Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

สุกี้ตี๋น้อย อัด 1.5 พันล้าน ลุยตี๋น้อยพลัส 60 สาขา ดันเป้าปี 69 แตะ 1.3 หมื่นล้าน

สุกี้ตี๋น้อย กางแผนปี 69 ดันรายได้ 13,000 ล้าน ผุดโมเดล 'ตี๋น้อย พลัส'

ภาพรวมตลาดสุกี้ในประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 11% ต่อปีในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่ารวมขยับจาก 23,000 ล้านบาท ขึ้นมาอยู่ที่ 31,000 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตแตะระดับ 35,000 ล้านบาทในปี 2569 ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและผู้เล่นหน้าใหม่ที่ตบเท้าเข้าสู่ตลาด

นัทธมน พิศาลกิจวานิช (เฟิร์น) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร “สุกี้ตี๋น้อย” (Suki Teenoi) ร่วมกับ กิตติพัฒน์ ชลวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (JMART) และกรรมการบริษัท BNN Restaurant Group เผยทิศทางธุรกิจผ่านผลประกอบการล่าสุด ชูกลยุทธ์ยอมลดผลกำไรเพื่อขยายฐานข้อมูลลูกค้า พร้อมเดินหน้าปรับแผนครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ในปีนี้

ยอมเฉือนกำไร แลกฐานลูกค้า TN Family 3 ล้านราย

ผลประกอบการของสุกี้ตี๋น้อยในปี 2568 ปิดยอดขายที่ 9,147 ล้านบาท เติบโตขึ้น 31% จากปีก่อนหน้า ทว่าในฝั่งของกำไรสุทธิกลับลดลง 26% โดยมาจบที่ 864 ล้านบาท จุดที่สร้างความตื่นตระหนกในตลาดคือกำไรในไตรมาสที่ 4 ซึ่งทำได้เพียง 57 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลมาจากการตัดสินใจอัดฉีดงบประมาณรวม 388 ล้านบาทในไตรมาสเดียว เม็ดเงินเหล่านี้ถูกกระจายไปยังแคมเปญ Free Refill ตลอดเดือนธันวาคมมูลค่า 240 ล้านบาท แคมเปญแจกเมนูพรีเมียมอย่างหมูกรอบ เป็ดย่าง และกุ้งแก้วมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท รวมถึงงบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเกือบ 20 ล้านบาท

นัทธมน ระบุว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้คือการลงทุนเพื่อสร้างฐานสมาชิกระบบ CRM อย่าง TN Family ซึ่งร่วมพัฒนาระบบหลังบ้านด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนจากกลุ่มเจมาร์ท

“สำหรับเราการให้ส่วนลดตรงนี้เพื่อดึงลูกค้า เพื่อเปลี่ยนจากลูกค้าที่เป็นขาจรให้กลายมาเป็นลูกค้าประจำ เหมือนเปลี่ยนคนชอบให้กลายมาเป็นคนรัก เราเลยมองว่าเป็นงบลงทุน” คุณนัทธมน กล่าว

ขณะที่ กิตติพัฒน์ กล่าวเสริมถึงความแข็งแกร่งของระบบดังกล่าวว่า กลุ่ม Jaymart ได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพระบบหลังบ้าน เพื่อยกระดับขั้นตอนการสมัครให้ง่ายและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

กลยุทธ์นี้ส่งผลให้ยอดสมาชิกก้าวกระโดดจาก 800,000 คนที่สะสมมาหลายปี ทะยานขึ้นเป็นกว่า 3 ล้านคนภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ผลลัพธ์เชิงประจักษ์สะท้อนผ่านยอดผู้ใช้บริการในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ที่พุ่งแตะ 10 ล้านคน เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 36% พร้อมกับยอดขายสาขาเดิมที่เป็นบวก 3.5%

ทุ่ม 1.5 พันล้าน ขยาย 60 สาขา ลุยเป้า 1.3 หมื่นล้าน

เป้าหมายรายได้ในปี 2569 ถูกตั้งเป้าไว้ที่ 13,000 ล้านบาท โดยมีกลไกขับเคลื่อนหลักคือแผนการขยายสาขาใหม่ 60 แห่ง แบ่งเป็นกลุ่มแบรนด์หลักและสุกี้ตี๋น้อย พลัส รวม 40 สาขา ตี๋น้อยบาร์บีคิว 2 สาขา ตี๋น้อยโกลด์ 9 สาขา และแบรนด์ใหม่อีก 9 สาขา หากเป็นไปตามเป้าหมาย ภายในสิ้นปี 2569 บริษัทจะมีสาขาสุกี้ตี๋น้อยรวมทั้งสิ้น 133 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ 57 จังหวัดทั่วประเทศ

การขยายตัวระดับนี้จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินลงทุนราว 1,200 ถึง 1,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 20-25 ล้านบาทต่อสาขา โดยคุณนัทธมนระบุชัดเจนว่าแหล่งเงินทุนทั้งหมดมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานภายในบริษัทโดยปราศจากการกู้ยืม อีกทั้งยังเป็นการจัดการข่าวลือเชิงลบเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทอย่างชัดเจน

“บุคลากรภายในทราบดีว่าบริษัทไม่ได้มีปัญหาด้านสภาพคล่อง ล่าสุดเราเพิ่งจ่ายโบนัสพนักงานเป็นเงินสดรวดเดียวถึง 77 ล้านบาท ดังนั้น สิ่งที่นักวิเคราะห์หลายท่านให้ความเห็นออกมา จึงส่งผลกระทบเชิงลบต่อบริษัทเป็นอย่างมาก” นัทธมน กล่าว

แก้เกมด้วย “ตี๋น้อย พลัส” อัปเซลล์เพิ่ม Ticket Size

เพื่อเพิ่มค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อหัวโดยไม่กระทบฐานลูกค้าเดิม บริษัทได้เปิดตัวโมเดล “ตี๋น้อย พลัส” ในราคา 299 บาท ควบคู่ไปกับราคามาตรฐาน 219 บาท ปัจจุบันมีแผนเปิดให้บริการแน่นอนแล้ว 13 สาขา โดยสาขาแรกตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยนาท บนพื้นที่ขนาดใหญ่ 1,000 ตารางเมตร

โมเดลพลัสถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดบุฟเฟต์สุกี้ระดับกลาง โดยดึงตัวเชฟโฮจากตี๋น้อยโกลด์มารังสรรค์ซุปกระดูกหมูคอลลาเจน และดึงเชฟน้อยเชฟโอมากาเสะมารังสรรค์เมนูซูชิวากิว โวลคาโนแบบจำกัด 2 คำต่อท่าน พร้อมเพิ่มบาร์น้ำจิ้มงาหม่าล่าและซอฟต์เสิร์ฟไอศกรีม

เบื้องหลังของโมเดลนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น แต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความโดดเด่นท่ามกลางคู่แข่ง

“ปัจจัยหลักคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในภาวะที่ตัวเลือกและราคาในตลาดใกล้เคียงกัน เราจึงจำเป็นต้องนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เพื่อเสริมให้ลูกค้า ทั้งความน่าสนใจ ดึงดูดใจ และความโดดเด่นที่ไมเหมือนใคร”
 นัทธมน กล่าว

บริหารต้นทุนอยู่หมัด ยืนยันราคาเดิม 219 บาท

ในมิติของการบริหารต้นทุน บริษัทได้ดำเนินการทำสัญญาล็อกราคาวัตถุดิบนำเข้าล่วงหน้า 6 ถึง 12 เดือน ขณะที่ราคาเนื้อหมูในประเทศปัจจุบันปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 150-160 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งผ่อนคลายลงมากเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติ

นอกจากนี้ ยังมีแผนก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อควบคุมต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ทำให้บริษัทยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นราคามาตรฐาน 219 บาทในระยะเวลานี้อย่างแน่นอน

“ทางเลือกในการขึ้นราคาจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราคิดจะทำเลย ยกเว้นว่าจะมีปัจจัยที่ทำให้เราสู้ต้นทุนไม่ไหวแล้วจริง ๆ ย้อนไปช่วงหลังโควิดที่วิกฤตมาก ราคาหมูสามชั้นพุ่งไปกิโลกรัมละ 230-240 บาท แต่สุกี้ตี๋น้อยก็ยังคงราคาไว้ที่ 219 บาทมาโดยตลอด” นัทธมน กล่าว

ซุ่มเตรียมระบบหลังบ้าน พร้อมลุยตลาดหุ้น

แม้ปัจจุบันจะยังพึ่งพากระแสเงินสดภายในเป็นหลัก แต่ในแง่ของโครงสร้างองค์กร บริษัทได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ไว้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยมีการใช้งานระบบบัญชีและผู้สอบบัญชีจาก EY ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับบริษัทจดทะเบียนและกลุ่มเจมาร์ท รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาบริหารจัดการระบบหลังบ้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หากต้องการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

“หากถามถึงจังหวะเวลาในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ เฟิร์นมองว่าเราใช้เวลาเตรียมตัวเพิ่มเติมอีกเพียง 6 เดือนก็สามารถเข้าได้แล้ว แต่ในปัจจุบัน บริษัทยังคงเลือกที่จะทุ่มเทสมาธิให้กับการขยายสาขา และการผลักดันรายได้ให้ถึงเป้าหมาย 1.3 หมื่นล้านบาทเป็นลำดับแรก” นัทธมน กล่าวทิ้งท้าย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar