กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมปี 2569 บนเวที Future Food Leader Summit 2026 โดยเตรียมอัดฉีดงบประมาณรวมกว่า 300 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัปไทยจำนวน 300 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่นักศึกษาจบใหม่จนถึงธุรกิจที่ต้องการขยายตลาด ชูจุดเด่นโมเดล “เงินทุนให้เปล่า” (Grant) โดยไม่เข้าถือครองหุ้น เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ พร้อมเน้นย้ำเงื่อนไขสำคัญระบบ “สำรองจ่าย” (Reimbursement) เป็นกลไกคัดกรองความพร้อมและความตั้งใจจริงของผู้ประกอบการในการเข้าสู่สนามแข่งขันทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
ปิดช่องว่างความเสี่ยงด้วยเงินทุนให้เปล่า
นายสัตวแพทย์ ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยไปสู่การทำพาณิชย์ (Commercialization) นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคที่ท้าทาย โดยจำแนกความเสี่ยงออกเป็น 4 ด้านหลักที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ ได้แก่
- Product Challenge ซึ่งเป็นความท้าทายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นจริงและตอบโจทย์การใช้งาน
- Business Challenge การสร้างโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งเพื่อให้สินค้านั้นขายได้และสร้างกำไร
- Innovation Challenge หรือความท้าทายด้านนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญทางธุรกิจ เพราะหากสินค้าขายดีโดยขาดความแตกต่างทางนวัตกรรม ก็ย่อมตกเป็นเป้าหมายของการลอกเลียนแบบได้ง่าย
- Process Challenge การบริหารจัดการกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะผลิตเองหรือว่าจ้าง รวมถึงการจัดการระบบหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพ
เพื่อลดทอนความเสี่ยงเหล่านี้ TED Fund จึงเข้ามาสนับสนุนด้วยกลไกทางการเงินในรูปแบบ “เงินอุดหนุนสมทบแบบให้เปล่า” (Grant) ซึ่งมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการระดมทุนผ่านนักลงทุนทั่วไป (Venture Capital) ที่มักต้องการหุ้นหรือสัดส่วนความเป็นเจ้าของบริษัทเป็นการแลกเปลี่ยน แต่สำหรับ TED Fund แล้ว สิ่งที่กองทุนต้องการไม่ใช่ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินหรือหุ้น แต่คือ “ผลสัมฤทธิ์ของโครงการ” ที่วัดผลได้ในเชิงเศรษฐกิจ เช่น การจ้างงาน การสร้างรายได้ และยอดขายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาความเป็นเจ้าของกิจการไว้ได้อย่างเต็มภาคภูมิและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
เปิดโผงบประมาณปี 69 มุ่งเป้า 300 โครงการ
สำหรับการขับเคลื่อนในปีงบประมาณ 2569 นี้ กองทุนได้ประกาศวิสัยทัศน์เชิงรุกด้วยการตั้งเป้าหมายสนับสนุนโครงการนวัตกรรมให้ได้ถึง 300 โครงการ ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณรวมกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีงบประมาณที่ผ่านมาที่สนับสนุนไป 282 โครงการ มูลค่า 273 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเร่งเครื่องเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง
โครงสร้างการจัดสรรทุนในปีนี้ถูกออกแบบให้ครอบคลุมตลอดช่วงชีวิตของธุรกิจ (Business Lifecycle) อย่างสมดุล โดยแบ่งสัดส่วนน้ำหนักไปยังกลุ่มต่าง ๆ อย่างชัดเจน ได้แก่ ทุนสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในระยะเริ่มต้น (Idea Stage) จำนวน 120 ทุน และระยะพัฒนาต้นแบบ (POC) จำนวน 100 ทุน ซึ่งรวมกันแล้วสูงถึง 220 โครงการ เพื่อสร้างฐานพีระมิดนักรบเศรษฐกิจใหม่ให้กว้างขึ้น ในขณะที่ส่วนยอดของพีระมิดซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่แข็งแรงพร้อมขยายตลาด (Scaling Up) ได้รับการจัดสรรไว้ที่ 50 ทุน และกลุ่มธุรกิจแบบ B2B (Startup for Startup) อีก 25 ทุน
นอกจากนี้ ยังมีการขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุม 13 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยปีนี้ได้เพิ่ม 2 อุตสาหกรรมใหม่ที่สอดรับกับเทรนด์โลกคือ กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative & Soft Power) และกลุ่มสมุนไพร (Herbal) เข้ามาเสริมทัพ นอกเหนือจากกลุ่มอาหาร อาหารฟังก์ชัน และการแพทย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย
ปูพรม TED Youth Startup รอบ 2 ดีเดย์เมษายนนี้
กองทุนยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานบุคลากรด้านนวัตกรรมผ่านโครงการ TED Youth Startup ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจและเปิดกว้างกว่าที่หลายคนเข้าใจ โดยคุณสมบัติหลักของผู้ขอรับทุนคือต้องเป็นนิสิต นักศึกษา ระดับปริญญาตรี โท เอก หรือเป็นบัณฑิตที่จบการศึกษามาแล้วไม่เกิน 5 ปี โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุของผู้สมัครแต่อย่างใด
นายสัตวแพทย์ ดร.สนัด ได้ยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจของนักศึกษาระดับปริญญาเอกสถาบัน AIT วัย 55 ปี ที่พัฒนาอุปกรณ์ตรวจสอบถัง ซึ่งสามารถขอรับทุนได้เช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าคำว่า Youth ในบริบทของ TED Fund หมายถึงสถานะทางการศึกษาและความสดใหม่ของไอเดีย ไม่ใช่ตัวเลขอายุ
สำหรับผู้ประกอบการที่มีอายุงานเกิน 5 ปีหรือจบการศึกษามานานแล้ว ทางผู้จัดการกองทุนได้แนะนำแนวทางในการเข้าถึงโอกาสนี้ว่าสามารถทำได้โดยการลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรระยะสั้น หรือการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เพื่อให้ได้รับสถานะนักศึกษา หรืออาจใช้บุตรหลานเป็นตัวแทนในการยื่นข้อเสนอโครงการ ก็ถือเป็นช่องทางที่สามารถทำได้ตามระเบียบ
ในส่วนของโครงสร้างทุนแบ่งออกเป็น 2 ระยะอย่างชัดเจน ได้แก่
- ทุนระยะเริ่มต้น (Idea Stage) มูลค่า 150,000 บาทซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ให้เพียง 100,000 บาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการสั้นเพียง 6 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพิสูจน์แนวคิดหรือแผนธุรกิจเบื้องต้น โดยมีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับเวทีประกวดแผนธุรกิจทั่วไปที่มักให้เงินรางวัลเพียงหลักหมื่นบาท และที่สำคัญคือในระยะนี้ยังไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล สามารถรวมทีมกัน 3-5 คนเพื่อขอรับทุนได้
- ระยะที่สองคือ 2. ทุนระยะพัฒนาต้นแบบ (Proof of Concept – POC) มูลค่าสูงถึง 1,500,000 บาทสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบและทดสอบตลาดจริง ซึ่งหากผ่านการคัดเลือกในขั้นตอนนี้ ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการจดทะเบียนบริษัทเพื่อทำสัญญารับทุน โดยไทม์ไลน์สำคัญที่ต้องจับตามองคือการเปิดรับสมัครรอบที่ 2 ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ หลังจากรอบแรกได้ปิดรับไปแล้วในช่วงเดือนธันวาคม
ผนึกเครือข่ายพี่เลี้ยงพร้อมงบจ้างที่ปรึกษา

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือระบบ “พี่เลี้ยง” หรือ TED Fellow ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายพันธมิตรกระจายอยู่กว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบหน่วยงานมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนจำนวน 15 แห่ง โดยมีพันธกิจหลักในการช่วยสรรหา คัดกรอง บ่มเพาะ และดูแลผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น เครือข่ายมหาวิทยาลัยมหิดลที่เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมวัสดุศาสตร์ หรือเครือข่ายภาคเอกชนอย่าง Future Food Lab และ TasteBud ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาหารแห่งอนาคต
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ระดับ 2 ล้านบาท อย่างทุนขยายตลาด (Scaling Up) และทุน Startup for Startup แม้ระเบียบจะเปิดช่องให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นข้อเสนอโครงการต่อกองทุนได้โดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการคัดกรองจาก TED Fellow แต่ในทางปฏิบัติ การเตรียมข้อมูลและแผนงานมีความซับซ้อนสูง ทางกองทุนจึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถจัดสรรงบประมาณได้สูงสุดถึงร้อยละ 10 ของมูลค่าโครงการ (เช่น 200,000 บาท จากวงเงิน 2 ล้านบาท) เพื่อใช้เป็นค่าตอบแทนในการจ้างที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งอาจเป็น TED Fellow หรืออาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาช่วยดูแลตลอดระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการจะประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ กองทุนยังได้ขยายความร่วมมือไปยังภาคีเครือข่ายการลงทุนอย่างสมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) และเครือข่ายนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) อย่าง TIBAN เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพิ่มเติมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชนได้อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างครบวงจร
บทพิสูจน์ความพร้อมผ่านระบบ “สำรองจ่าย”
อีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญที่ นายสัตวแพทย์ ดร.สนัด เน้นย้ำเพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อม คือรูปแบบการจ่ายเงินสนับสนุนของกองทุนที่ใช้ระบบ “การเบิกจ่ายย้อนหลัง” (Reimbursement) ซึ่งหมายความว่ากองทุนจะไม่ได้โอนเงินก้อนใหญ่ให้ผู้ประกอบการทันทีที่เริ่มโครงการ แต่ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินงานและสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในแต่ละงวดงานไปก่อน เมื่อมีผลงานและหลักฐานการจ่ายเงินที่ถูกต้องครบถ้วน จึงจะสามารถนำมาเบิกคืนจากกองทุนได้
ดังนั้น “สภาพคล่อง” จึงเป็นกุญแจสำคัญ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีเงินทุนก้อนแรกในการเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ธุรกิจ โดยผู้จัดการกองทุนได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจว่า ตามกฎหมายการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แม้จะจดทะเบียนด้วยทุน 1 ล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติสามารถชำระค่าหุ้นขั้นต่ำเพียงร้อยละ 20-25 หรือประมาณ 200,000 – 250,000 บาทเท่านั้น เงินจำนวนนี้เองที่จะกลายเป็น “เงินทุนตั้งต้น” (Seed Money) สำหรับการสำรองจ่ายในช่วงแรก เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าไปได้ก่อนที่จะได้รับเงินสนับสนุนในงวดถัดไป ระบบนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการให้เงิน แต่เป็นกลไกคัดกรองความตั้งใจจริงและวินัยทางการเงินของผู้ประกอบการไปในตัว
ดันผู้ประกอบการไทยผงาดเวทีโลก
นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านเงินทุน TED Fund ยังมีบทบาทในการติดอาวุธทางปัญญาและสร้างโอกาสทางธุรกิจ ผ่านหลักสูตรบ่มเพาะเข้มข้น เช่น “TED Inno Bid Masterclass” ที่เปิดอบรมฟรี 3 วันเต็ม และโครงการ “8-week Bootcamp” สำหรับผู้ที่ได้รับทุน เพื่อเตรียมความพร้อมรอบด้านก่อนออกสู่ตลาดจริง รวมถึงกิจกรรม “TED Club Networking” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้พบปะกับนักลงทุน (VC) และคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ในมิติของการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ กองทุนได้ดำเนินโครงการเชิงรุกภายใต้ชื่อ “Tech Global Network” เพื่อพาผู้ประกอบการไทยไปแสวงหาโอกาสใหม่ในเวทีโลก โดยได้ยกตัวอย่างความสำเร็จจากการนำคณะผู้ประกอบการจำนวน 8 ราย ไปร่วมจัดแสดงในพาวิลเลียนไทยที่งาน World AI Expo ณ เมืองจูไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจในเมืองสำคัญอย่างเซินเจิ้น คุนหมิง และอู่ฮั่น โดยทางกองทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนของค่าเช่าพื้นที่ออกบูธ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 70,000-80,000 บาทให้ฟรี ผู้ประกอบการรับผิดชอบเพียงค่าเดินทางและที่พักเท่านั้น ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนในการเปิดตลาดต่างประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนยังมีความร่วมมือระดับนานาชาติกับหน่วยงานพันธมิตรที่เข้มแข็ง อาทิ ความร่วมมือกับ Food Innopolis ในการนำสตาร์ตอัปสายอาหาร (Food Tech) ไปบุกตลาดที่ประเทศฝรั่งเศส และการขยายความร่วมมือไปยังประเทศเกาหลีใต้
นอกจากนี้ ในระดับประเทศยังมีการจับมือกับภาคเอกชนชั้นนำอย่าง Krungsri Finnovate ในงาน Global Founder และการเข้าร่วมงาน Tech Sauce Global Summit เพื่อผลักดันให้สตาร์ตอัปไทยมีโอกาสฉายแสงในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ผู้จัดการ TED Fund กล่าวทิ้งท้ายถึงผลกระทบเชิงบวกที่กองทุนได้สร้างขึ้นตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา โดยได้สนับสนุนโครงการไปแล้วกว่า 1,200 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศได้มากกว่า 5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นความคุ้มค่าถึง 5 เท่า ผ่านการจ้างงานและการสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ การเปิดโอกาสครั้งนี้จึงนับเป็นจังหวะเวลาสำคัญที่นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากกลไกของรัฐเพื่อยกระดับศักยภาพของตนเองสู่ความยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ไทยพุ่ง 1.3 แสนล้าน ลุยขยายการลงทุนสู่ภูมิภาค
บีคอน วีซี ทุ่ม 600 ล้านบาท หนุน 3 สตาร์ตอัป ESG โลก ผ่าน Beacon Impact Fund



