Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เปลี่ยนเซลล์เป็นยา: นวัตกรรม HealthTech ไทย สู่การพิชิตโรคร้าย

เปลี่ยนเซลล์เป็นยา: นวัตกรรม HealthTech ไทยสู่การพิชิตโรคร้าย

ลองจินตนาการถึงวันที่เราหรือคนที่เรารักต้องเผชิญกับคำวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง ภาพจำในอดีตมักเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นต่อคิวการรักษาที่ยาวเหยียดและผลข้างเคียงที่บั่นทอนร่างกายและจิตใจ ทว่าในปัจจุบัน สถานการณ์ของโรคมะเร็งกำลังเปลี่ยนแปลงไป แม้เราจะพบผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 150,000 คนต่อปี มีผู้เสียชีวิตกว่า 80,000 คนต่อปี และพบในกลุ่มคนอายุน้อยลงเรื่อย ๆ

เมื่อเจาะลึกถึงสถิติจะพบว่า มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ คือภัยคุกคามอันดับต้น ๆ ของผู้ชายไทย ในขณะที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับมะเร็งเต้านมในสัดส่วนที่สูงถึงเกือบ 27% แต่ในความมืดมิดนั้น โลกแห่งนวัตกรรมทางการแพทย์กำลังสาดแสงสว่างแห่งความหวังครั้งใหม่

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกก้าวต่อไปของการแพทย์ไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “การแพทย์แม่นยำ” ตั้งแต่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยคัดกรองภัยเงียบ ไปจนถึงปาฏิหาริย์แห่งเทคโนโลยี “ยามีชีวิต” (Cell and Gene Therapy) ที่สามารถนำเซลล์ในร่างกายมาตัดต่อพันธุกรรมให้กลายเป็นซูเปอร์แมนปราบมะเร็ง ที่สำคัญคือ นวัตกรรมระดับโลกเหล่านี้กำลังถูกพัฒนาและผลักดันโดยฝีมือทีมนักวิจัยไทย เพื่อทลายกำแพงเรื่องค่าใช้จ่ายอันมหาศาล และเปิดประตูให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างยั่งยืน เป็นการเรียบเรียงจากงาน Healthspan Festival 2026

เจาะรหัสพันธุกรรมสู่การแพทย์แม่นยำ

การรักษามะเร็งได้ก้าวข้ามยุคของการหว่านแหด้วยยาเคมีบำบัดที่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติ ไปสู่ยุคของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ศ.ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้อธิบายว่าวิวัฒนาการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) และภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ที่เข้าไปจัดการกับเซลล์มะเร็งได้อย่างเฉพาะเจาะจง ผนวกกับการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Surgery) ที่มีอุปกรณ์ขนาดเล็กจิ๋วมาใช้ ทำให้แพทย์สามารถเข้าถึงจุดที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ แผลผ่าตัดจึงมีขนาดเล็กและลดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้น การแพทย์ยุคใหม่ยังก้าวลึกไปถึงระดับพันธุกรรม ด้วยการตรวจคัดกรองยีน (Genomic Screening) ดังเช่นกรณีศึกษาของนักแสดงฮอลลีวูด แองเจลินา โจลี ที่สามารถตรวจพบความเสี่ยงและรับมือได้ล่วงหน้า รวมไปถึงนวัตกรรมการนำเนื้อเยื่อมะเร็งมาเพาะเลี้ยงภายนอกที่เรียกว่า ออร์แกนอยด์ (Organoid) เพื่อทดสอบหาตัวยาที่ตอบสนองได้ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารชีวภาพ (Biobank) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล ISO 2018 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่องานวิจัยขั้นสูง

“การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ยาหรือการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.พญ.อติพร กล่าว

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการทลายกำแพงโรคเงียบ

ศ.นพ.มล.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล

ความท้าทายสำคัญของมะเร็งคือธรรมชาติของการเป็นโรคเงียบที่แทบไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น การคัดกรองโรคจึงเป็นด่านหน้าที่มีความสำคัญสูงสุด ทางด้าน ศ.นพ.มล.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะเข้ามาพลิกโฉมวงการนี้อย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีการนำ AI มาวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดเพื่อค้นหารอยโรคที่อาจเป็นมะเร็ง ดังเช่นเทคโนโลยี Ramai รวมถึงการใช้ AI คัดกรองภาพแมมโมแกรมสำหรับมะเร็งเต้านม

เพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยมหิดลกำลังเดินหน้าหารือร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง NVIDIA เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่มีระบบประมวลผลขั้นสูง (High Power Computing) ศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่รวบรวมฐานข้อมูลทางการแพทย์ขนาดใหญ่จากโรงพยาบาลถึง 11 แห่ง เพื่อสร้างโมเดล AI ที่เชื่อมโยงกับข้อมูลทางพันธุกรรม ซึ่งจะช่วยปูทางไปสู่การค้นพบรูปแบบการรักษาใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับบริบทของคนไทยอย่างแท้จริง

ปาฏิหาริย์ “ยามีชีวิต” เทคโนโลยีเปลี่ยนเซลล์เป็นซูเปอร์แมน

นวัตกรรมที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนแห่งยุคและเปรียบเสมือนปาฏิหาริย์ทางการแพทย์คือเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) หรือการสร้าง “ยามีชีวิต” (Living Drug) ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึงความหวังสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ดื้อต่อการรักษาแบบดั้งเดิม เทคโนโลยี CAR-T Cell จะนำเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมาตัดต่อพันธุกรรมด้วยโครงสร้างโมเลกุลสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ คล้ายกับการอัปเกรดให้เม็ดเลือดขาวกลายเป็นซูเปอร์แมน ก่อนจะฉีดกลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อไปไล่ล่าเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ

ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีนี้ยังสร้างความหวังให้กับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่คนไทยจำนวนมากเป็นพาหะถึง 10-40% โดยแพทย์สามารถนำสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยมาปรับโครงสร้างพันธุกรรมเพื่อแก้ไขความผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่เคยต้องถ่ายเลือดไปตลอดชีวิตสามารถหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

“เป้าหมายสูงสุดของเราคือการสร้างแพลตฟอร์มการผลิตยาแห่งอนาคตเพื่อลดต้นทุนให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้ และที่สำคัญคือการพลิกบทบาทของประเทศจากผู้ที่ต้องคอยพึ่งพาการนำเข้า สู่การเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีทางการแพทย์สู่เวทีโลก” ศ.นพ.สุรเดช กล่าว

ปลดล็อกราคาค่ายาด้วยสิทธิบัตรและนวัตกรรมไทย

แม้เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้จะเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ แต่อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดกลับเป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย ยา CAR-T Cell จากต่างประเทศอาจมีราคาสูงถึง 15 ล้านบาทต่อ 1 เข็ม ส่วนการรักษายีนบำบัดอาจพุ่งสูงถึง 90 ล้านบาท

ภาครัฐเองก็พยายามทลายกำแพงนี้ผ่านนโยบายสนับสนุนต่าง ๆ เช่น โครงการ Cancer Anywhere ของ สปสช. และกองทุน SSO Cancer Care ของประกันสังคม ควบคู่ไปกับการรณรงค์เรื่องการใช้ยาและส่งตรวจอย่างสมเหตุผล (Rational Drug and Lab Use) เช่น การประเมินความจำเป็นในการทำ CT Scan หรือเอกซเรย์ เพื่อไม่ให้เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยนับว่ามีความโชคดีที่ทีมนักวิจัยสามารถคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้จนเกิดเป็นสิทธิบัตรของชาติได้สำเร็จ มีการก่อตั้งศูนย์ผลิตเซลล์ MU Bio Plus และห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน ด้วยเงินลงทุนร่วมจากภาคเอกชนกว่า 200 ล้านบาท

ปัจจุบันนวัตกรรม CAR-T Cell ฝีมือคนไทยได้ช่วยชีวิตผู้ป่วยไปแล้วถึง 40 ราย ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยไทยยังก้าวไปอีกขั้นด้วยการพัฒนานวัตกรรมวัคซีนและยา Circular mRNA ซึ่งมีโครงสร้างแตกต่างจากของต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการรักษาโรคร้ายอื่น ๆ ในอนาคต

นอกจากนวัตกรรมระดับเซลล์แล้ว ยังมีการพัฒนาระบบบริการเพื่อลดความแออัด เช่น โครงการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน (Home Chemotherapy) ด้วยกระเป๋าพลาสติกบรรจุยาที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับยาได้อย่างต่อเนื่อง 3-5 วัน โดยไม่ต้องมานอนโรงพยาบาล ภาพอนาคตของระบบสาธารณสุขไทยจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่กำลังก้าวออกมาสร้างผลกระทบจริงต่อชีวิตผู้คน

การผสานรวมระหว่างงานวิจัยชั้นเลิศ นวัตกรรมที่ล้ำสมัย และความมุ่งมั่นของบุคลากรทางการแพทย์ กำลังเปลี่ยนความสิ้นหวังของโรคร้ายให้กลายเป็นบทเริ่มต้นใหม่ เพื่อยืดช่วงเวลาแห่งสุขภาพที่ดี หรือ Healthspan ให้คนไทยได้มีชีวิตที่ยืนยาวและเปี่ยมด้วยคุณภาพต่อไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ขับเคลื่อน Health Span ด้วยเทคโนโลยีและการป้องกัน

นวัตกรรม GLP-1: เทคโนโลยีจัดการโรคอ้วนเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar