มะเร็งปอดกลายเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ของคนไทย โดยสถิติปี 2568 พบผู้เสียชีวิตสูงถึง 15,022 รายต่อปี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและเชียงใหม่ที่เผชิญวิกฤติ PM 2.5 ต่อเนื่อง ส่งผลให้กลุ่มไม่สูบบุหรี่เสี่ยงสูง ศูนย์ศรีพัฒน์ฯ จึงเร่งชูเทคโนโลยี AI และ Low Dose CT คัดกรองรอยโรคระยะแรก เพื่อเข้าสู่กระบวนการผ่าตัดส่องกล้องที่ช่วยให้หายขาดได้สูง
สถานการณ์มะเร็งปอดในภาคเหนือทวีความรุนแรงจากการเผชิญฝุ่น PM 2.5 อย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐาน WHO หลายเท่าตัว มลพิษเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสารก่อมะเร็งที่กระตุ้นการอักเสบเรื้อรังและทำให้เซลล์ปอดกลายพันธุ์ ส่งผลให้ผู้ป่วยกว่า 85% มักตรวจพบในระยะลุกลามเนื่องจากระยะแรกไม่มีอาการแสดง
ผนึกกำลังสู้มะเร็งปอด: คัดกรองแม่นยำด้วย AI และ Low Dose CT
กลุ่มบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ประเทศไทย (จำกัด) ร่วมกับ เอไอเอ ประเทศไทย (AIA) โดยได้รับการสนับสนุนจาก ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งนับเป็นศูนย์กลางทางการรักษาที่สำคัญในเขตภาคเหนือ เดินหน้าจัดงานเสวนา “รู้ทันมะเร็งปอด ตรวจไว รักษาตรงจุด” ส่งเสริมความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด ตั้งแต่การป้องกัน การคัดกรองที่ถูกวิธี และทางเลือกการรักษายุคใหม่ โดยเน้นการดูแลแบบบูรณาการและยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
พร้อมกันนี้ยังชูความสำคัญของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่การเอกซเรย์ทรวงอกด้วยเทคโนโลยี AI และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดรังสีต่ำ (Low Dose CT) ซึ่งหากพบรอยโรคในระยะแรก ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง (MIS) ที่มีจุดเด่นคือ แผลเล็ก บาดเจ็บน้อย และฟื้นตัวไว รวมทั้งมีโอกาสหายสูง นอกจากนี้ยังเน้นความสำคัญของการรักษาด้วยยามุ่งเป้าที่สามารถช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากโรคเข้าสู่ระยะลุกลาม โดยเน้นย้ำว่า การตรวจพบไวและรักษาตรงจุด จะช่วยเพิ่มโอกาสการหายขาดจากโรคมะเร็งปอดได้สูง
ศูนย์ศรีพัฒน์ให้ความสำคัญกับการทำงานของ ทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเส้นทางการรักษา ครอบคลุมอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ รังสีแพทย์ ศัลยแพทย์ทรวงอก และอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา เพื่อร่วมกันวางแผนที่เหมาะสมเฉพาะรายบุคคลสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
การเสวนาในครั้งนี้ ทีมแพทย์เฉพาะทางได้ให้ความรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่แนวทางการรับมือมะเร็งปอดแบบครบวงจร โดยเริ่มจากการปลดล็อกความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกลุ่มเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม

รศ.พญ. ภัทราพร ตาเจริญเมือง อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤติโรคระบบการหายใจ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงหลักของมะเร็งปอดยังคงเป็นบุหรี่ รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า (E-cigarette) แต่ที่ห้ามมองข้ามคือ มลภาวะทางอากาศอย่าง PM 2.5 และท้ายที่สุดยังมีงานวิจัยรองรับว่า พันธุกรรมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรคได้ ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือมะเร็งปอดระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทั้งนี้ หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอเรื้อรัง ไอมีเลือดปน น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ หรือเจ็บหน้าอกเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ทันที
รศ.พญ. จันทิมา เอื้อตรงจิตต์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัยและประธานราชวิทยาลัยรังสีแพทย์ ได้เน้นย้ำว่า การคัดกรองมะเร็งปอดคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดรังสีต่ำ (Low-dose CT)เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำทุกปี เพื่อค้นหาโรคแต่เนิ่น ๆ ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อค้นหารอยโรคตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีอายุ 50-80 ปี ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง เช่น สัมผัสฝุ่น PM 2.5 ควันธูปหรือแร่ใยหินเป็นประจำ หรือผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งปอด
ด้านการรักษา รศ.นพ. สมเจริญ แซ่เต็ง ศัลยแพทย์ทรวงอก ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดปอด ได้กล่าวเสริมถึงการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นด้วยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงคือการผ่าตัดปอดด้วยการส่องกล้อง ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สามารถทำการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ช่วยให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวได้ไว และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของคนไข้และสอดคล้องกับแนวทางการรักษาโรคในปัจจุบัน
นอกจากนี้ แนวทางการรักษามะเร็งปอดในปัจจุบันยังมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ที่อาศัยผลการตรวจยีนของเซลล์มะเร็งมาใช้ประกอบการวางแผนการรักษา
ดร.พญ. ทรงภรณ์ โอฬารรัตนชัย อายุรแพทย์สาขามะเร็งวิทยา ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า ปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะแพร่กระจาย อาจตรวจพบความผิดปกติของยีน ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาการรักษาด้วยยามุ่งเป้า การรักษาในกลุ่มนี้มุ่งทำลายเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกติเฉพาะจุด ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมโรคได้ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างรับการรักษา ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของยีนที่ตรวจพบ ระยะของโรค และการประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Disrupt Health Impact Fund ชี้ ‘การดูแลเชิงป้องกัน-Longevity-AI’ ขับเคลื่อนระบบสุขภาพโลก
ถอดสูตรม.ขอนแก่น ทรานส์ฟอร์มองค์กร-ปั้นนักศึกษา รับมือ AI
ขับเคลื่อน Health Span ด้วยเทคโนโลยีและการป้องกัน





