ในวันที่โลกการค้าไม่ได้ตัดสินกันด้วยตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว แต่กำลังตั้งคำถามที่สั่นคลอนถึงรากฐานธุรกิจว่า “หากโลกอยู่ไม่ได้ ธุรกิจของคุณจะอยู่ไปเพื่ออะไร?” เมื่อกำแพงภาษีคาร์บอนและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมจากฟากฟ้าฝั่งยุโรปกำลังเคลื่อนตัวเข้ามากดดันห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ ประธานอำนวยการ มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย ได้วิเคราะห์ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่แหลมคมว่า วันนี้ความยั่งยืนไม่ใช่แค่หน้าตาขององค์กรอีกต่อไป แต่เป็น “ใบเบิกทาง” ใบสุดท้ายที่จะตัดสินว่า SME ไทยจะยังคงมีที่ยืนในตลาดโลกหรือจะต้องเผชิญกับความสุ่มเสี่ยงจากการเร่งปรับตัวไม่ทันจนนำไปสู่แนวทางการ “ฟอกเขียว” เพื่อพยุงธุรกิจให้อยู่รอดในระยะสั้นเท่านั้น
จากความสมัครใจสู่กติกาโลกที่เข้มงวด
กระแสการเคลื่อนไหวเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมีพัฒนาการมายาวนานหลายทศวรรษ ตั้งแต่ยุคความรับผิดชอบทางสังคมในปี 1960 และกระบวนการลงทุนที่เน้นผลกระทบ (Impact Investment) ในช่วงปี 1970 จนกระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการตกลงปารีสที่กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้สหภาพยุโรปออกมาตรการเชิงรุกผ่านนโยบายยุโรปสีเขียว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยในฐานะตลาดส่งออกที่สำคัญ
“ในอดีต SME อาจถูกถามเรื่องความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพ แต่ ณ วันนี้ คำถามสำคัญคือคุณสร้างผลกระทบอะไรให้กับโลกและสังคมบ้าง” ดร.วิมลกานต์ กล่าว
กติกาใหม่นี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่ครอบคลุมไปถึง SME ภายใต้หลักการ “ไม่มีทางบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้หากปราศจาก SME” เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กมีสัดส่วนถึง 99.8% ของธุรกิจทั้งหมดและเป็นแหล่งจ้างงานหลัก อย่างไรก็ตาม SME ในเอเชียกลับต้องเผชิญกับภาระที่หนักอึ้งท่ามกลางข้อโต้แย้งเรื่องความยุติธรรมทางภูมิอากาศ เมื่อธุรกิจขนาดเล็กถูกคาดหวังให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่
กำแพงภาษีและกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่
ความท้าทายที่ SME ไทยต้องรับมือในอนาคตอันใกล้ประกอบด้วยกฎระเบียบที่ซับซ้อนหลายฉบับ เช่น มาตรการ CBAM (มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของ EU ที่เรียกว่า Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมกับสินค้าส่งออกที่มีการปล่อยคาร์บอนเกินมาตรฐาน ซึ่งจะครอบคลุมสินค้าทุกประเภทในปี 2034
กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าหรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ที่บีบให้เกษตรกรรายย่อยต้องพิสูจน์ที่มาของที่ดินตนเอง และข้อกำหนด CSDDD (Corporate Sustainability Due Diligence Directive) ที่บังคับให้บริษัทต้องตรวจสอบย้อนกลับไปยัง Supplier ทุกระดับเพื่อเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด
สิ่งเหล่านี้สร้างภาระต้นทุนมหาศาลดังกรณีตัวอย่างของธุรกิจส่งออกเครื่องประดับที่ต้องลงทุนนับร้อยล้านบาทเพื่อปรับปรุงโรงงานและเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก
“ธุรกิจเหล่านี้ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งหลายรายยังไม่มั่นใจว่าการลงทุนไปแล้วจะคุ้มค่าหรือมีผลกำไรกลับมาหรือไม่” ดร.วิมลกานต์ กล่าว
การฟอกเขียว: ทางเลือกบนความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้
เมื่อเผชิญกับแรงบีบคั้นที่ทำได้ยากแต่ต้องทำเพื่อให้ส่งออกได้ ปรากฏการณ์การฟอกเขียวห (Greenwashing) จึงกลายเป็นสิ่งที่ SME บางส่วนอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดร.วิมลกานต์ให้ความเห็นว่า “เมื่อทำไม่ได้แต่ต้องทำให้ได้เพื่อความอยู่รอด กระบวนการฟอกเขียวหรือการสร้างภาพลักษณ์ว่าธุรกิจมีความเขียวจึงกลายเป็นสิ่งที่ท้าทาย SME อย่างยิ่ง” การฟอกเขียวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความจงใจจะหลอกลวงเสมอไป แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่รู้ อุปสรรคในการเข้าถึงนวัตกรรม และการขาดแคลนแหล่งเงินทุนสนับสนุนที่เพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำเศรษฐกิจอื่น ๆ
ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อสนับสนุนข้อมูลและการตรวจสอบมาตรฐาน แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหากฎหมายที่ก้าวหน้าไปไกลกว่าระดับความพร้อมของภาคธุรกิจจริง
“SME ที่ไม่สามารถปรับตัวสู่ความเขียวได้ อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกผลักให้กลายเป็นธุรกิจนอกระบบหรือธุรกิจใต้ดินในอนาคต เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ได้” ดร.วิมลกานต์ กล่าว
การสร้างระบบนิเวศเพื่อทางออกที่ยั่งยืน
ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับ SME ไทยจึงไม่ใช่เพียงการไล่กวดตามกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง ทั้งในด้านการสร้างแรงงานสีเขียว (Green Labor) การมีหน่วยงานรัฐที่เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Platform) เพื่อลดความสับสนในการติดต่อหลายหน่วยงาน และการสนับสนุนทางการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายเพื่อลดช่องว่างในการแข่งขัน
ท้ายที่สุดแล้ว บทพิสูจน์ของความสำเร็จในโลกยุคหลังคาร์บอนอาจไม่ได้วัดกันที่ใครสามารถนำเสนอภาพลักษณ์ได้สวยงามกว่ากัน แต่วัดที่ความสามารถในการปรับตัวอย่างจริงจัง
ดร.วิมลกานต์สรุปทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันและการลดต้นทุนในระยะยาว หากไม่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ธุรกิจอาจต้องล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา”
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
แนวคิดโครงการลดใช้ไฟ-ใช้น้ำ แลกพอยต์-ลดค่าครองชีพครัวเรือน
Net Zero: อาวุธลับเศรษฐกิจไทยบนมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก



