ในสภาวะเศรษฐกิจดิจิทัลปัจจุบัน ความเชื่อมั่นถือเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินธุรกรรมทางการเงินซึ่งเกิดขึ้นนับล้านรายการในทุกนาที ทว่าความเชื่อมั่นดังกล่าวกำลังเผชิญกับสภาวะคุกคามจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงที่มีความซับซ้อนและแนบเนียนยิ่งขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้งานทั่วไปอาจกลายเป็นช่องทางการโจมตีได้โดยไม่รู้ตัว
เจาะลึกภัยไซเบอร์และ Deepfake
การพัฒนาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ส่งผลให้รูปแบบและความเร็วของอาชญากรรมทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความสามารถในการสร้างข้อความหลอกลวง การเลียนเสียง หรือการจำลองเว็บไซต์ที่มีความใกล้เคียงกับข้อมูลจริงในระยะเวลาอันสั้น ข้อมูลจากรายงาน Sumsub Identity Fraud Report ระบุว่า สถิติการฉ้อโกงด้วยเทคโนโลยี “ดีพเฟก (Deepfake)” ในประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 158 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาในปัจจุบันครอบคลุมถึงความเร็วในการพัฒนาของมิจฉาชีพและขีดความสามารถของระบบป้องกันในการปรับตัวให้ทันสถานการณ์
AI กับการวิเคราะห์ความเสี่ยงเรียลไทม์
วรุณ มหินทรุ หัวหน้าฝ่ายบริการเสริม วีซ่า ประจำสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย ให้ทัศนะว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยผ่านการประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมแบบเรียลไทม์ โดยการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลธุรกรรมในปริมาณมหาศาลเพื่อตรวจหาความผิดปกติ เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ สถานที่ประกอบธุรกรรม หรือรูปแบบการใช้จ่ายที่แตกต่างไปจากพฤติกรรมปกติ ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพื่อลดการปฏิเสธธุรกรรมที่ถูกต้องโดยไม่จำเป็น
ปัจจุบันมีการนำระบบ Adaptive Behavioural Models ซึ่งเป็นระบบที่เรียนรู้และปรับวิธีรับมือตามพฤติกรรมมาใช้ประเมินความเสี่ยงครอบคลุมทั้งการใช้บัตรและการโอนเงิน ส่งผลให้ระบบตรวจจับรูปแบบการฉ้อโกงใหม่ได้รวดเร็วกว่าการตอบสนองเป็นรายกรณี
ระบบรหัสจำลองและเครือข่ายป้องกัน
ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรในระบบนิเวศการชำระเงินเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการยับยั้งการแพร่กระจายของกลโกงออนไลน์ โดยมีการนำข้อมูลเชิงเครือข่ายมาใช้ในการตรวจจับและยับยั้งกลโกงขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นทาง นอกจากนี้ มาตรการทางเทคนิคอย่างระบบการแทนที่ข้อมูลบัตรด้วยรหัสจำลอง (Tokenisation) มีส่วนช่วยลดอัตราการฉ้อโกงได้สูงสุดร้อยละ 60 เนื่องจากข้อมูลที่ถูกโจรกรรมจะไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ปัจจุบันมีรหัสจำลอง (Token) หมุนเวียนในระบบประมาณ 1.75 หมื่นล้านหน่วย ซึ่งสูงกว่าจำนวนบัตรจริงถึงสามเท่า
อนาคตระบบอัตโนมัติและความเชื่อมั่น
แนวโน้มในอนาคตชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์จะมีบทบาทสำคัญในการยืนยันตัวตนและการตัดสินใจแทนผู้ใช้งานมากขึ้น เช่น เทคโนโลยี Passkeys ที่นำมาใช้แทนรหัสผ่านแบบเดิม หรือตัวแทนอัจฉริยะ (Agentic Commerce) ที่ทำธุรกรรมแทนมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พัฒนาการเหล่านี้ก่อให้เกิดประเด็นท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งการจำแนกคำสั่งซื้อจากตัวแทนที่ได้รับอนุญาตออกจากบอตที่มีเจตนาร้าย และความโปร่งใสของระบบในการตัดสินใจ การกำหนดให้ความเชื่อมั่นเป็นแกนกลางในการออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่เริ่มต้น จึงเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงในระบบการเงินดิจิทัลต่อไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
PEA จับมือ RISE ลุย Hackathon 2026 ปั้นนวัตกรรมพลังงานไทย
ทีม Summit คว้าแชมป์ AI for Justice ด้วยแพลตฟอร์มแปลงคำพิพากษา



