Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ลมหายใจที่ได้เป็นตัวเอง: สิทธิการตายดีของ LGBTQIAN+

ลมหายใจที่ได้เป็นตัวเอง: สิทธิการตายดีของ LGBTQIAN+

การจากไปอย่างสงบอาจมีความหมายที่แตกต่างกันไปสำหรับแต่ละบุคคล สำหรับคนทั่วไป การตายดีอาจหมายถึงการจากไปโดยปราศจากความเจ็บปวด หรือการมีลูกหลานรายล้อมในวาระสุดท้าย แต่สำหรับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) การจากไปอย่างสงบมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น นั่นคือการได้รับการยอมรับและเคารพใน “ตัวตนที่แท้จริง” ตราบจนลมหายใจสุดท้าย

แม้ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่บทสนทนาจากวงเสวนาในงาน Death Fest 2026 ว่าด้วยการออกแบบการ “อยู่ดี-ตายดี” ได้เผยให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ว่าโครงสร้างของระบบสาธารณสุข สังคม และกฎหมาย ยังคงมีกำแพงที่กั้นไม่ให้พวกเขาได้เป็นตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบในวาระสุดท้าย

อคติทางกฎหมายและความกลัวที่ฝังรากลึก

จุดเริ่มต้นของการไม่ได้รับการยอมรับ มักฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างทางกฎหมายและอคติในสังคม โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึง “พ.ร.บ. รับรองเพศสภาพ” ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงคือ การให้สิทธิบุคคลสามารถเปลี่ยน “คำนำหน้านาม” ให้ตรงกับเพศสภาพปัจจุบันของตนเองได้ ประเด็นนี้เองที่ทำให้คนในสังคมบางส่วนเกิดความหวาดกลัวและตั้งคำถามว่า การอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้าจะเปิดช่องให้เกิดการหลอกลวงเรื่องเพศกำเนิดหรือไม่

ผศ.ดร.อัครา เมธาสุข อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในข้อถกเถียงนี้ ผศ.ดร.อัครา เมธาสุข อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชี้ชวนให้สังคมตั้งคำถามกลับว่า ในความเป็นจริงการหลอกลวงนั้นมีกฎหมายอาญาควบคุมดูแลอยู่แล้ว แต่การที่คนในสังคมยังคงหวาดกลัว สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาอาจอยู่ที่ระบบยุติธรรมของไทยที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพจนทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้น ความหวาดกลัวนี้จึงไม่ควรถูกนำมาเป็นเหตุผลในการปัดตก พ.ร.บ. รับรองเพศสภาพ

นอกจากนี้ ผศ.ดร.อัครา ยังเสนอเครื่องมือในการแก้ปัญหาอคติระยะยาวด้วย “การศึกษาเชิงวิพากษ์” (Critical Pedagogy) เพื่อให้คนในสังคมรู้จักตั้งคำถามให้ลึกลงไป เช่น หากมีคนรู้สึกไม่ปลอดภัยที่มีบุคคลข้ามเพศมาใช้ห้องน้ำ แทนที่จะกีดกัน

“เราควรตั้งคำถามให้ลึกลงไปว่า ความไม่ปลอดภัยนั้นแท้จริงแล้วมาจากโครงสร้างของห้องน้ำที่ไม่มีความปลอดภัยมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วหรือไม่ รวมไปถึงการส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Social and Emotional Learning (SEL) เพื่อสร้างความเข้าใจและเคารพความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน”

เตียงผู้ป่วยชุดสีชมพูและคำนำหน้าบนพวงหรีด

เมื่อความเจ็บป่วยมาเยือน โรงพยาบาลควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่สำหรับบุคคลข้ามเพศ มันอาจกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างความอึดอัดและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อาทิตยา อาษา ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ประสานงาน เครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่ เพื่อความเท่าเทียม. (Transmasculine Network for Equality: TransEqual) ผู้ชายข้ามเพศที่ใช้ฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกาย สะท้อนภาพความเป็นจริงว่า ระบบสาธารณสุขไทยยังคงแบ่งแยกและจัดการผู้ป่วยตาม “คำนำหน้านาม” หรือเพศกำเนิด

คุณอาทิตยาเล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งต้องเข้าห้องฉุกเฉินด้วยโรคนิ่ว เมื่อคำนำหน้ายังเป็น “นางสาว” เขาถูกบุคลากรทางการแพทย์ขอให้สวมชุดผู้ป่วยหญิงตัวสั้นสีชมพู และต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องผู้หญิง ซึ่งสร้างความไม่สบายใจอย่างยิ่งเพราะรูปลักษณ์ภายนอกเป็นผู้ชายแล้ว นอกจากนี้ ยังมีกรณีของบุคคลข้ามเพศอีกหลายคนที่ต้องเข้าไปนอนในหอผู้ป่วยหญิง สร้างความสับสนให้กับทั้งตัวผู้ป่วยและเพื่อนร่วมห้อง

ความเจ็บปวดนี้ทอดยาวไปจนถึงหลังความตาย อาทิตยายกตัวอย่างเหตุการณ์สะเทือนใจที่ไปร่วมงานศพของเพื่อนผู้หญิงข้ามเพศ แต่หน้าศพกลับระบุคำนำหน้าว่า “นาย” และร่างกายในวันสุดท้ายก็ถูกจับแต่งกายด้วยชุดผู้ชาย ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ที่ใช้ชีวิตมา อาทิตยาเน้นย้ำว่า “หนังสืองานศพ” และการระบุสรรพนามในห้วงเวลาสุดท้าย คือการต่อรองและการสร้างพื้นที่ที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ตัวตนสุดท้ายถูกจดจำอย่างถูกต้อง

ผศ.ดร.อัครา อธิบายเสริมว่า การระบุ “เพศกำเนิด” นั้นแท้จริงแล้วประเมินจากอวัยวะภายนอกโดยบุคลากรในห้องคลอด ไม่ได้วัดจากโครโมโซมเสมอไป ดังนั้น การยึดติดกับเพศกำเนิดเพื่อให้บริการทางการแพทย์จึงอาจไม่ใช่คำตอบที่สอดคล้องกับความจริงเสมอไป สถานพยาบาลจึงควรนำหลักการ “ความถ่อมตนทางวัฒนธรรม” (Cultural Humility) มาใช้ โดยให้ผู้ป่วยเป็นผู้วินิจฉัยอัตลักษณ์และตัดสินใจเรื่องของตัวเอง

ความโดดเดี่ยวในวัยชราสวัสดิการรัฐที่ตกหล่นและการออกแบบวาระสุดท้าย

ปัญหาการไม่ได้รับการรองรับทางโครงสร้างยังลุกลามไปถึงช่วงบั้นปลายชีวิต เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยขั้นสูง กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญกับความท้าทายที่หนักหน่วงในอีกมิติหนึ่ง ผศ.ดร.อัครา ชี้ว่าผู้สูงอายุทั่วไปอาจมีลูกหลานมาดูแลเมื่อยามเจ็บป่วย แต่ผู้สูงวัยที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวนมากกลับต้องเผชิญกับความเหงาและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวลำพัง

ภาพความกังวลนี้สะท้อนชัดเจนผ่านเรื่องราวของ ย่าตุ๊ก-ปกชกร วงศ์สุภาร์ และ ปู่กัญจน์ เกิดมีมูล คู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันมากว่า 30 ปี แม้วันนี้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะผ่านแล้ว แต่ย่าตุ๊กยังคงกังวลว่าหากตนจากไปก่อน คู่ชีวิตจะรับมือกับความเหงาต่อไปอย่างไร เพื่อจัดการกับความกังวลนี้ ย่าตุ๊กได้เปิดเผยถึงการวางแผนวาระสุดท้ายที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าคือการ “ไม่ลงศพ” ซึ่งถือเป็นการทำพินัยกรรมชีวิตในมิติของความผูกพัน เพื่อปกป้องความรู้สึกของคู่ชีวิตไม่ให้ต้องทนทุกข์ทรมานใจในวินาทีที่ต้องเห็นคนรักถูกส่งลงโลง

พร้อมกันนี้ ย่าตุ๊กได้ตั้งข้อสังเกตที่แหลมคมถึงรอยรั่วของสวัสดิการรัฐว่า สังคมควรมีชุมชนหรือบ้านพักคนชราที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ เพราะหากผู้สูงวัยกลุ่มนี้ต้องเข้าไปอยู่ในบ้านพักคนชราทั่วไป รูปลักษณ์หรือเพศสภาพที่แตกต่างอาจทำให้เกิดปัญหาทางปฏิบัติว่าควรจัดให้อยู่ในโซนของเพศใด ซึ่งนั่นจะเป็นการลิดรอนอัตลักษณ์และตอกย้ำความรู้สึกแปลกแยกในบั้นปลายชีวิตให้รุนแรงยิ่งขึ้น

พินัยกรรมชีวิตและชุมชนที่เลือกเอง: ทางออกสู่การจากไปอย่างสงบ

เพื่อให้การ “อยู่ดี-ตายดี” เกิดขึ้นจริง วงเสวนาได้นำเสนอเครื่องมือและโครงสร้างทางสังคมที่ต้องร่วมกันผลักดัน ได้แก่:

  • พินัยกรรมชีวิตที่โอบรับความหลากหลาย (Living Will) – คุณอาทิตยาเสนอว่า สมุดเบาใจของบุคคลข้ามเพศควรระบุเจตจำนงเพิ่มเติมอย่างชัดเจน เช่น ขอให้บุคลากรเคารพสรรพนามและเครื่องแต่งกายที่ตรงกับเพศสภาพ และขอให้สามารถรับฮอร์โมนต่อไปได้ในวาระสุดท้ายหากไม่กระทบต่อการรักษา เพื่อคงสภาวะการยืนยันอัตลักษณ์ของตนเองไว้
  • ระบบนิเวศชุมชนและการดูแลตึกข่าย (Community Care) – คุณอาทิตยายกตัวอย่างการรวมกลุ่มที่ชื่อว่า “Feminist Healing Justice” ซึ่งมีสมาชิก 22 คน ทำหน้าที่สนับสนุนและประคับประคองกายใจซึ่งกันและกัน กิจกรรมมีตั้งแต่การพากันไปโรงพยาบาล ไปจนถึงการนอนเฝ้าไข้ข้างเตียง กลุ่มนี้ช่วยทะลายกำแพงความกังวลใจ ทำให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศกล้าที่จะรับความช่วยเหลือโดยไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังไปร้องขอ
  • สิทธิของครอบครัวที่เลือกเอง (Chosen Family) – ผศ.ดร.อัครา เน้นย้ำว่า นโยบายของรัฐ เช่น การลางานเพื่อดูแลผู้ป่วย หรือการลดหย่อนภาษี ไม่ควรจำกัดอยู่แค่สายเลือดหรือการจดทะเบียนสมรส แต่ควรครอบคลุมถึงเพื่อนหรือ “ครอบครัวที่เราเลือกเอง” ด้วย

ในท้ายที่สุด การตายดีไม่ได้เกี่ยวกับว่าคุณอายุเท่าไหร่ หรือมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบใด แต่มันคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน สิทธิที่จะได้มีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และสิทธิที่จะได้รับการจดจำในฐานะตัวตนที่แท้จริง ตราบจนลมหายใจสุดท้าย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

MTL Click รุก Health Ecosystem ปักธง ‘บ้านหลังหลัก’ ดูแลลูกค้า 24 ชม.

อายิโนะโมะโต๊ะ ผนึก LINE MAN-Painterbell ชู ‘Eating’ กินอร่อยฮีลใจ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar