ในแต่ละวัน กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและระบบเศรษฐกิจของเมือง ปัญหาหลักที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งหาทางออกคือเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) และปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้น การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้อาศัยเพียงการรณรงค์ขอความร่วมมือ แต่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือหลัก
ต้นตอ PM 2.5: ข้อมูลวิทยาศาสตร์ชี้ 3 ปัจจัยหลัก
วิกฤติฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 3 พันล้านบาท และมีผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศราว 300,000 ราย การจัดการฝุ่นในอดีตมักมุ่งเป้าไปที่การจราจร แต่จากการนำฝุ่นไปวิเคราะห์ระดับ DNA ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าต้นตอของฝุ่นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
- สภาพอากาศปิดในช่วงฤดูหนาวที่กดทับให้ฝุ่นมีความหนาแน่นสูงขึ้น
- การเผาไหม้จากเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งควันที่พบจะมีสัดส่วนของธาตุไนโตรเจน (ไนเตรต)
- การเผาชีวมวลจากพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งควันจะมีสัดส่วนของธาตุโพแทสเซียมเป็นหลัก
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายถึงแนวทางการรับมือว่า ปัจจุบันมีการติดตั้งสถานีวัดฝุ่น Super Station ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศจีน เพื่อใช้วิเคราะห์แหล่งที่มาของฝุ่นแบบเรียลไทม์ ควบคู่ไปกับการปรับเกณฑ์มาตรฐานการตรวจจับควันดำให้เข้มงวดขึ้น โดยลดเกณฑ์ความทึบแสงจาก 30% ลงเหลือ 20% รวมถึงการกำหนดเขตควบคุม (Low Emission Zone) ที่ไม่อนุญาตให้รถบรรทุกหกล้อที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีสีเขียว (Green List) เข้าพื้นที่ในช่วงที่ฝุ่นหนาแน่น
ปัญหาขยะ 10,000 ตัน กับต้นทุนการจัดการระดับพันล้าน
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือปริมาณขยะของกรุงเทพฯ ที่มีอยู่ประมาณ 9,000 ถึง 10,000 ตันต่อวัน โดยประมาณ 50% ของขยะเหล่านี้คือขยะเศษอาหารที่มีความชื้นสูงและจัดการได้ยาก ในขณะที่กรุงเทพมหานครใช้งบประมาณในการจัดการขยะสูงถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี แต่สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้เพียง 500-600 ล้านบาท ต้นทุนในการกำจัดขยะสูงขึ้นตามวิธีจัดการ โดยการส่งเข้าเตาเผามีค่าใช้จ่าย 900 บาทต่อตัน และการฝังกลบมีค่าใช้จ่าย 600 บาทต่อตัน

พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานครได้ปรับเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการขยะผ่านโครงการ “ไม่เทรวม” โดยใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาเป็นตัวกระตุ้น
สำหรับกลุ่มครัวเรือน หากไม่มีการคัดแยกขยะ จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหกสิบบาทต่อเดือน แต่หากลงทะเบียนและคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมเหลือยี่สิบบาทต่อเดือน ส่วนกลุ่มสถานประกอบการ จะคิดอัตราค่าธรรมเนียมแบบขั้นบันไดตามปริมาณขยะที่ส่งมอบให้หน่วยงานจัดเก็บ ยิ่งมีปริมาณขยะมาก ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งสูงขึ้น
กลไกเอกชนและการจัดการข้อมูลด้วยแพลตฟอร์ม
ความพยายามลดปริมาณขยะไม่สามารถทำได้โดยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว การปรับตัวของภาคเอกชนในการรับมือกับเงื่อนไขการจัดการขยะที่เปลี่ยนไปจึงมีความสำคัญ กาญจนา โลกคำลือ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารวิศวกรรมและความปลอดภัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เล่าถึงการดำเนินการภายในองค์กรว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้วิธีสื่อสารให้พนักงานล้างภาชนะให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนนำไปทิ้ง เพื่อไม่ให้ขยะเกิดการปนเปื้อน โดยจัดเตรียมพื้นที่สำหรับล้างและตากไว้ให้ การดำเนินการดังกล่าวทำให้องค์กรสามารถคัดแยกขยะและไม่ส่งขยะไปฝังกลบได้ตั้งแต่ปี 2563
ในส่วนของพื้นที่เชิงพาณิชย์ นุชนาฏ ประจันทา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาคาร บริษัท เดอะ สตรีท รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ระบุว่า ทางศูนย์การค้าจัดการชั่งน้ำหนักขยะของร้านค้าผู้เช่าแต่ละราย หากร้านค้าใดไม่ดำเนินการคัดแยกขยะ ศูนย์การค้าจะเรียกเก็บค่ากำจัดขยะตามอัตราที่กรุงเทพมหานครกำหนดตามจริง นอกจากนี้ยังดำเนินการแยกขยะทั่วไปที่นำไปใช้ต่อไม่ได้เพื่อส่งไปทำพลังงานทดแทน
เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ สามารถติดตามข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ นงรัก งามวิทย์โรจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือ Climate Care Platform ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากโครงการ แคร์ เดอะ แบร์ (Care the Bear) และ แคร์ เดอะ เวล (Care the Whale) ปัจจุบันมีสมาชิกรวมกันอยู่ที่ประมาณ 1,450 องค์กร สามารถจัดการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ถึงกว่า 290,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้บันทึกเพียงแค่ข้อมูลขยะ แต่ยังครอบคลุมไปถึงการบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้า เชื้อเพลิง กระดาษ และน้ำ
สำหรับการจัดการขยะ ระบบได้พัฒนาให้รองรับการคัดแยกได้ครอบคลุมถึงหกประเภทหลัก ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะอินทรีย์ ขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ขยะอันตราย ขยะติดเชื้อ และขยะอุตสาหกรรมทั้งแบบอันตรายและไม่อันตราย ภายในหมวดหมู่เหล่านี้ยังมีรายการขยะย่อยให้เลือกบันทึกอีกเกือบ 200 รายการ ผู้ใช้งานสามารถกรอกข้อมูลปริมาณขยะพร้อมระบุปลายทางของการกำจัดได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการขาย บริจาค หรือส่งไปเผา
กระบวนการบันทึกข้อมูลถูกออกแบบมาให้แต่ละองค์กรสามารถแบ่งบัญชีผู้ใช้งานได้หลายส่วน เพื่อให้แต่ละแผนกช่วยกันกรอกข้อมูลได้ หลังจากกรอกข้อมูลและแนบภาพถ่ายเป็นหลักฐานแล้ว ระบบกำหนดให้ต้องมีผู้อนุมัติข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนเสมอ เมื่อข้อมูลได้รับการอนุมัติ ระบบจะประมวลผลออกมาเป็นรายงานสรุปที่แสดงสัดส่วนขยะในแต่ละเดือน ซึ่งสามารถนำไปเปรียบเทียบผลการดำเนินงานย้อนหลังได้ หากองค์กรระบุค่าใช้จ่าย หรือระยะทางการขนส่งลงไปในระบบด้วย
แพลตฟอร์มจะช่วยคำนวณต้นทุนและรายได้ที่เกิดจากการจัดการขยะให้โดยอัตโนมัติ ข้อมูลที่ได้จากแพลตฟอร์มนี้สามารถนำไปใช้อ้างอิงในการทำรายงานประจำปีหรือนำไปยื่นขอรับใบประกาศเกียรติคุณเพื่อรับรองการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้อย่างสะดวก รวมถึงใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอลดหย่อนค่าธรรมเนียมจัดการขยะกับกรุงเทพมหานครได้อีกด้วย





