Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

คะตะลิสต์ ปั้นไทยสู่ ‘Smart Food Hub’ ชูโมเดล Business Solution ยกระดับเศรษฐกิจด้วยจริยธรรม

คะตะลิสต์ ปั้นไทยสู่ ‘Smart Food Hub’ ชูโมเดล Business Solution ยกระดับเศรษฐกิจด้วยจริยธรรม

อาหารทุกคำที่เรากิน ไม่ได้ส่งผลแค่สุขภาพของตัวเราเอง แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงสวัสดิภาพของสัตว์และสภาพแวดล้อมของโลกใบนี้ ภายใต้แนวคิด One Health, One Welfare, One Planet นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ท่ามกลางวิกฤติสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ทวีความรุนแรง การปรับเปลี่ยนระบบผลิตอาหารจึงเป็นทางรอดสำคัญ

นำมาสู่การตั้งเป้าหมายท้าทายที่จะพลิกโฉมประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอาหารระดับโลก (Smart Food Hub) ที่มีความยั่งยืนและมีจริยธรรม (Ethical) ภายใน 10 ปีข้างหน้า เป้าหมายนี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสุขภาพ แต่ยังเป็นการยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวด้วย

การจะเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าว บริษัท คะตะลิสต์ จำกัด (Catalyst) ซึ่งมี นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร บริษัท คะตะลิสต์ จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อน ได้นำแนวทาง แก้ปัญหาทางธุรกิจที่ยั่งยืน (Sustainability Business Solution) ซึ่งผสานความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้ากับยุทธศาสตร์การจัดการสมัยใหม่ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการสร้าง “Blue Zone” หรือพื้นที่อายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย  โดยจะใช้เป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน เน้นการหาจุดที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ภารกิจหลักคือการเป็นผู้ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวสู่ความยั่งยืนได้จริง ซึ่งนอกจากจะสร้างผลดีต่อการเติบโตทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นการยกระดับสุขภาพคนไทยให้ออกจากวิกฤต NCDs และผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลไปพร้อมกัน

คุณหมอวัชระได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ในการยกระดับประเทศครั้งนี้ไว้ว่า “เราต้องการให้นักท่องเที่ยวมาเยือนประเทศไทยด้วยความเคารพในคุณค่าที่เรามี ไม่ใช่เพียงเพราะอาหารราคาถูกหรือการเดินทางที่สะดวกสบาย หากเราต้องการยกระดับประเทศให้มีมูลค่าสูงขึ้น การสร้างคุณค่าที่แท้จริงจะต้องเป็นสิ่งแรกที่เรานำเสนอ”

นอกจากนี้ ในมุมของการทำงานร่วมกับภาคเอกชน คุณหมอยังได้เสริมอีกว่า “เราไม่เลือกใช้วิธีการบังคับหรือประท้วงกดดันภาคธุรกิจ แต่โจทย์สำคัญของคะตะลิสต์คือการค้นหาจุดที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่ใช่งานที่สำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน แต่นี่คือหนทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุด”

ภัยเงียบ NCDs และทางรอดจาก Blue Zone

ภัยเงียบ NCDs และทางรอดจาก Blue Zone

บทเรียนจากประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า การรุกรานธรรมชาติและละเลยสวัสดิภาพสัตว์นำมาซึ่งหายนะ เช่น เชื้อ HIV จากการล่าลิง หรือไข้หวัดใหญ่สเปนจากการเลี้ยงหมูอย่างแออัด หากมนุษย์ยังมองข้ามความเป็นอยู่ของสัตว์ที่เป็นอาหาร สุดท้ายเราทุกคนย่อมล่มสลายไปด้วยกัน

ปัจจุบัน ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ได้มาจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่มาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs สถิติระบุว่า 74% ของอัตราการเสียชีวิตของคนไทยเกิดจากโรคกลุ่มนี้ คนไทยกว่า 27 ล้านคนมีภาวะน้ำหนักเกิน และอีก 20 ล้านคนกำลังป่วยด้วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ยังไม่นับรวมผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (Pre-DM) อีกถึง 5.7 ล้านคนที่กำลังรอคิวป่วย ความสูญเสียนี้แลกมาด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของ GDP ของประเทศ (อ้างอิงข้อมูลปี 2562)

ต้นตอสำคัญหนีไม่พ้นอาหารบนจานของเรา องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศชัดเจนว่าเนื้อสัตว์แปรรูปอย่างเบคอนและไส้กรอก เป็นสารก่อมะเร็งอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขณะที่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในเครื่องดื่ม 0% ก็มีข้อมูลระบุว่าเชื่อมโยงกับอัตราการเสียชีวิตสูงสุดจากโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตกในกลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกัน

ทางออกของวิกฤตินี้ถูกซ่อนอยู่ในเคล็ดลับของประชากรในพื้นที่ “Blue Zone” เช่น โอกินาว่า (ญี่ปุ่น) หรือ โลมา ลินดา (สหรัฐอเมริกา) ที่ผู้คนอายุยืนยาวเกินร้อยปีและมีสุขภาพแข็งแรง เคล็ดลับของพวกเขาคือการขยับร่างกายในชีวิตประจำวัน มีความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม มีเป้าหมายในการตื่นนอน และที่สำคัญที่สุดคือ กินอาหารแบบ Planetary Health Diet หรืออาหารที่ดีต่อสุขภาพของมนุษย์และโลกใบนี้ โดยเน้นอาหารจากพืช (ผัก, ผลไม้, ธัญพืชไม่ขัดสี, ถั่ว) เป็นหลัก

คุณหมอวัชระและ Catalyst จึงกำลังสร้าง Smart Food Index ดัชนีชี้วัดคุณภาพอาหารเชิงนิเวศน์และสุขภาพ ซึ่งเน้นอาหารที่อุดมไปด้วยพืช (Plant Rich) โดยมีสัดส่วนของพืช ผัก ผลไม้ และธัญพืชขัดสีน้อยถึง 95% และจำกัดเนื้อสัตว์ไม่เกิน 5% (เนื้อแดงไม่เกิน 14 กรัมต่อวัน) วิธีนี้นอกจากจะช่วยรักษาสุขภาพคนแล้ว ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากระบบปศุสัตว์แบบเดิมได้ถึง 49% ภายในปี 2593

ปรากฏการณ์ไข่อารมณ์ดี Happy Eggs

นอกเหนือจากเรื่องพืชผักแล้ว สวัสดิภาพสัตว์ก็เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ระบบการเลี้ยงไก่ไข่แบบกรงตับ (Battery Cage) ที่ถูกคิดค้นขึ้นในรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ได้กักขังไก่ไว้ในพื้นที่แคบๆ ตลอดชีวิต เพื่อเป้าหมายเดียวคือการลดต้นทุน

ความโหดร้ายนี้นำมาซึ่งความเสี่ยง สหภาพยุโรป (EU) ได้สั่งแบนการเลี้ยงระบบนี้ตั้งแต่ปี 2555 หลังพบว่ามันเพิ่มความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย Salmonella ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรงและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ในประเทศไทย Catalyst ได้ร่วมมือกับ University of Bristol และ University College Dublin เพื่อร่างมาตรฐานการเลี้ยงไข่ไก่แบบไม่ขังกรง และกำลังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อนำมาตรฐานนี้ไปใช้เป็น KU Standard

Catalyst วางบทบาทตัวเองเป็น Business Solution เพื่อช่วยฟาร์มในการเลี้ยงให้ถูกต้อง และเชื่อมโยง (Match) ผู้ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกัน ผ่านแคมเปญ Happy Egg Connect ผลลัพธ์ที่ได้คือแม้ต้นทุนการเลี้ยงจะเพิ่มขึ้นราว 10-15% หรือเพียงฟองละประมาณ 1 บาทในระบบอุตสาหกรรม แต่กลับสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับแบรนด์ เครือโรงแรมระดับโลกอย่าง Mandarin Oriental และ Best Western ได้เปลี่ยนมาใช้ไข่ไร้กรง 100% แล้ว ร้านเบเกอรี่ไทยรายหนึ่งค้นพบว่าไข่ไก่อารมณ์ดีช่วยลดกลิ่นคาว ทำให้ไม่ต้องใส่สารสกัดวานิลลาราคากิโลกรัมละหมื่นบาท อีกทั้งยังสามารถสร้างสรรค์เมนูใหม่และอัปเกรดราคาสินค้าได้ด้วยคุณภาพที่เพิ่มขึ้น

ศาสตร์การเลี้ยง Happy Eggs และการต่อยอดสู่สากล

ความสำเร็จของ Happy Egg มีเบื้องหลังคือกระบวนการเลี้ยงที่ละเอียดอ่อนและต้องผ่านการอบรมอย่างเข้มข้น การเลี้ยงไก่ไร้กรงไม่ใช่แค่การเปิดกรงแล้วปล่อยให้จบไป เพราะไก่ที่ถูกย้ายออกมาจากกรงตับจะเดินไม่เป็นและต้องถูกนำมาฝึกเดินใหม่ ผู้เลี้ยงต้องเข้าใจพฤติกรรมตามธรรมชาติของไก่ เช่น ต้องมีของเล่นให้จิกเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันเครียดแล้วจิกทำร้ายกันเองจนตาย นอกจากนี้ยังต้องมีการสร้างคอนให้ไก่เกาะนอนในความสูงที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ หากคอนผิดขนาด ไก่อาจกระโดดชนจนกระดูกหน้าอกหักได้ คะตะลิสต์จึงต้องทำงานร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดและผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างจริงจัง เพื่อให้การเลี้ยงได้มาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล

เพื่อเป็นการต่อยอดการรับรู้และสร้างเครือข่ายด้านสุขภาพที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในวันที่ 7 เมษายนนี้ คะตะลิสต์เตรียมจัดงานสัมมนาออนไลน์ระดับนานาชาติในหัวข้อ “International Symposium on NCD Smart Food” งานนี้ได้รวบรวมวิทยากรระดับโลกมาให้ความรู้เกี่ยวกับการกินอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก

นำโดย นพ.ไมเคิล เกรเกอร์ (Dr.Michael Greger) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการชาวอเมริกัน ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ “How Not to Die” หรือ คัมภีร์ชนะทุกโรค รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากจีน อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา และไทย เพื่อมาร่วมกันนำเสนอนโยบายและสร้างแรงบันดาลใจในการใช้อาหารเป็นยารักษาโรค ซึ่งทั้งหมดนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Smart Food Hub ภายในทศวรรษหน้า

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ทรูวิชั่นส์ ผนึก NTT Docomo ดึงซีรีส์-วาไรตี้ญี่ปุ่น 1,500 ตอน ลง TrueVisions Now

ชรานคร: เสียงสะท้อนจากความเงียบ และเมืองที่โอบกอดเราในวันบั้นปลาย

‘Vallex’ ชู ‘V-FOS’ นวัตกรรมพรีไบโอติกจากอ้อย รุกตลาด Bio-based

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar