ และ ‘พร้อมขยายตลาด’”
หัวใจสำคัญของโครงการ คือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสตาร์ตอัปได้ทดสอบทางคลินิกในเครือข่ายโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัย ลดช่องว่างระหว่างนวัตกรรมกับการใช้งานจริง พร้อมสนับสนุนกระบวนการ Regulatory Sandbox ที่เอื้อต่อการทดสอบเทคโนโลยีภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม
เกณฑ์การคัดเลือกและสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับ
โครงการนี้เปิดรับสตาร์ตอัปที่จดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว มีผลิตภัณฑ์หรือบริการพร้อมขาย (Ready-to-Market) โดยหากมีรายได้หรือมียอดขายแล้วจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ กลุ่มเทคโนโลยีที่ให้ความสำคัญประกอบด้วย AI ที่ช่วยแพทย์ตัดสินใจและลดภาระงาน การเชื่อมโยงข้อมูล อุปกรณ์ทดสอบทางการแพทย์ และระบบบริการทั้งด้านการวินิจฉัย การรักษา และการปฏิบัติงาน
ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ Intensive Acceleration Program เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และการเงิน รวมถึงทุน Market Testing Fund จำนวน 20,000 บาท พร้อมเชื่อมต่อแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังมีโอกาสได้รับทุนสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทจาก NIA ผ่านช่องทาง Fast Track ซึ่งแตกต่างจากโครงการในอดีตที่มักให้แค่คำปรึกษาหรือให้พบนักลงทุน แต่ไม่มีเงินทุนให้ โครงการ SPEAR H จึงถูกออกแบบให้มีกลไกการสนับสนุนที่ครบวงจร ตั้งแต่ Groom การบ่มเพาะธุรกิจ, Grant การสนับสนุนเงินทุน, Growth การเร่งการเติบโต ไปจนถึง Global การผลักดันสู่ตลาดโลก
เอกชนเผย 3 ปัจจัยเลือกนวัตกรรมเข้าโรงพยาบาล
นพ.รัฐ ปัญโญวัฒน์ โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในมุมมองของภาคเอกชน นวัตกรรมไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่ต้องเป็นโซลูชันที่ผสานเข้ากับระบบบริการได้จริง เพื่อยกระดับทั้งคุณภาพการรักษาและประสบการณ์ของผู้ป่วย
“การพิจารณาเลือกนวัตกรรมของโรงพยาบาล เราให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ Patient Experience, Clinical Outcome และ Operational Efficiency เพื่อให้บุคลากรทำงานได้คล่องตัวขึ้น และมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น” นพ.รัฐกล่าว
นพ.รัฐยังกล่าวเสริมว่า สำหรับผู้ประกอบการสตาร์ตอัป ควรมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ชัดเจน เข้าใจ Patient Journey อย่างลึกซึ้ง ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย และต้องผ่านข้อกำหนดด้าน Cybersecurity และ Data privacy ซึ่งโรงพยาบาลพระรามเก้ามีความคล่องตัวในการตัดสินใจ หากนวัตกรรมในโครงการ SPEAR H ผ่านการทดสอบและมีประสิทธิภาพดี โรงพยาบาลก็พร้อมนำเข้าพิจารณาใน Digital Board เพื่ออนุมัติใช้งานจริงได้ทันที
เครือข่ายพันธมิตรหนุนทดสอบจริง สร้างความเชื่อมั่นสู่นักลงทุน
จุดเด่นของโครงการ คือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดสอบตลาดจริงในสถานพยาบาลเครือข่ายมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลพระราม 9 ผ่านกลไก Regulatory Sandbox ซึ่งได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อหาแนวทางลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างช่องทาง Fast Track ในการพิจารณา

นพ.ดร.กรกช เกษประเสริฐ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า นวัตกรรมทางการแพทย์จะไม่สามารถนำไปใช้ได้เลยหากขาดกระบวนการทดสอบทางคลินิก (Clinical Validation) มาสนับสนุน การนำผลิตภัณฑ์มาทดสอบในคนได้อย่างปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยโรงพยาบาลในไทยมีฐานผู้ป่วยขนาดใหญ่ เช่น รามาธิบดีมีผู้ป่วยนอกถึงปีละ 5 ล้านคน ซึ่งเป็นความพร้อมด้านข้อมูลที่ทำให้ไทยมีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมระดับสูง
อ.ดร.ปรีมน ปุณณกิติเกษม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวเสริมว่า สิ่งที่นวัตกรหรือสตาร์ตอัปมักประสบปัญหาคือเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย นวัตกรรมจะต้องไม่สร้างขั้นตอนเพิ่มให้ผู้ป่วย แต่ต้องช่วยลดระยะเวลาและลดภาระงานของแพทย์ พร้อมคำนึงถึงมาตรฐานเพื่อขึ้นทะเบียนกับ อย. การทำงานโดยมีพันธมิตรเป็นหัวใจสำคัญที่จะสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ ศิริราชจึงร่วมมือกับภาคเอกชนและสร้าง ecosystem ให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้ข้ามสายงานเพื่อสร้างแพทย์นวัตกร
รศ.นพ.วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ไทยโดดเด่นด้านการวิจัยโรคเขตร้อนและโรคอุบัติใหม่ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับทั้งศูนย์ทดสอบวัคซีนและระบบจัดการข้อมูลที่เคยช่วยวิเคราะห์ข้อมูลโควิด-19 ระดับนานาชาติ การดึงจุดเด่นของแต่ละองค์กรมาทำงานร่วมกันจะช่วยให้งานวิจัยออกจากห้องทดลองสู่การสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อสังคม
กำหนดการรับสมัครและเส้นทางการพัฒนา 5 เดือนสู่ Demo Day
ทั้งนี้ โครงการ SPEAR H เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 8 มีนาคม 2569 ผ่านทาง https://forms.gle/FEqxWUT19qGWQoPW6 หลังจากนั้นจะจัด Workshop Training, Intensive Acceleration Program และ Mentoring Sessions ระหว่างเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม 2569 และปิดท้ายด้วยกิจกรรม Demo Day & Networking Session ในเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการได้นำเสนอต่อนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ
โครงการนี้ยังมุ่งปิด Pain Point สำคัญของสตาร์ตอัปในมิติการเข้าถึงแหล่งทุน เนื่องจากธุรกิจการแพทย์เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง มีระยะพัฒนายาว และต้องผ่านการรับรองมาตรฐานทางการแพทย์ การสนับสนุนจากโครงการจึงครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุน Market Testing Fund การเชื่อมต่อและเปิดโอกาสให้พบปะนักลงทุน ตลอดจน Fast Track สู่โอกาสรับทุนสนับสนุนจาก NIA มูลค่าสูงสุด 5 ล้านบาท
4 นวัตกรรมสตาร์ตอัปไทยโชว์ศักยภาพ พร้อมป้อนตลาดการแพทย์
นวัตกรรมจากสตาร์ตอัปไทย 4 รายที่สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทย
- Kor-V ทิชชู่เปียกจากสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสก่อโรคมือเท้าปาก โดยบริษัท Biovita ใช้สารสกัดจากเพกาซึ่งยับยั้งแบคทีเรียได้ดีกว่าแอลกอฮอล์ 2 เท่า และใบบัวบกที่ช่วยปลอบประโลมผิว ลดการอักเสบ ทำให้ทิชชู่เปียก Kor-V มีความอ่อนโยนเพราะใช้สารสกัดธรรมชาติเป็นหลัก สามารถใช้ได้ทั้งครอบครัว
- IgEase MN-10 แผ่นแปะตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังโดยบริษัท RevoAllerX ที่ได้รับการรับรองจาก อย. และผลิตภายใต้มาตรฐานสากล ISO 13485 สำหรับระบบการจัดการคุณภาพเครื่องมือแพทย์ ช่วยลดข้อจำกัดในการตรวจคัดกรองที่ต้องใช้เข็ม ทำให้ผู้ป่วยที่มีความกังวลเกี่ยวกับความเจ็บปวดสามารถตรวจคัดกรองได้ ใช้เวลาเพียง 15 นาทีในการอ่านผล
- Atra แพลตฟอร์มอัลตราซาวด์แบบพกพาเพื่อคัดกรองความผิดปกติของช่องท้องส่วนบนด้วย AI สามารถตรวจจับความผิดปกติของตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน และม้ามได้สูงสุด 25 รายการ เพื่อลดภาระงานรังสีแพทย์ โดยระบบจะทำหน้าที่ทั้งคัดกรองอัตโนมัติและเป็นเครื่องมือช่วยด้านการวินิจฉัยของแพทย์ ลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์ได้ถึงร้อยละ 35
- AICEDA BoneX แพลตฟอร์ม AI ช่วยวินิจฉัยกระดูกสะโพกหักจากภาพเอกซเรย์ พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี โดยพัฒนาจากข้อมูลการวินิจฉัยโดยแพทย์โรงพยาบาลพระปกเกล้า เริ่มจากการพัฒนาโมเดลจากภาพกระดูกสะโพกหักในอดีตกว่า 850 เคส และทดสอบความแม่นยำกับ 340 เคส ได้ผลความแม่นยำ 98.53% นอกจากนี้ยังมีการทดสอบทางคลินิกอีก 1,000 เคสที่โรงพยาบาล และออกแบบให้มีการควบคุมคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถนำข้อมูลที่ผิดพลาดกลับไปเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงความแม่นยำของโมเดลอย่างต่อเนื่อง
สร้างสะพานเชื่อมวิจัยสู่การใช้จริง ลดพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า
ดร.กริชผกา กล่าวว่า โครงการ SPEAR H คือสะพานเชื่อมระหว่างเทคโนโลยีกับการใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขของประเทศ ครอบคลุมทั้ง Data, Service และ Technology เพื่อปิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับตลาด การลดระยะเวลาตรงนี้จะช่วยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นการรวมพลังของพันธมิตรกว่า 30 องค์กร ทั้งโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลรัฐ-เอกชน สภาอุตสาหกรรม เครือข่ายนักลงทุน และสมาคมสตาร์ตอัป โดยจะมีการลงนาม MOU อย่างเป็นทางการในเดือนหน้า เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ห้องวิจัยสู่การใช้งานจริง
เป้าหมายสูงสุดของโครงการคือการผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้นวัตกรรมไปสู่ผู้สร้างนวัตกรรม ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า และก้าวเป็น Medical Hub และ Wellness Hub ของโลก เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นชาตินวัตกรรมอย่างแท้จริง
ดร.กริชผกากล่าวทิ้งท้ายว่า ความท้าทายเดียวของไทยคือเสถียรภาพทางการเมือง จึงต้องลดความขัดแย้ง นำประโยชน์ของประเทศชาติและเศรษฐกิจเป็นที่ตั้ง เพื่อเร่งพัฒนาประเทศให้ทันประเทศอื่น ๆ ที่มีจุดเริ่มต้นยากลำบากกว่าในอดีต เช่น เกาหลีใต้ ที่เคยมีจุดเริ่มต้นที่ยากลำบากแต่สามารถก้าวข้ามมาได้ด้วยความร่วมมือของคนในชาติ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Disrupt Health Impact Fund ลงทุนสตาร์ตอัปอังกฤษ ‘PocDoc’ นวัตกรรมตรวจโรคผ่านแอปฯ รู้ผลไว
Chula x Founder Institute: ดันสตาร์ตอัปไทย ลุยสนามจริงสู่เวทีโลก
กรุงศรี ฟินโนเวตปี 68 ดันเศรษฐกิจไทยพุ่ง 1.3 แสนล้าน ลุยขยายการลงทุนสู่ภูมิภาค


