อุตสาหกรรมอาหารโลกกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีแรงขับเคลื่อนจากความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่คุณค่า ท่ามกลางบริบทนี้ ประเทศไทยกำลังปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์จาก “ครัวของโลก” สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเทคโนโลยีอาหาร หรือ FoodTech Hub ระดับสากล
กลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เสมือนเครื่องยนต์เร่งความมุ่งมั่นดังกล่าวให้เป็นจริง คือ “SPACE-F” โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย ที่ล่าสุดได้เปิดตัว “SPACE-F ปีที่ 7” อย่างเป็นทางการ ซึ่งนอกจากจะเผยสถิติความสำเร็จที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดแล้ว ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดเชิงลึกและนัยสำคัญต่อการพลิกโฉมเศรษฐกิจระดับมหภาคที่น่าจับตามอง
ดันอาหารนวัตกรรมเสิร์ฟครม. สู่ ‘Wellness Thailand’

ประเด็นที่สร้างความน่าสนใจและสะท้อนภาพการทำงานเชิงรุกของภาครัฐ คือแนวคิดของ ศาสตราจารย์ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ที่เตรียมนำผลิตภัณฑ์อาหารจากสตาร์ตอัปในโครงการ ไปนำเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ทดลองชิม
การนำนวัตกรรมอาหาร เช่น กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Food) หรืออาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต ไปให้ระดับนโยบายได้สัมผัสจริงนั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีเป้าหมายเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะโดยตรง และสร้างความตระหนักรู้ว่า “เทคโนโลยีอาหารคืออนาคต” นำไปสู่การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ต่อไป
ทิศทางนี้สอดรับกับนโยบายของกระทรวง อว. ที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาค (Wellness Thailand) โดยมีอาหารและการแพทย์เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ของประเทศ
“อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ที่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากการผลิตเพื่อเน้นปริมาณ ไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและมูลค่า โครงการ SPACE-F จึงเปรียบเสมือนกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยแปลงศักยภาพทางด้านอาหารของไทย ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว
ข้าม ‘Death Valley’ ด้วยเทคโนโลยีและวัตถุดิบ GI
รากฐานที่สำคัญของประเทศไทยคือศักยภาพด้านการเกษตร ทว่าการจะก้าวไปสู่การเป็นที่หนึ่งของโลกได้นั้น ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากการผลิตเพื่อเน้นปริมาณ ไปสู่การแข่งขันด้วย “นวัตกรรมและมูลค่า” ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology)
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และความหลากหลายของวัตถุดิบที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งถือเป็นทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมชั้นยอดที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มและสะท้อนอัตลักษณ์สินค้าไทยในตลาดโลกได้
SPACE-F จึงเข้ามาทำหน้าที่สนับสนุนสตาร์ตอัปให้สามารถก้าวข้ามช่วงวิกฤตของธุรกิจ (Death Valley) เพื่อให้เติบโตสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Incubator Program สำหรับวางรากฐานธุรกิจและพัฒนาต้นแบบ และ Accelerator Program ที่มุ่งเร่งขยายธุรกิจผ่านการเชื่อมโยงกับพันธมิตรและนักลงทุน
ทุบสถิติ 204 ใบสมัคร คัด 20 สตาร์ตอัปหัวกะทิเข้าแคมป์
ความน่าสนใจของ SPACE-F พิสูจน์ได้จากสถิติที่เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม โดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เผยว่า ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา โครงการได้บ่มเพาะสตาร์ตอัปไปแล้วกว่า 100 ราย จาก 18 ประเทศทั่วโลก และสร้างมูลค่าการระดมทุนรวมได้สูงกว่า 5,100 ล้านบาท เฉพาะในรุ่นที่ 6 ที่ผ่านมา สตาร์ตอัปสามารถระดมทุนในระหว่างเข้าร่วมโครงการได้ถึง 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป้าหมายของรุ่นที่ 7 นี้คือการผลักดันการระดมทุนให้แตะระดับ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับ SPACE-F ปีที่ 7 ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดผู้สมัครสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 204 ราย (เพิ่มจาก 156 รายในรุ่นที่ 6) จาก 57 ประเทศทั่วโลก (เพิ่มจาก 34 ประเทศในรุ่นก่อน) โดยในปีนี้ได้คัดเลือก 20 สตาร์ตอัปหัวกะทิ จาก 10 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ สเปน แคนาดา สหรัฐอเมริกา/อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อังกฤษ ซาอุดีอาระเบีย ไต้หวัน และประเทศไทย ครอบคลุม 7 สาขาสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่ โภชนาการส่วนบุคคล, โปรตีนแห่งอนาคต ระบบอาหารหมุนเวียน การผลิตอัจฉริยะ การผลิตที่ยั่งยืน ความปลอดภัยอาหาร ไปจนถึงประสบการณ์ผู้บริโภคยุคใหม่
“เป้าหมายสำคัญของเราคือการผลักดันให้สตาร์ตอัปสามารถก้าวข้ามช่วงวิกฤตทางธุรกิจ และเติบโตสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง การทุบสถิติยอดผู้สมัครจาก 57 ประเทศทั่วโลกในรุ่นที่ 7 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่น และตอกย้ำว่าแพลตฟอร์มนี้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารระดับโลกอย่างแท้จริง” ดร.กริชผกา กล่าว
มนต์เสน่ห์ ‘ครัวโลก’ กับภารกิจถอดรหัสรสชาติไทย

เหตุใดสตาร์ตอัปสาย FoodTech ทั่วโลกจึงมุ่งหน้ามาที่ไทย? นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบแล้ว ไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งด้วยโรงงานแปรรูปอาหารกว่า 9,000 แห่ง ทว่าสิ่งที่ดึงดูดใจอย่างแท้จริงคือ “รสชาติ” สตาร์ตอัปต่างชาติจำนวนมากที่พัฒนาโปรตีนทางเลือก ต้องการเข้ามาถอดรหัสรสชาติและกลิ่นอายของอาหารไทยยอดฮิตอย่าง “ต้มยำกุ้ง” และ “ผัดไทย” เพื่อนำไปเลียนแบบรสสัมผัส (Sensory) ให้สมจริง ซึ่งภาครัฐเองก็มองว่า แม้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าเพียงใด แต่ถ้าทำ “ไข่เจียว” ออกมาแล้วรสชาติไม่เหมือนไข่เจียวไทย ก็แปลว่ายังมีช่องว่างให้ต้องพัฒนาต่อไป
“ไม่ว่าเทคโนโลยีฟู้ดเทคจะก้าวล้ำไปไกลเพียงใด รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์แบบไทยยังคงเป็นกุญแจสำคัญ สตาร์ตอัปจำนวนมากพยายามพัฒนานวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตโดยมุ่งถอดรหัสเสน่ห์ของต้มยำกุ้งหรือผัดไทย เพื่อผสานวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเข้ากับสุนทรียภาพแห่งรสสัมผัสที่ทั่วโลกหลงใหล” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว
ผนึก 4 ภาคส่วนลุยทดสอบจริงด้วยกลยุทธ์ POC
ความแตกต่างที่ทำให้ SPACE-F ยืนหยัดมาได้ถึง 7 ปี คือการเป็นโปรแกรมเฉพาะทาง (Sector-specific) ที่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่าย 4 ภาคส่วน (Quadruple Helix) โดยในปีนี้มุ่งเน้นกลยุทธ์การพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วม (Proof of Concept: POC) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ตลาดอย่างตรงจุด ผ่านการผนึกกำลังของเหล่าพันธมิตร
โดยในภาคการศึกษา รศ.ดร.พสิษฐ์ ภควัชร์ภาณุรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหิดลพร้อมเป็นขุมพลังทางวิชาการให้สตาร์ตอัปเข้าถึงห้องปฏิบัติการชั้นสูงและโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) เพื่อเปลี่ยนผ่านงานวิจัยสู่ตลาดจริง (Lab-to-Market) ขณะที่ทางฝั่งภาครัฐ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนระบบนิเวศ พร้อมทั้งต่อยอดขยายตลาดสู่สากล
ด้านความร่วมมือจากภาคเอกชน สิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director – Group Innovation บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป เน้นย้ำถึงการสนับสนุนการทดสอบระดับอุตสาหกรรม และการวิจัยด้านประสาทสัมผัส (Sensory) สำหรับโปรตีนทางเลือก พร้อมตอกย้ำจุดยืน “No Equity Taken” เพื่อให้สตาร์ตอัปมีอิสระในการเป็นเจ้าของผลงาน 100%
ด้าน เจนิกา คอนเดครูซ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่าจะเข้ามาช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ R&D พัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ โภชนาการ และความยั่งยืนด้านบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก รวมถึง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมระบุถึงความพร้อมในการสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าวิจัย และให้คำแนะนำทั้งด้านธุรกิจและเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรใหม่จากไต้หวันอย่าง ฟู้ดแลนด์ เวนเจอร์ส (Foodland Ventures) โดย วิคเตอร์เฉินซีอีโอ ระบุว่าพร้อมเป็นสะพานเชื่อมสร้าง “FoodTech Corridor” ระหว่างไทย-ไต้หวัน เพื่อให้สตาร์ตอัปเข้าถึงแหล่งทุน VC และทดสอบโซลูชันล้ำยุค เช่น ระบบจัดการร้านอาหารอัตโนมัติ (Restaurant Automation) และ Smart Supply Chain
โอกาสทอง FoodTech ท่ามกลางวิกฤติอาหารโลก
ในยุคที่โลกเผชิญกับสภาวะสงครามและความไม่แน่นอน ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และความมั่นคงทางโภชนาการ (Nutrition Security) กลายเป็นวาระเร่งด่วน สตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจที่แสวงหากำไร แต่คือกองกำลังนวัตกรที่จะมาช่วยไขโจทย์ระดับโลก
SPACE-F ปีที่ 7 จึงเป็นมากกว่าเวทีบ่มเพาะธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมงานวิจัยเข้ากับตลาดจริง และเป็นภาพสะท้อนว่านวัตกรรมอาหารของไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นไปสร้างผลกระทบระดับโลกได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ภาคเหนือวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ตัวการ ‘มะเร็งปอด’ พุ่ง มช. ชูนวัตกรรมตรวจไว-ผ่าตัดส่องกล้องเพิ่มโอกาสรอด
โมบาย อินโนเวชั่น ผนึก ฮิวแมน เทคโนโลยี เปิดตัวโซลูชันตรวจวัดแอลกอฮอล์บนคลาวด์รายแรกในไทย





