เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากที่เคยเป็นเพียงระบบถามตอบและค้นหาข้อมูล ได้วิวัฒนาการสู่การเป็นผู้ลงมือปฏิบัติงานแทนมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบในยุคของ Agentic AI การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างตลาดแรงงานและก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การปรับตัวเพียงระดับองค์กรจึงไม่เพียงพอ และถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรับมือกับเดิมพันครั้งสำคัญนี้
บริบทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านไปอย่างก้าวกระโดด ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบัน IMC และผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์เทคโนโลยี ได้อธิบายภาพรวมว่า ปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแชตบอตที่คอยตอบคำถาม สู่การเป็นผู้ลงมือทำอย่างเต็มตัวในรูปแบบที่เรียกว่า “AI Agent” หรือ Agentic AI โครงสร้างการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ในยุคนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนหลัก คือส่วนของสมองที่เป็นโมเดล ซึ่งมีการพัฒนาให้ฉลาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พัฒนาการดังกล่าวเห็นได้จากโมเดลต่างๆ เช่น GPT เวอร์ชัน 5.4, Claude 4.6, Gemini 3.1 รวมถึงโมเดลจากจีนอย่าง Qimi 32.5 หรือ Qwen 3.5 ส่วนที่สองคือส่วนของการลงมือทำ ซึ่งเปรียบเสมือนการเพิ่มกลไกให้ปัญญาประดิษฐ์สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
“ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้ช่วย ก้าวไปสู่คนลงมือทำ”
พัฒนาการด้านการลงมือทำเริ่มต้นจาก Web-based Agent เช่น ChatGPT Agent, Manus และ MiniMax ตามมาด้วย Browser-based Agent เช่น Perplexity โมเดล Comet ที่สามารถค้นหาและเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินบนเว็บไซต์เพื่อหาตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดได้โดยอัตโนมัติ ล่าสุดคือการพัฒนา Desktop Agent อย่าง Claude CoWork ที่สามารถทำงานกับเอกสารและไฟล์ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง
ตัวอย่างการทำงานของ Desktop Agent ได้แก่ การดึงข้อมูลจากไฟล์ PDF ใบแจ้งยอดบัตรเครดิตย้อนหลังไปกรอกและแยกหมวดหมู่ในโปรแกรม Excel หรือการจัดระเบียบไฟล์บทความที่กระจัดกระจายบนหน้า Desktop ให้แยกตามโฟลเดอร์และจัดเรียงตามปีได้เสร็จสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว ความสามารถระดับนี้ทำให้ AI Agent ทำหน้าที่เทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สอดคล้องกับที่ Jensen Huang ได้ระบุถึงแนวคิดกลยุทธ์ Open-Core และกล่าวว่า AI Agent คือรูปแบบของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่
สะเทือนตลาดแรงงาน
ความสามารถของ AI Agent จะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ดร.ธนชาติ ประเมินว่าอาจมีผู้สูญเสียงานในระดับหลักล้านคน ซึ่งจะเป็นผลกระทบสะสมในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า องค์กรหรือธุรกิจ SME ที่ต้องการลดต้นทุนจะเริ่มปรับลดพนักงานลง งานธุรการหรืองานจัดการทั่วไปที่เคยต้องใช้บุคลากรจำนวน 10 คนอาจถูกลดทอนเหลือเพียง 3-4 คน
ปรากฏการณ์นี้จะเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างการจ้างงานจากเดิมที่เป็นรูปทรงพีระมิด ให้กลายเป็นโครงสร้างรูปทรงข้าวหลามตัด (Diamond) โครงสร้างแบบใหม่นี้จะมีความต้องการผู้บริหารจัดการระดับกลาง (Middle Management) สูงขึ้น ในขณะที่ความต้องการพนักงานระดับเริ่มต้น (Junior) และผู้บริหารระดับสูง (Top Management) จะลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
“รูปแบบการจ้างงานใหม่เนื่องจาก AI Agent จะกลายเป็นรูปข้าวหลามตัด การจ้างงานระดับ Junior จะน้อยลง”
เมื่อปัญญาประดิษฐ์ลดข้อจำกัดด้านทักษะทางเทคโนโลยี สิ่งที่องค์กรต้องการคือบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะทาง (Domain) ในสายงานนั้นๆ แนวโน้มดังกล่าวยังนำไปสู่รูปแบบธุรกิจที่ใช้คนเพียงคนเดียว ที่สามารถผทำงานได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องจ้างทีมงาน
ในด้านความคุ้มค่าของการลงทุน การประยุกต์ใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ระดับสูงมีค่าบริการประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7,000 บาทต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับฐานเงินเดือนพนักงานระดับเริ่มต้นขั้นต่ำที่ 18,000 บาท การลงทุนกับ AI หนึ่งระบบให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าการจ้างพนักงานระดับเริ่มต้น 10 คน ซึ่งมีต้นทุนรวม 180,000 บาท นอกจากนี้ องค์กรอาจเลือกจ้างพนักงานระดับอาวุโสจำนวนน้อยเพื่อทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์แทนการจ้างพนักงานระดับปฏิบัติการจำนวนมาก
วิกฤตคิวามเหลื่อมล้ำK-Shape
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้จะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในรูปแบบ K-Shape ผู้บริหารหรือองค์กรที่มีความสามารถในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ในขณะที่บุคลากรหรือองค์กรที่ปรับตัวไม่ทัน จะเผชิญกับสภาวะถดถอยทางรายได้ สถานการณ์นี้นำไปสู่การเกิดช่องว่างทางความสามารถ (AI Divide) โดยกลุ่มธุรกิจ SME เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดและอาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก
จากการวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรม สายงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ (White Collar) และงานประจำที่มีลักษณะทำซ้ำ (Routine) ได้แก่ งานด้านไอทีและการเขียนโปรแกรม งานออกแบบกราฟิก งานสื่อมวลชน งานการตลาด งานแปลภาษา และงานบัญชีพื้นฐาน
ในทางกลับกัน สายงานที่อาศัยทักษะทางกายภาพหรืองานวิจัยขั้นสูงยังคงได้รับผลกระทบน้อย เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ อุตสาหกรรมอาหาร งานบริการ งานก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงงานวิจัยเชิงลึก (Deep Tech)
อย่างไรก็ตาม สายงานที่ใช้แรงงานกายภาพ (Blue Collar) เริ่มเผชิญกับปัจจัยทางเทคโนโลยีจากหุ่นยนต์กายภาพ (Physical AI) เช่น หุ่นยนต์ดูแลบ้านหรือผู้สูงอายุที่มีต้นทุนประมาณ 300,000 บาท ซึ่งสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 2 ปี หากหุ่นยนต์เหล่านี้ถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับระบบ AI Agent จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการแรงงานระดับปฏิบัติการในอนาคต
เดิมพันยุทธศาสตร์ชาติ
การเปลี่ยนแปลงระดับโลกเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมียุทธศาสตร์ชาติทางด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ชัดเจน การแก้ปัญหาไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในองค์กร แม้ปัจจุบันจะมีการดำเนินโครงการวิจัยโมเดลภาษาของไทยจากหน่วยงานรัฐ เช่น BDI แต่ในระดับมหภาค โครงการเหล่านี้ยังถือเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่ง
การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างต้องดำเนินนโยบายจากบนลงล่าง (Top-Down) โดยเริ่มต้นจากระดับนายกรัฐมนตรีที่ต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง (Lead by example) แนวทางนี้สอดคล้องกับการดำเนินงานของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ (Lawrence Wong) หรือยุทธศาสตร์ชาติ 4 ปีของประเทศจีนที่มีการระบุถึงแผนงานด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นรูปธรรม
“เรื่องที่สำคัญของโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้นำจะต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง”
ในเชิงการบริหาร ผู้นำระดับประเทศต้องมอบหมายนโยบายให้ทุกกระทรวงจัดทำแผนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์เฉพาะด้าน ตัวอย่างเช่น กระทรวงการคลังควรศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีปัญญาประดิษฐ์เพื่อนำมาเป็นมาตรการชดเชยแก่แรงงาน กระทรวงแรงงานและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องจัดทำกรอบการยกระดับทักษะ (Reskill และ Upskill) ในเชิงปฏิบัติจริง
นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องมีแผนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของภาคส่วนนั้นๆ ในท้ายที่สุด ภาครัฐควรดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI Impact) ที่มีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพื่อให้ทราบถึงมูลค่าเชิงเศรษฐกิจที่แน่ชัด ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการวางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว



