Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Saab กับหมุดหมายใหม่ในไทย จากผู้ขายสู่ ‘พันธมิตร’ ปั้น OEM ป้องกันประเทศ

ในโลกที่นิยามของความปลอดภัยถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ  การปรับตัวของกองทัพจึงไม่ได้อยู่แค่การมีอาวุธที่ทันสมัย แต่คือการบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรให้คุ้มค่าต่อการเผชิญหน้าภัยคุกคาม 

เฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศ ซาบ ประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์ความมั่นคงในโอกาสครบรอบ 40 ปีของความสัมพันธ์ระหว่างซาบและประเทศไทย พร้อมเผยแนวคิดการแก้โจทย์ “สมการโดรน” และแผนการสร้างความร่วมมือกับอุตสาหกรรมในประเทศไทยผ่านโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ขายอาวุธสู่การเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงในระยะยาว

40 ปีในไทย จากเครื่องจำลองสถานการณ์สู่กองทัพดิจิทัล

ความสัมพันธ์ระหว่างซาบและกองทัพไทยเริ่มต้นขึ้นในปี 2527 ด้วยการส่งมอบระบบจำลองสถานการณ์ BT Simulator ให้กับกองทัพบกเพื่อใช้ในการฝึกซ้อมรบเสมือนจริง หลังจากนั้นซาบได้ขยายบทบาทเข้าสู่ทุกเหล่าทัพอย่างต่อเนื่อง อาทิ

กองทัพอากาศ: การส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D และเครื่องบินตรวจการณ์และแจ้งเตือนภัยทางอากาศ Erieye ซึ่งเปรียบเสมือนเรดาร์ลอยฟ้า ที่เปลี่ยนโฉมการป้องกันภัยทางอากาศของไทย ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการทำสงครามแบบเครือข่าย (Network Centric Warfare หรือ NCW) อย่างเต็มรูปแบบ

กองทัพเรือ: การปรับปรุงระบบบริหารจัดการการรบและเรดาร์ (Combat Management System) บนเรือหลวงนเรศวรและเรือหลวงจักรีนฤเบศร และติดตั้งระบบดังกล่าวบนเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ล่าสุดในปี 2569 ซาบได้รับสัญญาจัดหาระบบเรดาร์ Giraffe 1X จำนวน 3 ชุดสำหรับกองทัพเรือไทย ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีตรวจจับที่ล้ำสมัยที่สุดรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน

ภาคพลเรือน: ระบบบริหารจัดการจราจรทางอากาศที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งช่วยดูแลความปลอดภัยในการบินขึ้นและลงจอด

“เราไม่ใช่แค่ผู้ขาย แต่เราคือพันธมิตรที่ร่วมสร้างฐานรากด้านความมั่นคงให้ไทย” คุณเฟรดริกกล่าว

ปัจจุบัน Saab เป็น 1 ใน 10 ยักษ์ใหญ่ของยุโรป ด้วยรายได้กว่า 2.75 แสนล้านบาทในปี 2568 โดยมีสัดส่วนยอดขายตามภูมิภาค ตลาดหลักคือ สวีเดน 41% ยุโรปส่วนที่เหลือ  26% อเมริกาเหนือ 9% เอเชีย 7% ออสเตรเลีย 4% และลาตินอเมริกา 4%

แม้สัดส่วนยอดขายจากทวีปเอเชียจะดูไม่สูงมากนัก  แต่คุณเฟรดริกอธิบายว่า ตัวเลขนี้อาจดูไม่สมดุล เนื่องจากตลาดป้องกันประเทศในยุโรปมีการเติบโตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากจากผลของความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน 

สำหรับการสั่งซื้อจากประเทศไทยยังคงมีการเติบโตในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

ยุทธศาสตร์‘1+1=3’ พลังแห่งการรบแบบเครือข่าย

คุณเฟรดริกอธิบายแนวคิด Network Centric Warfare ด้วยสูตรคณิตศาสตร์ที่ดูเหมือนผิดเพี้ยนอย่าง“1+1=3” แต่ในทางยุทธวิธี นี่คือการทำให้ระบบที่แยกส่วนกันทำงานร่วมกันจนเกิดประสิทธิภาพทวีคูณ 

เขาขยายความว่า เมื่อเครื่องบิน Erieye ตรวจพบภัยคุกคาม ข้อมูลจะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องนักบิน แต่จะถูกส่งผ่าน Link TH (ดาต้าลิงก์ที่ไทยพัฒนาเอง) ไปยังศูนย์บัญชาการภาคพื้นดินและเชื่อมต่อไปยังเรือรบของกองทัพเรือ หรือเครื่องบินลำอื่นอย่าง F-16 ทันที 

“การที่หน่วยรบต่างเหล่าทัพเห็นภาพเดียวกัน ตัดสินใจบนข้อมูลชุดเดียวกัน และสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ทันที ทำให้ทำให้กองทัพไทยสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่าจะใช้อาวุธชนิดใดในการตอบโต้” 

ถอด‘สมการโดรน’ ภัยคุกคามใหม่ที่ไม่ต้องใช้ของแพง

ภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้มาในรูปแบบของเครื่องบินรบขนาดใหญ่เสมอไป สงครามในยูเครนและตะวันออกกลางได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ระบบอากาศยานไร้คนขับ (Uncrewed Aerial Systems: UAS) หรือโดรน คือตัวเปลี่ยนเกมที่น่ากลัว นี่คือที่มาของคำว่า “Drone Equation” หรือสมการของโดรนซึ่งเป็นความท้าทายเชิงเศรษฐศาสตร์และยุทธวิธีที่ Saab พยายามแก้โจทย์ให้กองทัพทั่วโลก

“เราไม่สามารถใช้ขีปนาวุธนำวิถี (Missile) ราคาหลายล้านบาทไปยิงถล่มโดรนลำละไม่กี่หมื่นบาทได้ เพราะในระยะยาวจะทำให้งบประมาณป้องกันประเทศล่มสลาย ดังนั้น โจทย์ของ Saab คือการสร้างระบบที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล”

ซาบจึงเสนอโซลูชัน Counter-UAS (C-UAS) ที่มุ่งเน้นที่ความสมดุลและการป้องกันแบบหลายชั้น (Multi-layered Defense) โดยใช้เรดาร์ Giraffe 1X ขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลัง สามารถหมุนตรวจการณ์ได้รอบทิศทาง ตรวจจับเป้าหมายได้ถึง 600 เป้าต่อวินาทีในระยะ 100 กิโลเมตร และมีระบบ AI ที่ช่วยจำแนกเป้าหมายระหว่างนกกับโดรนได้อย่างแม่นยำ 

เมื่อตรวจพบ ระบบจะเลือกใช้การตอบโต้ที่เหมาะสม ตั้งแต่ Soft Kill หรือใช้ระบบรบกวนสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  ไปจนถึง Hard Kill อย่างอาวุธลำกล้องควบคุมระยะไกล หรือระบบ Trackfire ซึ่งมีความแม่นยำสูงและต้นทุนต่อการยิงต่ำกว่ามิสไซล์หลายเท่าตัว

นอกจากนี้ ระบบนี้ยังเน้นความคล่องตัว (Mobility) โดยสามารถติดตั้งบนรถยนต์ทั่วไปและเรือขนาดเล็ก ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายตามกลยุทธ์ “ยิงแล้วย้าย” (Shoot and Move) เพื่อป้องกันการถูกโจมตีกลับ

เล็งจ้าง OEM ไทยผลิตอะไหล่

เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 คณะรัฐมนตรีไทยอนุมัติให้กองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน 1 ฝูงบิน ระยะที่ 1 จำนวน 4 เครื่อง วงเงิน 19,500 ล้านบาท โดยมีนโยบายการชดเชย (Offset Policy) เป็นส่วนหนึ่งของข้อผูกพันในโครงการ ซึ่ง Saab มีแผนที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer of Technology) และการฝึกอบรมทักษะระดับสูงให้กับบุคลากรของกองทัพอากาศโดยตรง เพื่อให้สามารถบำรุงรักษาและพัฒนาซอฟต์แวร์ของฝูงบินได้เองในระยะยาว 

นอกจากนี้กำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยถึงความร่วมมือกับ OEM ในประเทศไทย เพื่อผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ (Spare Parts) สำหรับเครื่องบิน Gripen บางรายการ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ร่วมกับสถาบันการศึกษาและรัฐบาลไทย

“เราต้องการเห็นอุตสาหกรรมไทยเติบโตไปพร้อมกับเรา การใช้ Local Partners คือแนวทางหลักของเรา เพราะสร้างความยั่งยืนมากกว่าการสร้างโรงงานใหม่ที่เป็นของเราคนเดียว” คุณเฟรดริกกล่าว

จากน่านฟ้าสวีเดนสู่สมรภูมิเทคโนโลยี 90 ปี

Saab ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างในปัจจุบัน แต่เกิดจากความจำเป็นเร่งด่วนในปี พ.ศ. 2480 เมื่อสวีเดนในฐานะประเทศเป็นกลางต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสวีเดนตัดสินใจสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเองเพื่อไม่ต้องพึ่งพาชาติอื่น และนั่นคือจุดกำเนิดของตำนานที่กำลังจะครบ 90 ปีในปี 2570

หลายคนอาจยังจดจำภาพของ Saab ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์หรู แต่ในความเป็นจริง ซาบได้ตัดสินใจขายธุรกิจรถยนต์ไปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 และปัจจุบันเป็นบริษัทด้านป้องกันประเทศและความมั่นคงอย่างเต็มตัว  ภายใต้พันธกิจในการปกป้องผู้คนและสังคมเปิดที่เปราะบางจากภัยคุกคามสมัยใหม่

ซาบใช้งบ 16% ของยอดขายลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีของพวกเขาจะอยู่แถวหน้าของโลกเสมอ

ปัจจุบัน กลุ่มธุรกิจของซาบมี 5 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจการบิน (Aeronautics) ธุรกิจระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ (Dynamics) ธุรกิจระบบการตรวจการณ์ (Surveillance) ธุรกิจโซลูชันดิจิทัลและเทคโนโลยี (Combitech) และ กลุ่มธุรกิจเรือรบ (Naval) (เดิมชื่อ Kockums)

×

Share

ผู้เขียน

Jintana Panyaarvudh Avatar