Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

MU SYNERGY: มหิดลจับมือ 200 พันธมิตรธุรกิจ พลิกงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ

MU SYNERGY: มหิดลจับมือ 200 พันธมิตรธุรกิจ พลิกงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวนและสงครามการค้ารุนแรงขึ้น จำเป็นต้องอาศัยมากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ คำถามที่หลายประเทศกำลังเผชิญคือ จะสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนได้อย่างไร หากประเทศไทยมีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ที่ใช้งานจริงในโรงพยาบาลกว่า 700 แห่ง ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยกว่า 7.4 ล้านราย โรงงานผลิตยาชีววัตถุมูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท เทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ที่พร้อมทดลองในมนุษย์ภายใน 5 ปี และระบบการศึกษาที่ผลิตกำลังคนให้พร้อมทำงานได้ทันที

นี่คือคำตอบที่มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับพันธมิตรภาคธุรกิจกว่า 200 ราย นำเสนอผ่านยุทธศาสตร์ MU SYNERGY: Real World Impact in Action ยุทธศาสตร์ที่ตั้งเป้าปลดล็อกงานวิจัยสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เปลี่ยนบทบาทมหาวิทยาลัยจากผู้ผลิตองค์ความรู้สู่ฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ท่ามกลางกระแสการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย

ความท้าทายทางเศรษฐกิจและบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัย

ท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยืดเยื้อ และความผันผวนของราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนได้

“ในปี 2569 มหาวิทยาลัยมหิดลได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่ 2 ของยุทธศาสตร์ Real World Impact ภายใต้แนวคิด MU SYNERGY: Real World Impact in Action เน้นการลงมือทำจริงและการผนึกกำลังกับภาคเอกชนให้เข้มข้นยิ่งขึ้น” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว “เป้าหมายคือปลดล็อกข้อจำกัดทางวิชาการ และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมและขับเคลื่อนประเทศ”

มหาวิทยาลัยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวผ่าน 5 เสาหลักที่ออกแบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ได้แก่ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ การสร้างโรงงานยาชีววัตถุ การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต และการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเศรษฐกิจใหม่

ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์: จากข้อมูลสุขภาพสู่ความแม่นยำในการรักษา

การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์เกิดขึ้นผ่านความร่วมมือกับบริษัท เอ็นวิเดีย (NVIDIA) และบริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการลงทุนเทคโนโลยีประมวลผลประสิทธิภาพสูง เอ็นวิเดีย เอช 200 (NVIDIA H200) เพื่อสร้างคลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Lake) และระบบปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพหลายมิติ ตั้งแต่ระดับพันธุกรรมจนถึงข้อมูลรายบุคคล

ระบบวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดที่มีความแม่นยำสูงถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ถูกนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาลกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยกว่า 7.4 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 200 ล้านบาท

นอกเหนือจากเอกซเรย์ปอดแล้ว มหาวิทยาลัยยังนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยวิเคราะห์ภาพแมมโมแกรมเพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม และการอ่านภาพซีทีสแกนสมอง เพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำยิ่งขึ้น การดำเนินงานดังกล่าวยังขยายไปสู่ความร่วมมือกับไต้หวันในการทำเฟเดอเรเต็ดเลิร์นนิง (Federated Learning) เพื่อแลกเปลี่ยนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ในการอ่านภาพเอกซเรย์และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจระหว่างกัน

เจนเซิน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอ็นวิเดีย ให้ทุนสนับสนุนมูลค่าประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ของประเทศไทย

โรงงานยาชีววัตถุ: ลงทุน 1,300 ล้านบาท พลิกโครงสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์

โครงการเอทีเอ็มยู (ATMU) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด และบริษัทเอกชนชั้นนำ ภายใต้งบลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท ผ่านการพัฒนาโมเดลทวินแฟซิลิตี (Twin Facility) ที่เชื่อมงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการสู่โรงงาน

เป้าหมายของโครงการคือการยกระดับประเทศไทยจากประเทศผู้นำเข้ายามูลค่าสูง สู่การเป็นผู้พัฒนาและผลิตเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงด้วยตนเอง ลดการไหลออกของเม็ดเงินจากการนำเข้า พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งและโรคหายาก ในต้นทุนที่เหมาะสม

ปัจจุบันการรักษาด้วยเซลล์คาร์ที (CAR T-Cell) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งได้ดำเนินการสำเร็จแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ราย ขณะที่การทดลองฉีดไวรัสดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อรักษาโรคพาร์กินสันอยู่ระหว่างความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์: ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยหลายแสนราย

การขาดแคลนอวัยวะเป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการรักษาโรคระยะรุนแรงในประเทศไทยและทั่วโลก มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ บริษัท เบทาโกร จำกัด และบริษัท เอนซีโน (Nzeno) ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ ตั้งแต่เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมขั้นสูงไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางชีวภาพระดับสูง

โครงการนี้มุ่งพัฒนา “หมูดัดต่อยีน” เป็นต้นแบบสำหรับการปลูกถ่ายในมนุษย์ โดยใช้หมูพันธุ์จากเกาะออกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งไม่มีไวรัสเจือปนในยีน

“อนาคตประเทศไทยน่าจะเป็นแหล่งผลิตอวัยวะหมูที่เป็นอะไหล่ให้มนุษย์ได้เป็นอย่างดี” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าว

หากโครงการสำเร็จจะช่วยวางรากฐาน “ระบบอวัยวะทางเลือก” (Alternative Organ Supply) ให้กับประเทศในระยะยาว ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการล้างไตที่สูงกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยหลายแสนราย มหาวิทยาลัยเตรียมจัดตั้งโรงเรือนปลอดเชื้อพิเศษ (DPF) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัย และเป็นก้าวเร่งสู่การทดลองในมนุษย์ระดับคลินิกภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี

อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต: ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่นวัตกรรมระดับโลก

มหาวิทยาลัยมหิดลขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อเศรษฐกิจมูลค่าสูงผ่านโครงการ “สายมหิดล” (SAI Mahidol) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาพื้นที่ยุทธศาสตร์กว่า 13 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสารสกัดมูลค่าสูง (Active Ingredients) จากวัตถุดิบไทย โดยเฉพาะเห็ดและสมุนไพร เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“การเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าว

งานวิจัยด้านสมุนไพรไทยที่กำลังดำเนินการ ได้แก่ การวิเคราะห์สารเบต้ากลูแคนในเห็ด การพัฒนาโปรไบโอติกสายพันธุ์ไทยเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมสุขภาพ และการสกัดสารแอนโทไซยานินจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแก้ปัญหาผมหงอกและผมร่วง ขณะที่ “ผักแปม” ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรไทย กำลังถูกศึกษาวิจัยเพื่อช่วยบำรุงด้านความจำ

ต้นแบบความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้วคือนิวทริโฟล (Nutriflow) ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร นวัตกรรมจากสถาบันโภชนาการ ที่ใช้เทคโนโลยีปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะสมกับการเคี้ยวและการกลืน ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและผู้มีข้อจำกัดด้านโภชนาการ ปัจจุบันสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ด้วยยอดจำหน่ายสะสมกว่า 21 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตกว่า 100 เปอร์เซ็นต์

การปฏิรูปการศึกษา: ผลิตกำลังคนพร้อมทำงานทันที รองรับเศรษฐกิจใหม่

การยกระดับทุนมนุษย์ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศเป็นอีกภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย ในปีนี้มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงระบบผ่านโมเดลการเรียนรู้แบบซีดับเบิลยูไออี (CWIE: Cooperative and Work-Integrated Education) ที่ผสานการเรียนเข้ากับการทำงานจริงตั้งแต่วันแรก เชื่อมโยงกับพันธมิตรระดับโลกกว่า 140 แห่ง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานบนโจทย์จริงในภาคอุตสาหกรรม

ระบบคลังหน่วยกิต (MU-CBS) ถูกออกแบบให้ผู้เรียนสามารถสะสมแฟ้มสะสมผลงานทักษะ (Skill Portfolio) ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ตลาดงานที่ต้องการทักษะเฉพาะทางมากกว่าวุฒิการศึกษา ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและการผลิต รวมถึงหลักสูตรอนุปริญญาสาขาการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีทักษะด้านความยั่งยืนและการสื่อสารสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความพร้อมทำงานได้ทันที (Zero-Day Readiness)

มหาวิทยาลัยยังขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังภูมิภาคด้วยการเปิดหลักสูตรออนไลน์ 60 เปอร์เซ็นต์ที่วิทยาเขตอำนาจเจริญ เพื่อพัฒนาทักษะข้าราชการและคนวัยทำงานในด้านปัญญาประดิษฐ์และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งได้รับความสนใจจนเต็มความจุ

มุมมองภาคอุตสาหกรรม: โอกาสของไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เวลาทำธุรกิจต้องมองภาพใหญ่เสมอว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วจะกระทบหรือเป็นโอกาสต่อภูมิภาคและประเทศของเราอย่างไร “สงครามหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หลายคนตกใจ แต่เรามองว่านี่คือโอกาสของอาเซียนที่จะเติบโตอย่างมหาศาล โลกไม่ได้เป็นเหมือนเดิม ไม่ใช่แค่ดีคัปปลิ้ง (Decoupling) แต่มันคือการเปลี่ยนถ่ายมหาอำนาจโลก (The Changing World Order)”

ในปีที่ผ่านมา การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยพุ่งสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มา และสูงกว่าเวียดนาม โดยการลงทุนในด้านดิจิทัลกว่า 7 แสนล้านบาท อิเล็กทรอนิกส์กว่า 2 แสนล้านบาท และพลังงานอีกแสนล้านบาท “ใครที่บอกว่าไทยไม่ใช่ฐานของอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ต้องดูตัวเลขเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็เกือบ 1 ล้านล้านบาทแล้ว มีบริษัทระดับโลกหลายแห่งเลือกใช้ไทยเป็นฐานสำคัญ” นางสาวจรีพร กล่าว

คุณจรีพร กล่าวถึง 4 เสาหลักในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านประเทศไทย (Thailand in Transition) เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วย การปรับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมไปสู่กรีนอินฟราสตรักเจอร์ (Green Infrastructure) เอไออินฟราสตรักเจอร์ (AI Infrastructure) และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ที่จะเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทร เปลี่ยนไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าที่สำคัญของโลก การยกระดับทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่งานวิจัยต้องพุ่งเป้าให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม การปรับปรุงกฎระเบียบ (Policy & Investment Facilitation) ให้สั้นลง และการวางตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่คุณค่าโลก (Repositioning) ให้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนโลกในทุกอณู

นอกจากนี้ คุณจรีพร ยังเสนอทิศทางยุทธศาสตร์ให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ใน 6 ด้าน ได้แก่ ศูนย์กลางสุขภาพและอายุยืนระดับโลก (Global Health & Longevity Hub) ต่อยอดความแข็งแกร่งด้านการแพทย์สู่นวัตกรรมสุขภาพ ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารระดับโลก (Global Food Innovation Hub) เปลี่ยนจากการขายสินค้าเกษตรปริมาณมากไปสู่นวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง ศูนย์กลางประสบการณ์มูลค่าสูง (High-Value Experience Hub) ยกระดับการท่องเที่ยวสู่มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ ศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Smart & Green Industrial Hub) ศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ (AI Hub) ไม่เป็นเพียงผู้ใช้แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านเอไอ และศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาค (Regional Financial Hub) ใช้โอกาสจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ทางรอดอุตสาหกรรมไทย: การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างและยุทธศาสตร์ 4 GO

คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันและรุนแรง ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สงครามการค้า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) “สิ่งที่ไทยเผชิญมาตลอดคือความสามารถในการแข่งขันลดลง จากอดีตที่เราเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมมารับจ้างผลิต (OEM) จนเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย (Detroit of Asia) แต่ปัจจุบันจีดีพี (GDP) ของไทยโตไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ มาเป็น 10 ปีแล้ว หากเราไม่เปลี่ยนโครงสร้างการผลิต กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าในปี 2573 เศรษฐกิจไทยอาจร่วงลงไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 ของอาเซียน จากที่เคยเป็นอันดับ 2”

ภาคอุตสาหกรรมไทยปัจจุบันมี 46 กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industry) และ 2 อุตสาหกรรมใหม่คือ การบินและอวกาศ กับ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การจะอยู่รอดได้ต้องแก้จุดปวด (Pain Point) 4 ข้อ ได้แก่ การเปลี่ยนจากรับจ้างผลิตไปสู่การสร้างนวัตกรรมและแบรนด์ของตัวเอง (ODM/OBM) การเปลี่ยนจากการใช้แรงงานเข้มข้นไปสู่การใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล เอไอ ออโตเมชัน และหุ่นยนต์ (Robotics) การเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อผลกำไรสูงสุดไปสู่การสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนจากแรงงานไร้ทักษะไปสู่แรงงานทักษะสูง

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงยุทธศาสตร์ 4 GO เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ประกอบด้วย GO Digital & AI ทรานส์ฟอร์มภาคอุตสาหกรรมให้ใช้เอไออย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาคนลดลงและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยสภาอุตสาหกรรมฯ มีโครงการนำร่อง (AFTI) ที่ช่วยผู้ประกอบการใช้เอไอจนสามารถลดต้นทุนได้ 25-30 เปอร์เซ็นต์ GO Innovation ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตั้งกองทุนนวัตกรรม 1,000 ล้านบาท (Matching Fund) เพื่อจับคู่สตาร์ทอัพกับเอสเอ็มอีที่มีความต้องการจริง นำไปสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ (Commercialization) GO Global ผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในสายการผลิตโลก (Global Supply Chain) ของอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และส่งเสริมความมั่นคงทางซัพพลายเชน และ GO Green ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมุ่งสู่ความยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) 2050

เทรนด์ของโลกกำลังมุ่งไปสู่ความยั่งยืนและเทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) อุตสาหกรรมที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ให้ประเทศไทย ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ยกระดับจากการขายสินค้าเกษตรเพื่อกินให้อิ่ม สู่แนวคิด “You are what you eat” เน้นคุณค่าทางโภชนาการและเทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness) ใช้จุดแข็งด้านสาธารณสุขของไทยเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ทั่วโลก รถยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (EV & Intelligent Electronics) วางเป้าเป็นฐานการผลิตทั้งรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า (Dual Hub) และออโตเมชันและหุ่นยนต์ (Automation & Robotics) เปลี่ยนโรงงานที่เปิดไฟสว่างและใช้คนจำนวนมาก (Bright factory) สู่โรงงานมืด (Dark factory) ที่ใช้หุ่นยนต์และเอไอทำงาน 24 ชั่วโมงเพื่อลดต้นทุน

ความร่วมมือกับภาคเอกชน: การปรับหลักสูตรตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม

ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับภาคเอกชนที่เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งคือการร่วมมือกับบริษัท เดลต้า อิเลคโทรนิคส์ (Delta Electronics) ทั้งในไต้หวันและไทย เพื่อปรับหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการวิศวกรของบริษัทกว่า 1,000 คน โดยเดลต้าจะให้ทุนสนับสนุนนักศึกษาไปฝึกงานที่ไต้หวัน พร้อมการันตีการทำงานหลังจากจบการศึกษา

นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการยกระดับจากสภาธุรกิจมาเป็น “สภานวัตกรรม” เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและจับคู่พันธมิตรด้านเทคโนโลยีระดับโลก โดยมีการพูดคุยกับประเทศอิสราเอล ไต้หวัน และมหาวิทยาลัยชิงหัวของจีนแล้ว ขณะเดียวกันสภาอุตสาหกรรมฯ กำลังผลักดันยุทธศาสตร์ “เมดอินไทยแลนด์” (Made in Thailand) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการถูกกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา

การสร้างผลกระทบทางนโยบายสาธารณะ

นอกเหนือจากการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว การสร้างผลกระทบในโลกแห่งความเป็นจริง (Real World Impact) ยังหมายรวมถึงการผลักดันนโยบายสาธารณะที่สำคัญ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลที่พบว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยเลิกบุหรี่ แต่กลับทำให้วัยรุ่นหญิงติดบุหรี่มากขึ้น นำไปสู่การผลักดันนโยบายต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศ

“งานวิจัยจะต้องไปทำให้คนมีสุขภาวะที่ดีขึ้น ต้องทำให้เกิดนโยบายสาธารณะที่สำคัญขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเมื่อผลิตนวัตกรรมเกิดขึ้น ต้องผลักดันให้เกิดผลทางเศรษฐกิจจริง” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าว

กลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

มหาวิทยาลัยมหิดลดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ Real World Impact (ปี 2567-2571) โดยใช้ 3 กลไกหลัก ได้แก่ กลไกที่ 1 การสานภารกิจวิจัย มุ่งเน้นการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายระดับโลก เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากบนหิ้งสู่ห้างให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ กลไกที่ 2 การเพิ่มอำนาจผู้เรียน พัฒนาระบบการศึกษาแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงที่พร้อมทำงานได้ทันที และกลไกที่ 3 การขยายผลสัมฤทธิ์ ยกระดับการดำเนินงานภายในให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และยั่งยืน เพื่อสนับสนุนภารกิจของมหาวิทยาลัยในทุกมิติ

“ความสำเร็จของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกิดจากการผนึกกำลังอย่างใกล้ชิดกับผู้นำภาคธุรกิจระดับประเทศ อาทิ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น สยามไบโอไซเอนซ์ และเบทาโกร ที่ร่วมกันผลักดันให้นวัตกรรมกลายเป็นเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทย” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เปลี่ยนเซลล์เป็นยา: นวัตกรรม HealthTech ไทย สู่การพิชิตโรคร้าย

Agentic AI: ปัญญาประดิษฐ์ลงมือทำ เดิมพันยุทธศาสตร์ชาติไทย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar