Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เจาะปม AI ไทย ‘รู้แต่ไม่ใช้’ กูรูแนะสร้าง ‘ความไว้ใจ’ ฝ่าด่านวัฒนธรรม

เจาะปม AI ไทย 'รู้แต่ไม่ใช้' กูรูแนะสร้าง 'ความไว้ใจ' ฝ่าด่านวัฒนธรรม

ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจชี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญ “กับดักการใช้งาน AI” แม้สถิติระบุประชากรมีการรับรู้สูงถึงร้อยละ 90 แต่กลับมีสัดส่วนการประยุกต์ใช้เชิงลึกในระดับต่ำ เผยสาเหตุหลักมาจากกำแพง “วัฒนธรรมความเกรงใจ” แบบไทย ที่ทำให้ข้อมูลความต้องการคลาดเคลื่อน ผนวกกับวิกฤติความเชื่อมั่นด้านข้อมูลส่วนบุคคล ในเวทีเสวนา “From Knowing AI to Loving AI: What must organization redesign now” แนะภาคธุรกิจเร่งปรับกลยุทธ์จากการมุ่งเน้นความล้ำสมัยทางเทคโนโลยี มาสู่การสร้าง “ความไว้วางใจ” และออกแบบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง เพื่อเปลี่ยนผู้บริโภคจากสถานะเพียงผู้รับรู้สู่การเป็นผู้ใช้งานจริงอย่างยั่งยืน

กับดักวัฒนธรรมและการตีความที่ผิดพลาดขององค์กร

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การใช้งาน AI ในไทยยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่เป็นรากฐานทางสังคม กีรติ เทพโสพรรณ Managing Director, Vitamins Consulting & Research และ ยุพิน มินซิ่ง Managing Director, Ipsos in Thailand ชี้ให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของสังคมไทยที่เป็นสังคมแห่งการประนีประนอม หรือ “Culture of Submission” ซึ่งแตกต่างจากชาติตะวันตก พฤติกรรมที่มักไม่แสดงความต้องการหรือความไม่พอใจอย่างตรงไปตรงมาของผู้บริโภค กลายเป็นจุดบอดที่ทำให้องค์กรธุรกิจตีความข้อมูลผิดพลาด

ความคลาดเคลื่อนนี้เห็นได้ชัดจากโมเดล “สามเหลี่ยมแห่งความต้องการ” (Triangle of Needs) ที่ผู้วิจัยค้นพบ โดยระบุว่า ในขณะที่ภาคธุรกิจพยายามแข่งขันกันพัฒนาฟีเจอร์ AI ที่ซับซ้อน เช่น ระบบแจ้งเตือนการทุจริตอัจฉริยะ (Fraud Detection) หรือการแสดงผลข้อมูลเชิงลึกที่สวยงามตระการตา (Visualization) เพื่อหวังสร้างความประทับใจ แต่ผลการวิจัยเชิงลึกกลับพบว่า สิ่งที่ผู้บริโภคไทยต้องการอย่างแท้จริงคือบริการพื้นฐานที่เรียบง่าย ตอบโจทย์เฉพาะหน้า และมีความจริงใจ ความพยายามที่มากเกินความจำเป็นขององค์กรจึงกลายเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าเพราะไม่ตรงกับความต้องการพื้นฐานของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ การวิจัยยังสามารถจำแนกกลุ่มผู้ใช้งานชาวไทยออกได้ถึง 9 กลุ่ม (9 Segments) ซึ่งตอกย้ำว่ากลยุทธ์แบบเหมารวมไม่สามารถใช้ได้ผล

นอกจากนี้ ยังพบความย้อนแย้งในพฤติกรรมผู้บริโภค (Privacy Paradox) ที่ท้าทายนักการตลาด ในยุคที่ปัญหาภัยไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนัก คนไทยแสดงความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลในระดับสูง แต่พร้อมที่จะละทิ้งความกังวลนั้นทันทีหากพิจารณาแล้วว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะนำมาซึ่งความสะดวกสบายหรือสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า “ความโปร่งใส” และการพิสูจน์ให้เห็นถึงระบบความปลอดภัยที่จับต้องได้ คือสกุลเงินใหม่ที่องค์กรต้องใช้ซื้อใจผู้บริโภค

ทฤษฎีความเสี่ยง: เส้นแบ่งระหว่างความบันเทิงและธุรกรรม

การจะนำ AI มาใช้อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องประเมินบริบทความเสี่ยงของกิจกรรมนั้น ๆ สุธีพันธุ์ สักรวัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านลูกค้า บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่าพฤติกรรมการยอมรับ AI ของมนุษย์แบ่งแยกตามระดับการมีส่วนร่วม (Involvement) อย่างชัดเจน ในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำและมีส่วนร่วมต่ำ (Low Involvement) เช่น การใช้งานโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น หรือแอปพลิเคชันหาคู่ ผู้ใช้งานมีแนวโน้มเปิดรับคำแนะนำจาก AI ได้ง่าย เพราะเป็นกิจกรรมที่อนุญาตให้เกิดการลองผิดลองถูก หากระบบทำงานผิดพลาดหรือแนะนำเนื้อหาที่ไม่ถูกใจ ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความรำคาญใจเล็กน้อยที่ผู้ใช้งานยอมรับได้ หรือเรียกว่าภาวะ Low Regret

ในทางกลับกัน สำหรับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและมีผลผูกพันระยะยาว (High Involvement) เช่น การขอสินเชื่อธุรกิจ หรือการซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหนี้ผูกพันยาวนาน 20 ถึง 30 ปี เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต ผู้บริโภคยังไม่พร้อมที่จะมอบอำนาจให้ระบบอัตโนมัติทำงานแทนทั้งหมด ความแม่นยำและความสามารถในการอธิบายที่มาของคำตอบเป็นสิ่งที่ยอมความไม่ได้ บทบาทของ AI ในภาคธุรกิจการเงินจึงต้องถูกวางตำแหน่งใหม่ จากผู้ทำหน้าที่แทน (Replacement) มาเป็นผู้ช่วยนักบิน (Co-pilot) ที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลเพื่อเสนอทางเลือก โดยมีมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจขั้นตอนสุดท้ายเพื่อยืนยันความถูกต้องและรับผิดชอบต่อผลลัพธ์นั้น

ดาบสองคม: โอกาสลดความเหลื่อมล้ำกับความเสี่ยงทางกฎหมาย

แม้อุปสรรคเรื่องความไว้ใจจะยังคงอยู่ แต่ศักยภาพของ AI ในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาวิเคราะห์เครดิต ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนในต่างจังหวัดหรือผู้ที่ไม่มีประวัติทางการเงินในระบบธนาคารดั้งเดิม สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เท่าเทียมกับคนเมืองและลดอคติจากการใช้ดุลยพินิจของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม องค์กรต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดทางละเมิด (Tort Liability) และการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

วิทยากรได้เปรียบเทียบกรณีความรับผิดทั่วไป เช่น การลื่นล้มในห้างสรรพสินค้า ซึ่งกฎหมายมีข้อสันนิษฐานความรับผิดที่ชัดเจน แต่สำหรับความเสียหายที่เกิดจาก “ภาพหลอนของ AI” (AI Hallucination) หรือการที่ AI สร้างข้อมูลเท็จที่ดูน่าเชื่อถือจนนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาด การพิสูจน์ความรับผิดยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน รวมถึงปัญหาลิขสิทธิ์ของผลงานที่สร้างโดย AI ซึ่งยังเป็นพื้นที่สีเทา องค์กรจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบ AI ที่มีความเข้าใจบริบทท้องถิ่น (Localization) เพื่อลดความผิดพลาดในการสื่อสารและข้อกฎหมาย

ทางออกสู่ความยั่งยืน: เปลี่ยนมนุษย์จาก “ผู้ใช้” เป็น “ผู้สอน”

บทสรุปจากเวทีเสวนา เสนอแนะโรดแมปการปรับตัวขององค์กรธุรกิจเพื่อก้าวข้ามกับดักดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ เริ่มต้นจากระยะการสำรวจเรียนรู้ (Exploration) เพื่อทำความเข้าใจขอบเขตของเทคโนโลยี เข้าสู่ ระยะการใช้งานจริง (Production) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และก้าวไปสู่ขั้นสูงสุดคือ “ระยะแห่งปัญญาและสัญชาตญาณ” (Teaching & Intuition)

ในระยะสุดท้ายนี้ มนุษย์ต้องยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ใช้งาน ขึ้นมาเป็น “ผู้สอน” และ “ผู้กำกับดูแล” โดยอาศัยสัญชาตญาณและวิจารณญาณที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้ในการตรวจสอบผลลัพธ์ เนื่องจาก AI เป็นเพียงระบบประมวลผลที่ไม่มีจิตสำนึกรับผิดชอบ การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์และวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างความมั่นใจว่า AI คือพันธมิตรที่ปลอดภัย เพื่อเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีที่แค่ “รู้จัก” ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ทุกคน “รัก” และไว้วางใจในการใช้งานจริงอย่างยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

SCBX เปิดรายงาน ‘thAI Consumer AI Adoption 2026’ ชี้คนไทย 90% เข้าถึง AI แต่ ‘ขาดความเชื่อใจ’

Block Mountain CNX 2026 ชูยุทธศาสตร์ดันเอเชียฮับ Web3-สินทรัพย์ดิจิทัลโลก

ทรูบิสิเนสชู Telco Data รุก Health Tech ปั้นระบบนิเวศสุขภาพปี 2569

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar