ปี 2569 เริ่มต้นมาด้วยแรงกดดันด้านพลังงานที่ครัวเรือนไทยสัมผัสได้ถึงปลายทาง แม้สาเหตุจะอยู่ไกลออกไปจากชายฝั่ง ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนต่อเนื่องได้ส่งผ่านมาสู่ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นจนกลายเป็นภาระชัดเจน ภาครัฐจึงเดินหน้ามาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของประเทศที่สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี
“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “Solar Rooftop: มาตรการใหม่คืนภาษี 200,000 บาท พลิกเกมพลังงานบ้านไทย” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้นทุน ผลตอบแทนของการติดตั้ง และผลเชิงเศรษฐกิจทั้งต่อครัวเรือนและประเทศ
มาตรการภาษี 2 แสนบาท เงื่อนไขตายตัวถึงปี 2571
จารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) กล่าวว่า มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนเจ้าของบ้านได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ต้องการลดค่าไฟในระยะยาวและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระดับครอบครัว
ผู้มีสิทธิต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า ติดตั้งระบบโซลาร์แบบ On-grid บนหลังคา ดาดฟ้า หรือพื้นที่อยู่อาศัยจริง กำลังการผลิตไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ และต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่ออก e-Tax Invoice พร้อมทั้งต้องเชื่อมต่อระบบกับโครงข่ายไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ให้เสร็จและยื่นขอใช้สิทธิ์ในปีภาษีที่ได้รับเชื่อมต่อเท่านั้น
“มาตรการนี้จำกัดหนึ่งหลังต่อหนึ่งสิทธิ์ และใช้ได้ครั้งเดียวตลอดโครงการจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571” คุณจารุวรรณกล่าว
คุณจารุวรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า การพิจารณาขนาดกำลังการผลิตที่ห้ามเกิน 10 กิโลวัตต์นั้น ภาครัฐจะดูจากขนาดของแผงโซลาร์เซลล์เป็นหลัก นอกจากนี้ แม้มาตรการจะอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายระบบแบตเตอรี่มาลดหย่อนได้ แต่มีข้อแม้สำคัญคือ ต้องติดตั้งพร้อมกับระบบโซลาร์เซลล์ใหม่เท่านั้น หากบ้านใดมีระบบโซลาร์อยู่แล้ว และต้องการซื้อแค่แบตเตอรี่ไปติดเพิ่ม จะไม่สามารถนำมาใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในโครงการนี้ได้ ส่วนบ้านที่ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เต็มเพดาน 10 กิโลวัตต์ไปแล้ว ก็จะไม่สามารถใช้สิทธิ์จากมาตรการนี้เพื่อติดตั้งเพิ่มได้อีก
ยอดติดตั้งเพิ่ม 30–40% ผู้บริโภคหันผลิตไฟเอง-ชาร์จ EV เอง
หลังภาครัฐประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีดังกล่าว เอกภัทร ปัญญาแก้ว ประธานบริหาร บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า เห็นแรงกระเพื่อมด้านอุปสงค์อย่างชัดเจน ยอดติดตั้งเพิ่มขึ้นราว 30–40% โดยมีทั้งปัจจัยฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงเวลาสูงสุดของการติดตั้งโซลาร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
“ครอบครัวไทยมองเห็นภาพ ‘ผลิตไฟเอง–ชาร์จเอง–ประหยัดจริง’ ได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายเอกภัทรกล่าว
สำหรับกำลังการผลิตที่เหมาะสมกับบ้านส่วนใหญ่ในไทย นายเอกภัทรกล่าวว่าเป็นระบบ On-grid ขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ ซึ่งครอบคลุมพฤติกรรมการใช้ไฟประมาณ 50–60% ของครัวเรือน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าช่วงกลางวัน และยังสามารถต่อยอดสู่ระบบสมาร์ทโฮม หรือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ตามความต้องการของผู้บริโภค
ส่วนข้อกังวลของลูกค้า ผู้เริ่มต้นติดตั้ง Solar Rooftop มักกังวลเรื่องระยะคืนทุน ขณะที่ลูกค้าที่มีความรู้เบื้องต้นจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของการติดตั้ง โดยบริษัทให้บริการครบวงจรทั้งประเมินระยะคืนทุนตามหน้างาน อธิบายมาตรฐานวิศวกรรมและความปลอดภัย ดูแลเอกสาร e-Tax Invoice รวมถึงขั้นตอนการขออนุญาตเชื่อมต่อไฟฟ้าเพื่อให้ใช้สิทธิ์ภาษีได้
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน การใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซีในหมวดโซลาร์พุ่ง 110%

ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop สูงสุด 200,000 บาท ถือเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้พลังงานทางเลือกกลายเป็นการลงทุนที่เข้าถึงได้จริง และช่วยให้สมาชิกวางแผนบริหารค่าใช้จ่ายได้โดยไม่กระทบรายได้หลัก
จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับ Solar Rooftop ในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนประกาศมาตรการลดหย่อนภาษี เมื่อนำข้อมูลก่อนและหลังการออกมาตรการมาเปรียบเทียบกัน พบว่าการใช้จ่ายเฉลี่ยผ่านบัตรเคทีซีในหมวด Solar Roof เพิ่มขึ้น 110% และจำนวนธุรกรรมเติบโตขึ้น 40%
“ผู้บริโภคเริ่มมองพลังงานแสงอาทิตย์ในฐานะเครื่องมือบริหารต้นทุนระยะยาว” คุณณัฐสิทธิ์กล่าว
เคทีซีมีพันธมิตรผู้ประกอบการ Solar กว่า 21 รายทั่วประเทศ และมีแผนขยายเครือข่ายพันธมิตรให้เพิ่มมากขึ้นภายในช่วงปลายปี โดยทุกรายผ่านการคัดเลือกเพื่อให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีและบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” รวมกว่า 3 ล้านบัตร มั่นใจได้ถึงคุณภาพเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการติดตั้ง และความคุ้มค่าในระยะยาว สมาชิกยังสามารถรับสิทธิผ่อน 0% สูงสุด 10 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน และใช้คะแนน KTC FOREVER รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13% ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2569 – 30 พฤศจิกายน 2569 ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ในด้านความร่วมมือทางธุรกิจ นายเอกภัทรคาดการณ์ว่าจากโปรแกรมส่งเสริมการขายและฐานสมาชิกบัตรเคทีซี จะช่วยให้บริษัทมียอดติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2,000 รายภายในปี 2571 โดยเฉพาะในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 500–600 หลังคาเรือน และคาดหวังการเติบโตในหมวดโซลาร์เซลล์เกินกว่า 15%
ลงทุนแสนต้น ๆ คืนทุน 5–6 ปี เทคโนโลยีถึงจุดเติบโตเต็มที่
เมื่อพูดถึงตัวเลขต้นทุนที่จับต้องได้ คุณเอกภัทรให้ข้อมูลว่า ขนาดระบบที่เป็นที่นิยมคือประมาณ 5 กิโลวัตต์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 แสนต้นๆ ถึงแสนกลางๆ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างหลังคาหน้างาน โดยจะช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 2,000 กว่าบาทถึง 4,000 บาทต่อเดือน สำหรับระบบ On-grid อย่างเดียว ระยะเวลาคืนทุนจะอยู่ที่ประมาณ 5–6 ปี
ปัจจุบันเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ถือว่าเติบโตเต็มที่และนิ่งมากแล้ว ส่วนราคาอยู่ในจุดที่ต่ำสุด และมีแนวโน้มที่ต้นทุนวัสดุอาจปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต จากปัจจัยเรื่องกำแพงภาษีของจีน และราคาแร่หายากที่ใช้เป็นส่วนประกอบในแผงโซลาร์เซลล์
การรับประกันระบบตามมาตรฐานปัจจุบัน อินเวอร์เตอร์รับประกันขั้นต่ำประมาณ 10 ปี ส่วนแผงโซลาร์เซลล์รับประกัน 30 ปี โดยรับประกันผ่านทางผู้ผลิต และรับประกันงานติดตั้งประมาณ 2–3 ปี
รับซื้อไฟฟ้าคืน 2.20 บาทต่อหน่วย 10 ปี มีผู้เข้าร่วมแล้วกว่า 1.3 หมื่นราย
จากข้อมูลของกระทรวงพลังงาน โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับบ้านอยู่อาศัย (โซลาร์ภาคประชาชน) กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินอยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยที่ผ่านมามีผู้ผ่านการจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) แล้ว 13,937 ราย คิดเป็นปริมาณรวม 76,846 กิโลวัตต์
คุณจารุวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรื่องการกำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติม อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อบรรจุในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งทางภาครัฐกำลังเร่งผลักดันให้ชัดเจนภายในปีนี้
จากเป้าหมายเดิมที่รัฐตั้งไว้ 90 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีผู้ผ่านการจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) แล้ว 13,937 ราย คิดเป็นปริมาณ 76,846 กิโลวัตต์ และมีผู้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แล้วถึง 16,361 ราย คิดเป็นปริมาณ 89,585 กิโลวัตต์
ภาครัฐตั้งเป้า 9 หมื่นครัวเรือน ดันเศรษฐกิจ 2 หมื่นล้าน ลดนำเข้า LNG 9.4 หมื่นตัน
คุณจารุวรรณ กล่าวว่า ภาครัฐตั้งเป้าหมายว่ามาตรการนี้จะครอบคลุมผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 90,000 ครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมของประเทศหลายด้าน ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ 20,250 ล้านบาท การลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 94,000 ตัน การลดการใช้ไฟฟ้า 585 ล้านหน่วยต่อปี การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 0.28 ล้านตันต่อปี และการสร้างงานใหม่มากกว่า 450 ตำแหน่ง
“การลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจะช่วยลดภาระต้นทุนของประเทศที่สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี”
แม้จะไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีนี้ ตลาดโซลาร์ภาคประชาชนก็มีการเติบโตสูงถึง 800–1,000 เมกะวัตต์ต่อปีอยู่แล้ว สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา ค่าไฟเคยพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 5 บาทต่อหน่วย ทำให้โควตารับซื้อไฟฟ้าเดิมของรัฐเต็มอย่างรวดเร็ว
สอดคล้องกับที่คุณเอกภัทรระบุว่า ปัจจุบันยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนของเอโซลาร์กระโดดขึ้นจากประมาณ 10 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาททันทีในช่วง 2 เดือนแรกของปี พร้อมระบุว่าการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และตลาดต้องการแรงงานฝีมือจำนวนมาก โดยความท้าทายคือเรื่องกำลังคนในการติดตั้งที่ต้องขยายตัวตามความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น
ข้อควรรู้ก่อนใช้สิทธิ์: ชื่อเอกสารต้องตรงกัน คอนโดฯ ไม่ร่วมรายการ
เงื่อนไขเชิงลึกของการลดหย่อนภาษีที่นางสาวจารุวรรณกล่าวถึงคือ สิทธิ์หนึ่งคนต่อหนึ่งมิเตอร์ต่อหนึ่งระบบ จำเป็นอย่างยิ่งที่ชื่อที่ปรากฏในเอกสารทั้งหมดต้องเป็นบุคคลเดียวกัน ตั้งแต่ชื่อผู้ซื้อใน e-Tax Invoice ชื่อเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า ชื่อผู้ขออนุญาตเชื่อมต่อโครงข่าย และชื่อผู้ขอใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี
สำหรับที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม มาตรการนี้ให้เฉพาะบ้านอยู่อาศัย (มิเตอร์ไฟประเภท 1) เท่านั้น เนื่องจากคอนโดมิเนียมมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ติดตั้ง รวมถึงความซับซ้อนในการแบ่งสิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้กับครัวเรือนจำนวนมากที่อาศัยร่วมกัน จึงเป็นไปได้ยาก
ส่วนกลุ่มผู้ที่ไม่ได้เสียภาษี ภาครัฐจะเน้นมาตรการด้านการอำนวยความสะดวกเป็นหลัก เช่น การปรับปรุงกระบวนการยื่นขอเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าให้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือกับสถาบันการเงินเพื่อจัดทำโปรโมชั่นสินเชื่อสนับสนุน
สิทธิ์ใช้ได้ถึงปี 2571 ต้องใช้ในปีที่เชื่อมต่อระบบแล้วเท่านั้น
คุณจารุวรรณกล่าวถึงเงื่อนไขเวลาในการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีว่า เงื่อนไขคือหนึ่งคนใช้สิทธิ์ได้หนึ่งครั้ง ภายใต้กรอบเวลาสามปี (จนถึง 31 ธันวาคม 2571) หากปีนี้ยังไม่พร้อมทางการเงิน สามารถไปติดตั้งในปีหน้าได้
“ข้อบังคับสำคัญคือ จะต้องใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในปีภาษีเดียวกับที่ได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าแล้วเท่านั้น” นางสาวจารุวรรณกล่าว
ระบบแบตเตอรี่ติดตั้งร่วมได้ วงเงินลงทุนใกล้เคียง 2 แสนบาท
สำหรับผู้ที่สนใจติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน คุณจารุวรรณกล่าวว่า แม้เงื่อนไขจะระบุว่าให้ติดตั้งระบบ On-grid (เชื่อมต่อโครงข่าย) แต่สามารถติดตั้งร่วมกับแบตเตอรี่ได้ โดยนายเอกภัทรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การลงทุนติดตั้งทั้งแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ขนาดประมาณ 5–7 กิโลวัตต์ จะใช้เงินลงทุนอยู่ในช่วงใกล้เคียง 2 แสนบาท
เทรนด์เทคโนโลยี Smarter Living: มิเตอร์ TOU และ V2H
อัจฉรา ปู่มี ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และคุณเอกภัทร ได้ร่วมกันให้มุมมองเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยคุณเอกภัทรระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคนิยมขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นแบบ TOU (Time of Use) ควบคู่กับการติดโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตไฟใช้ฟรีในช่วงกลางวัน และเลือกดึงไฟจากการไฟฟ้าเฉพาะช่วงกลางคืน (หลัง 22.00 น.) ซึ่งมีอัตราค่าไฟถูกกว่า
นอกจากการใช้โซลาร์ชาร์จรถ EV แล้ว คุณเอกภัทรกล่าวเสริมว่า ในอนาคตมีแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะนำรถ EV มาทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่สำรอง เพื่อจ่ายไฟย้อนกลับเข้าบ้านได้ (V2H หรือ Vehicle to Home) ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการพลังงานในครัวเรือนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ข้อควรระวังด้านการเงิน: ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ชำระคืนให้ตรงตามกำหนด
เคทีซีเน้นย้ำข้อควรระวังด้านการเงินว่า ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและชำระคืนเต็มจำนวนตามกำหนดจะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี ส่วนผู้ถือบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ย 20–25% ต่อปี
ความร่วมมือทุกภาคส่วนนำสู่ Smarter Living
คุณอัจฉรากล่าวว่า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการโซลูชั่นด้านประสิทธิภาพพลังงานมายาวนาน เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านไทยจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย ไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนวัตกรรมในบ้านเริ่มเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานสะอาด เช่น เครื่องทำน้ำร้อนจากเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องปรับอุณหภูมิสระว่ายน้ำของ PAC Regenerating Energy ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้ครัวเรือนบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
“สิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าใจที่ถูกต้อง” คุณอัจฉรากล่าว “เมื่อประชาชนรู้ว่าต้องเตรียมอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร และควรเริ่มต้นตรงไหน มาตรการนี้จะกลายเป็นแรงขับที่ทำให้บ้านไทยก้าวสู่ Smarter Living ได้จริงในอนาคตอันใกล้”
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
MU SYNERGY: มหิดลจับมือ 200 พันธมิตรธุรกิจ พลิกงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ
ผ่ากลยุทธ์ CRC ผนึก Emart ปั้น ‘No Brand’ ชู Value Retail เจาะกลุ่ม Smart Shopper



