Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Cisco เปิด Agentic Ops รับยุค AI Agents

Cisco เปิด Agentic Ops รับยุค AI Agents

โลกกำลังก้าวข้ามเส้นแบ่งจากยุคของ Chatbot ที่ทำหน้าที่เพียงโต้ตอบบทสนทนา ไปสู่หมุดหมายใหม่ของ “AI Agents” หรือผู้ช่วยดิจิทัลอัจฉริยะที่สามารถคิด วิเคราะห์ และลงมือทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ทว่า ยิ่ง AI Agents เข้ามามีบทบาทในองค์กร สิ่งที่ตามมาคือแรงกดดันใหม่ต่อโครงสร้างพื้นฐานไอที ทั้งด้านเครือข่าย ความปลอดภัย ข้อมูล และความน่าเชื่อถือ

เบน ดอว์สัน ประธานบริษัทซิสโก้ เอพีเจซี (Cisco APJC) ชี้ให้เห็นว่า AI กำลังทำให้องค์กรต้องกลับมาให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างจริงจัง เพราะหากวางโครงสร้างพื้นฐานได้ถูกต้อง จะเป็นตัวเร่งสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความสำเร็จของธุรกิจ แต่หากวางผิดทาง ก็อาจกลายเป็นแรงฉุดรั้งสำคัญขององค์กร

การเปลี่ยนผ่านจาก Chatbot ไปสู่ AI Agents ยังทำให้ปริมาณการใช้เครือข่าย (Network Traffic) เพิ่มขึ้นเกือบ 400% เมื่อ Agent เริ่มเรียกใช้เครื่องมือและลงมือทำงานจริง นำมาซึ่งข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ช่องว่างของข้อมูล และวิกฤติความน่าเชื่อถือ (Trust Deficit) ที่องค์กรต้องเผชิญ

ด้วยเหตุนี้ การสร้างรากฐานที่ทั้งยืดหยุ่น ปลอดภัย และพร้อมรองรับ AI จึงกลายเป็นวาระสำคัญขององค์กรในยุคถัดไป

Cisco Cloud Control และการกำเนิดของ Agentic Ops

เพื่อรับมือกับโจทย์ดังกล่าว ซิสโก้เปิดตัว Cisco Cloud Control แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์และ AI Agents สามารถบริหารจัดการ ตรวจสอบ และปกป้องโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่สำคัญร่วมกันได้

Cisco Cloud Control ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่รวบรวมระบบเครือข่าย ความปลอดภัย การประมวลผล Observability และ Collaboration ของซิสโก้ไว้ในสภาพแวดล้อมเดียว โดยผู้ดูแลระบบและ AI Agents ทำงานบน Data Layer เดียวกัน แชร์บริบทเดียวกัน และใช้ระบบปฏิบัติการเดียวกัน โดยที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมสูงสุด

แพลตฟอร์มนี้ยังเป็นรากฐานของวิสัยทัศน์ “Agentic Ops” ของซิสโก้ หรือรูปแบบการทำงานที่ให้ AI Agents เข้ามาช่วยจัดการงานหนักและซับซ้อน ขณะที่มนุษย์ยังคงอยู่ในบทบาทผู้ควบคุม ตัดสินใจ และกำกับสิ่งสำคัญ หรือ Human-in-the-loop

Cisco Cloud Control ถูกออกแบบให้เป็น Single Management Plane สำหรับสินทรัพย์ไอทีของลูกค้า โดยหลอมรวมองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Cross-domain Telemetry, โมเดลเฉพาะทาง และ Trusted Agents เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรเกิดขึ้นบนฐานข้อมูลเดียวกันและอยู่ภายใต้การควบคุมที่ตรวจสอบได้

จากข้อมูลข้ามโดเมนสู่ Trusted Agents

หัวใจสำคัญของ Cisco Cloud Control คือการนำข้อมูล Telemetry ข้ามโดเมนจากเครือข่าย ความปลอดภัย Observability การทำงานร่วมกัน และระบบอื่น ๆ มารวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ทั้งมนุษย์และ AI Agents สามารถทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน

Cloud Control ยังใช้โมเดลที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ โดยผสมผสานโมเดลเฉพาะทางกับโมเดลระดับแถวหน้า รวมถึง Deep Network Model ของซิสโก้ที่พัฒนาจากข้อมูลการดำเนินงานด้านระบบเครือข่ายของซิสโก้มากกว่า 40 ปี

ผลลัพธ์คือ Trusted Agents ที่สามารถดำเนินงานเป็นขั้นตอน ตั้งแต่รับสัญญาณเตือน ตรวจจับปัญหา ระบุสาเหตุ ลงมือแก้ไข ทดสอบการเปลี่ยนแปลงก่อนใช้งานจริง และตรวจสอบว่าประสบการณ์ของผู้ใช้งานกลับมาเป็นปกติแล้ว โดยยังคงให้ทีมงานมองเห็นและควบคุมทุกการกระทำได้

AI Canvas, Agent Builder และApp Builder

ภายใน Cisco Cloud Control ซิสโก้เปิดตัวความสามารถสำคัญหลายส่วนเพื่อให้มนุษย์และ AI Agents ทำงานร่วมกันได้จริง

Cisco AI Canvas คือพื้นที่ทำงานแบบ Generative ที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบและ AI Agents ทำงานร่วมกันจากข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนร่วมกัน โดยบริบทของข้อมูลยังคงอยู่แม้จะมีการเปลี่ยนกะหรือส่งต่องาน

Cloud Control Studio เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าปรับแต่งการทำงานได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ Agent Builder สำหรับสร้าง ฝึกฝน หรือเชื่อมต่อ Agent ให้สอดคล้องกับนโยบายและ Workflow ขององค์กร และ App Builder สำหรับสร้างแอปพลิเคชันหรือ Workflow จากคำสั่งภาษาธรรมชาติ

App Builder ทำงานร่วมกับ OpenAI Codex ที่ฝังอยู่ภายใน Cisco Cloud Control เพื่อให้การสร้างแอปและ Automation เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัย Observability และ Guardrails ตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ Cisco Cloud Control ยังเชื่อมต่อกับอีโคซิสเต็มภายนอก เช่น AWS, Linear, Microsoft, PagerDuty, ServiceNow, Slack และ Google Cloud ซึ่งปัจจุบันรวม Wiz เข้าไว้ด้วยกันแล้ว

ความปลอดภัยระดับ Machine Speed ในโลกยุค Mythos

เมื่อ AI ระดับแถวหน้าอย่าง Mythos หรือ CyberGPT เริ่มเปลี่ยนเกมด้านความปลอดภัย การตั้งรับแบบ Reactive Defense จึงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะช่องว่างระหว่างการค้นพบช่องโหว่กับการถูกโจมตีสั้นลงจากระดับหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่นาที

ซิสโก้จึงวางแนวทางด้านความปลอดภัยใหม่ที่ต้องทำงานด้วยความเร็วระดับ Machine Speed โดยมองว่า AI ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะวิธีบริหารจัดการไอทีเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนพื้นฐานของการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กร

หนึ่งในความสามารถสำคัญคือ Live Protect ซึ่งช่วยปกป้องผลิตภัณฑ์ของซิสโก้จากช่องโหว่ใหม่ ๆ ที่ตรวจพบและได้รับการจัดลำดับความสำคัญ ขณะที่ระบบยังทำงานอยู่ โดยไม่ต้องรีบูต ไม่ต้องอัปเกรด และไม่ต้องมีช่วงเวลาปิดปรับปรุงระบบ

Live Protect ไม่ได้ถูกวางให้เป็น Virtual Patch แต่เป็นการควบคุมเฉพาะจุดเพื่อช่วยปิดช่องว่างระหว่างช่วงเวลาที่พบช่องโหว่กับช่วงเวลาที่องค์กรสามารถแพตช์ระบบจริงได้

ซิสโก้ยังขยายแนวคิดการป้องกันไปสู่ Hybrid Mesh Firewall เพื่อขยายการปกป้องแบบรวมศูนย์ครอบคลุมทั้งเครือข่าย แอปพลิเคชัน รวมถึงไฟร์วอลล์ของซิสโก้และของผู้ผลิตรายอื่น เพื่อจำกัดวงความเสียหายเมื่อเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น

ปกป้อง Agent จากโลกและปกป้องโลกจาก Agent

เมื่อ AI Agents เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกำลังคนดิจิทัล องค์กรต้องปกป้อง Agent จากการถูกแทรกแซงหรือถูกหลอกให้ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ และในอีกด้านหนึ่งก็ต้องปกป้องข้อมูล แอปพลิเคชัน และระบบขององค์กรจาก Agent ที่อาจทำงานผิดพลาดหรือถูกใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

แนวทางของซิสโก้ประกอบด้วย **AI Defense** สำหรับค้นหา ตรวจสอบ ทดสอบ และกำกับ AI Agents รวมถึงวาง Guardrails ให้เหมาะสม

อีกส่วนคือ Defense Claw ความสามารถด้านความปลอดภัยที่สามารถฝังเข้าไปกับ Agent และถูกนำมาใส่ไว้ใน Cisco Secure Client เพื่อช่วยปกป้อง Agent โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขตัว Agent โดยตรง

ขณะเดียวกัน ซิสโก้ยังเสนอแนวคิด Action Control ซึ่งเป็นการควบคุมสิทธิ์ในระดับ “การกระทำ” ของ Agent แทนการให้สิทธิ์แบบกว้าง ๆ โดยจำกัดให้ Agent เข้าถึงเฉพาะสิ่งที่จำเป็น เฉพาะภารกิจที่กำหนด และเฉพาะช่วงเวลาที่เหมาะสม

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการจัดการตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์ หรือ Non-human Identity เพื่อให้องค์กรแยกแยะได้ว่าสิ่งที่กำลังเข้าถึงระบบนั้นเป็นมนุษย์ หรือเป็น Agent ที่ทำงานแทนมนุษย์

เครือข่ายแห่งอนาคตและ Digital Twin

เพื่อรองรับแอปพลิเคชัน AI ที่ซับซ้อน ซิสโก้เปิดตัว Cisco Multicloud Fabric บริการบนคลาวด์ที่ช่วยเชื่อมต่อระบบเครือข่ายระหว่างหลาย Cloud และหลาย Site ได้ในไม่กี่นาที พร้อมผสานความปลอดภัยและ Observability เข้าไว้ในตัว

แนวทางนี้ตอบโจทย์สถาปัตยกรรมแอปพลิเคชันยุคใหม่ที่ Frontend อาจอยู่บน Cloud หนึ่ง Data Lake อยู่บนอีก Cloud และโมเดล AI อาจถูก Inferencing บนอีก Cloud หนึ่ง ทำให้การเชื่อมต่อทุกส่วนเข้าด้วยกันเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างมาก

ซิสโก้ยังนำ Digital Twin มาใช้จำลองเครือข่ายเสมือนจริงแบบ 1:1 เพื่อให้สามารถทดสอบการตั้งค่า วิเคราะห์ปัญหา หรือทดลองแนวทางแก้ไขในสภาพแวดล้อมจำลอง ก่อนนำไปใช้งานจริงบนระบบหลัก

ในมุมของ Agentic Ops นี่คือการทำให้ Agent สามารถตรวจจับปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ เสนอแนวทางแก้ไข และทดสอบใน Digital Twin ได้ ก่อนส่งต่อให้มนุษย์กำกับหรือตัดสินใจ

ซิสโก้ยังเปิดตัวอุปกรณ์และฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อรองรับความต้องการของระบบ AI และการทำงานรูปแบบใหม่ ได้แก่

  • Core Switch 9550 สวิตช์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับโหลดงาน AI และการทำงานของเครือข่ายในระดับสูง
  • Wi-Fi 7 Outdoor อุปกรณ์กระจายสัญญาณสำหรับพื้นที่กลางแจ้ง เช่น ลานจอดรถ พื้นที่เปิด หรือพื้นที่นอกอาคาร
  • Industrial Router เราเตอร์พลังงานต่ำที่ออกแบบให้ทนทานสำหรับงานอุตสาหกรรม เช่น ระบบสาธารณูปโภค
  • Cisco Board Pro G3 อุปกรณ์ประชุมทางวิดีโอแบบ All-in-one ที่รองรับการประชุม Digital Whiteboard และความสามารถด้าน Agentic โดยทำงานร่วมกับ Cisco Room OS และรองรับแพลตฟอร์มประชุมหลายรูปแบบ

Splunk, Data Fabric และ Agentic SOC

อีกแกนสำคัญของยุค Agentic AI คือการจัดการข้อมูลและ Telemetry ปริมาณมหาศาลในระดับ Machine Scale ซิสโก้จึงประกาศ Cisco Data Fabric ซึ่งขับเคลื่อนโดย Splunk เพื่อรวมข้อมูลจากเครือข่าย โครงสร้างพื้นฐาน แอปพลิเคชัน ความปลอดภัย รวมถึงระบบของ Cisco และ Third Party เข้าด้วยกัน

Cisco Data Fabric ถูกวางให้เป็นฐานสำหรับการจัดการข้อมูลข้ามโดเมน โดยมีความสามารถสำคัญ เช่น Federated Search, Machine Data Lake และ AI Toolkit เพื่อช่วยให้องค์กรจัดการข้อมูลจำนวนมาก วิเคราะห์บริบท และนำไปสู่การลงมือทำได้เร็วขึ้น

การผสานพลังกับ Splunk ยังนำไปสู่แนวคิด Agentic SOC และ Agentic SRE ที่ใช้ AI ช่วยตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อปัญหาได้รวดเร็วขึ้น

ในด้าน Agentic SOC ซิสโก้และ Splunk มุ่งลดเวลาการทำงานด้าน Security Operations จากสิ่งที่เคยใช้เวลาหลายวันหรือหลายชั่วโมง ให้เหลือเพียงไม่กี่นาทีหรือวินาที โดยอัตโนมัติงาน Tier 1 และ Tier 2 ที่มีปริมาณสูง พร้อมช่วยสนับสนุนงาน Tier 3 ที่ซับซ้อนกว่า

ส่วน Agentic SRE ช่วยให้ Agent สามารถเชื่อมโยง Logs และ Telemetry เพื่อหาต้นตอของปัญหาในแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงช่วยแนะนำหรือดำเนินการแก้ไขตามขั้นตอนที่ผ่านการทดสอบแล้ว

ทั้งหมดนี้ยังเชื่อมโยงกับการสร้างความเชื่อมั่นต่อ AI เพราะองค์กรไม่ได้ต้องการเพียงการใช้ AI แต่ต้องการมองเห็นต้นทุน ประสิทธิภาพ ความเสี่ยง และพฤติกรรมของ AI Stack ทั้งหมด ตั้งแต่ GPU, Vector Database, Agent ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้าน Token หรือ Tokenomics

Cisco IQ และการเตรียมพร้อมสู่ Quantum -Safe Infrastructure

ในด้านบริการ ซิสโก้ประกาศความสามารถใหม่ของ Cisco IQ ซึ่งผสานเข้ากับ Cisco Cloud Control เพื่อช่วยให้องค์กรสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว ลดความซับซ้อน และเห็นคุณค่าจากเทคโนโลยีได้เร็วขึ้น

Cisco IQ ช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพรวมของสินทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน ตรวจจับหรือแจ้งเตือนปัญหาก่อนที่ลูกค้าจะได้รับผลกระทบ สนับสนุนการแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว และนำความรู้ของซิสโก้มาใช้กับบริการเชิงวิชาชีพได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ

ซิสโก้ยังประกาศ Resilient Infrastructure Services ซึ่งให้บริการผ่าน Cisco Support และบริการจากผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้แนวทาง 3 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินความเสี่ยง การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย และการสร้างความยืดหยุ่นในการป้องกัน เพื่อช่วยลูกค้าบรรเทาความเสี่ยงจากภัยคุกคามของโมเดล AI ระดับแถวหน้า

อีกประเด็นสำคัญคือ Quantum Ready Assessments ซึ่งช่วยให้องค์กรประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานต่อภัยคุกคามแบบ “ดักเก็บข้อมูลวันนี้ เพื่อไปถอดรหัสในวันหน้า” หรือ Harvest now, decrypt later

บริการนี้จะช่วยระบุสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงสุด และแนะนำว่าองค์กรควรเริ่มรับมือจากจุดใดก่อน โดยประเมินได้ทั้งในระดับภาพรวมตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในแต่ละภูมิภาค และระดับอุปกรณ์ว่าองค์กรพร้อมแล้ว ต้อง Refresh ฮาร์ดแวร์ ต้องอัปเกรดซอฟต์แวร์ หรือจำเป็นต้องเปิดใช้งานฟีเจอร์บางอย่าง

ซิสโก้ยังวางกรอบ **Quantum Resilience Framework** เพื่อช่วยให้องค์กรมีแนวทางที่เป็นระบบในการจัดการ Post-quantum Cryptography ผ่านสองเสาหลัก ได้แก่ การสื่อสารที่ปลอดภัยจากควอนตัม และผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยจากควอนตัม

จาก Network Infrastructure สู่ AI Infrastructure Platform

ภาพรวมนวัตกรรมและวิสัยทัศน์ที่ซิสโก้นำเสนอ สะท้อนทิศทางสำคัญของบริษัทในการขยายบทบาทจากผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยุค Agentic AI

จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่ม AI เข้าไปในผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง แต่อยู่ที่การวาง AI ลงในทุกชั้นของโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่เครือข่าย ความปลอดภัย Data Fabric, Observability, Collaboration ไปจนถึงบริการหลังการขาย

หาก AI Agents จะกลายเป็น “เพื่อนร่วมงานดิจิทัล” ขององค์กร สิ่งที่องค์กรต้องมีจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือ AI ที่เก่งขึ้นเท่านั้น แต่ต้องมี Data Layer, Security Layer และ Control Layer ที่แข็งแรงพอจะทำให้ Agent ทำงานได้อย่างปลอดภัย ตรวจสอบได้ และอยู่ภายใต้การกำกับของมนุษย์

นี่คือความหมายสำคัญของ Agentic Ops ในมุมของซิสโก้ ไม่ใช่เพียงการทำให้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่พร้อมรองรับโลกการทำงานซึ่ง AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออีกต่อไป หากกำลังขยับเข้าใกล้บทบาทของ “เพื่อนร่วมงานดิจิทัล” ที่ทำงานเคียงข้างมนุษย์มากขึ้น

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

STT GDC เล็ง EEC รับ Data Center 100MW ชี้ AI ดันดีมานด์ไฟพุ่ง

AWS Summit Bangkok: AI โครงสร้างพื้นฐานใหม่ขององค์กร

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar