เบื้องหลังภาพลักษณ์ความสำเร็จของนักธุรกิจที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ มักซ่อนความจริงของการทำงานหนักและการเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่เหนือความคาดหมายเอาไว้เสมอ เจมส์-กิจเกษม แมคแฟดเดน นักแสดงและพิธีกร ผู้ก้าวเข้าสู่บทบาทผู้ประกอบการ ได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การล้มลุกคลุกคลานที่ผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน โดยชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การมองหาเพียงภาพความสำเร็จ แต่คือการเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันที่เผชิญกับความผิดพลาด
ความพ่ายแพ้จาก “อารมณ์” และความไม่เข้าใจระบบงาน
บทเรียนก้าวแรกของคุณกิจเกษมเริ่มต้นขึ้นจากความผิดพลาดในการใช้เพียงอารมณ์และความชอบส่วนตัวนำทางธุรกิจ ในอดีตเขาเคยเริ่มต้นทำธุรกิจผลิตสื่อโฆษณาด้วยวัยเพียง 21 ปี เพราะมั่นใจในทักษะภาษาอังกฤษ แต่กลับขาดทักษะการขายและไม่เข้าใจระบบงานที่แท้จริง จนนำไปสู่ความสูญเสียจากปัญหาพนักงานและการถูกโกง
ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนให้รู้ว่าผู้ประกอบการต้องมีความเข้าใจในทุกหน้าที่ของธุรกิจอย่างลึกซึ้ง จึงจะสามารถควบคุมทิศทางขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เพียงการมีไอเดียที่ดีแล้วยิงนัดเดียวให้ประสบความสำเร็จ แต่คือการเรียนรู้ที่จะล้มให้เป็น ล้มให้เร็ว และลุกขึ้นให้ถูกต้อง” คุณกิจเกษม กล่าว
เมื่อข้ามสายงานมาทำธุรกิจอาหารประเภทปิ้งย่างจุ่มชีส แม้จะวิเคราะห์ว่าเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน แต่กลับต้องล้มเหลวอีกครั้งเนื่องจากปัญหาเรื่องทำเลที่ตั้งและการทำธุรกิจตามกระแสสังคมโดยขาดการวางแผนที่รอบคอบ
ความเจ็บปวดจากการสูญเสียเงินเก็บที่หามาด้วยความยากลำบาก กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาตระหนักว่าการศึกษาข้อมูลผ่านหลักสูตรวิชาการเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่าการเอาชีวิตไปเสี่ยงในหน้างานจริงเพียงลำพัง
“ธุรกิจเปรียบเสมือนลูกที่ต้องคอยเอาใจใส่ป้อนน้ำป้อนนมตลอดเวลา หากขาดการดูแลที่ถูกต้องธุรกิจย่อมไม่อาจเติบโตได้” คุณกิจเกษม กล่าว
กลยุทธ์ Small Win และการปรับตัวที่รวดเร็ว
สำหรับการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในปัจจุบัน คุณกิจเกษมเสนอแนวคิดการสร้างความสำเร็จจากจุดเล็ก ๆ หรือการสะสมชัยชนะทีละขั้นตอน (Small Win) เขาให้ความสำคัญกับการมีทัศนคติที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและการล้มให้ไวที่สุด
การดำเนินธุรกิจในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องรอความสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่ควรเริ่มต้นจากขนาดเล็กเพื่อทดสอบตลาดและรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้า โดยเฉพาะข้อมูลจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบสินค้าถือเป็นข้อมูลที่มีค่าที่สุดในการนำมาวิเคราะห์เพื่อหาจุดบกพร่องของธุรกิจ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการนำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคมาปรับใช้ทันที เมื่อพบว่าบรรจุภัณฑ์เดิมไม่สะดวกต่อการรับประทานขณะเดินชมงาน คุณกิจเกษมเลือกที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ในทันที ซึ่งการปรับตัวที่รวดเร็ว (Agility) นี้สามารถสร้างยอดขายให้เติบโตขึ้นได้อย่างก้าวกระโดด
“นวัตกรรมไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่คือการปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ง่ายขึ้น และรวดเร็วขึ้น เพื่อเข้าถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง” คุณกิจเกษม กล่าว
นวัตกรรมที่ยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
หลักการสำคัญ 3 ประการที่เขายึดถือคือ การปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า และการปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อเข้าหาข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เสมอ นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาหาความรู้ โดยเปรียบเทียบว่าการศึกษาข้อมูลผ่านหลักสูตรต่าง ๆ เปรียบเสมือนโอกาสในการพัฒนาตนเองให้เท่าทันต่อสถานการณ์
เขากล่าวว่า “ที่ผ่านมาผมมีโอกาสแต่กลับไม่เข้าหา มีความรู้อยู่ตรงหน้าแต่ไม่ยอมเอื้อมมือไปคว้าไว้ จึงอยากฝากให้ทุกคนใช้ความรู้ที่มีอยู่พัฒนาตนเองเพื่อเป็นผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งในอนาคต”
การเจ็บบนกระดาษผ่านการเรียนรู้จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการไปเผชิญความสูญเสียในสนามธุรกิจจริงที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ



