Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ทางรอดสื่อยุค AI: ความรับผิดชอบและข่าวภาคสนาม

ทางรอดสื่อยุค AI: ความรับผิดชอบและข่าวภาคสนาม

ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงถาโถมเข้าใส่อุตสาหกรรมสื่อสารมวลชน ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่ได้ก้าวเข้ามาสร้างผลกระทบและเปลี่ยนแปลงรูปแบบเนื้อหาที่ส่งไปถึงผู้คนจำนวนมาก ปัจจุบันเราพบเห็นเนื้อหาที่สร้างจาก AI หรือ AI Generated Content กระจายตัวอยู่ทั่วไปบนโลกออนไลน์

สิ่งที่ตามมาคือความยากลำบากในการแยกแยะระหว่างความจริงและเรื่องที่ถูกสร้างขึ้น ข้อมูลเท็จถูกผลิตและส่งต่ออย่างแพร่หลาย ตั้งแต่คลิปวิดีโอจำลองภาพนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ไปจนถึงข่าวลือเรื่องข้อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่มีการนำเงินไปทิ้งลงถังขยะ เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวของสังคมออนไลน์ที่พร้อมจะรับและส่งต่อเนื้อหาโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง

ดาบสองคมแห่งความรวดเร็วและเส้นแบ่งของความรับผิดชอบ

ท่ามกลางปรากฏการณ์ดังกล่าว ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI มีความสามารถในการสร้างเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วและเป็นผู้ช่วยชั้นดีในการทำงาน “ปัจจุบันเราเห็นคลิปและข้อมูลในโซเชียลมีเดียมากมายจนยากที่จะแยกแยะได้ว่าสิ่งใดจริงหรือเท็จ เนื่องจากเทคโนโลยีสามารถสร้างเนื้อหาได้แนบเนียนยิ่งขึ้น”

ดร.ธนชาติระบุ พร้อมยกตัวอย่างการใช้งานเครื่องมืออย่าง Grok หรือ Claude เพื่อช่วยสแกนและสรุปข่าวสารในแต่ละวัน หรือการใช้ Nano Banana สร้างภาพอินโฟกราฟิกจำลองพิกัดสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลได้อย่างรวดเร็ว “สื่อที่มีคุณภาพเมื่อนำ AI มาเป็นผู้ช่วยคัดกรองข้อมูล จากที่เคยผลิตเนื้อหาได้วันละชิ้นสองชิ้น ก็อาจเพิ่มเป็นสิบชิ้นได้ แต่บรรณาธิการก็ยังคงต้องทำงานหนักในการตรวจสอบเช่นเดิม”

ความรวดเร็วนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม หากขาดการตรวจสอบจากมนุษย์ก่อนนำไปเผยแพร่ สื่อนั้นก็จะกลายเป็นสื่อที่ไม่มีคุณภาพในทันที แม้ในขอบเขตความผิดพลาดบางอย่าง เช่น การสะกดคำผิดบนแบนเนอร์หรืออินโฟกราฟิก อาจยังพออลุ่มอล่วยได้ในฐานะช่วงเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้เทคโนโลยี แต่หากความผิดพลาดนั้นสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสังคม องค์กรสื่อจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลกันเอง หรือ Governance ที่ชัดเจน เพราะสิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้เลยคือความรับผิดชอบ

ดร.ธนชาติ เน้นย้ำว่า “สิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้เลยคือความรับผิดชอบ เพราะท้ายที่สุดแล้วกระบวนการนี้ยังคงต้องการมนุษย์ที่เป็นผู้รับผิดชอบ” การทำงานสื่อจึงต้องอาศัยกระบวนการ Human-in-the-loop หรือการมีมนุษย์เป็นผู้ควบคุมดูแลเสมอ

นอกจากนี้ สื่อควรระบุอย่างชัดเจนและโปร่งใสเมื่อมีการใช้ผู้ช่วยที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ และสังคมเองก็ต้องได้รับการปลูกฝังเรื่อง Critical Thinking เพื่อแยกแยะสื่อให้เข้าใจ

คุณค่าที่แท้จริงของคนข่าวภาคสนามและปฐมภูมิของข้อมูล

ท่ามกลางความท้าทายจากการมาถึงของเทคโนโลยี คำตอบของการอยู่รอดในวิชาชีพสื่อสารมวลชนปรากฏชัดเจนที่ข่าวภาคสนาม ดร.ธนชาติ ชวนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า หากปราศจากคนทำงานภาคสนามแล้ว โซเชียลมีเดียหรือ AI จะไปดึงข้อมูลปฐมภูมิ หรือ First Data มาจากแหล่งใดแต่แรก

“นักข่าวที่เก่งและสามารถเจาะลึกข้อมูลได้จะยังคงอยู่รอด เทคโนโลยีไม่สามารถเข้ามาทดแทนคนกลุ่มนี้ได้ในการเจาะข่าว สัมภาษณ์ หรือเข้าใกล้ชิดแหล่งข่าวเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง”

สุดท้ายแล้ว AI อาจช่วยรวบรวมข้อมูลจากโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์แหล่งข่าว หรือค้นหาความจริงในเชิงลึกที่ไม่มีอยู่บนโซเชียลมีเดียได้ ดั่งเช่นการทำข่าวสืบสวนสอบสวนในคดีวอเตอร์เกต (Watergate) หรือรูปแบบการทำงานของสำนักข่าวอิศรา ผู้ที่ทำหน้าที่เพียงแค่รวบรวมข่าวหรือสร้างเนื้อหาต่อยอดจากโลกออนไลน์อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกทดแทน แต่นักข่าวที่ทำงานภาคสนามและเข้าใจในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่แท้จริง จะยังคงอยู่รอดและสร้างคุณค่าที่ AI ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เปิดอินไซต์ 100 Outperforming Enterprises: วัฒนธรรมองค์กรคืออาวุธลับธุรกิจ

ภูมิทัศน์สื่อไทย 2569: AI ครองห้องข่าว – ผู้บริโภคเน้น ‘ดู’ มากกว่า ‘อ่าน’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar