ในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับวิกฤติที่ประดังเข้ามาไม่ขาดสาย ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 บาดแผลจากสงคราม การก้าวกระโดดของ AI ที่เข้ามาสั่นคลอนความมั่นคงในอาชีพ ไปจนถึงแรงกดดันจากโลกโซเชียลมีเดียที่บีบคั้นให้ทุกคนต้องพิสูจน์ตัวเองว่าสมบูรณ์แบบในทุกมิติ ปัจจัยเหล่านี้กำลังผลักให้ผู้คนต้อง “เก่งขึ้น” ในทุกด้าน ทั้งการทำงาน การลงทุน การเก็บเงิน การดูแลสุขภาพ และการใช้ชีวิต
ทุกวิกฤติเรียกร้องให้มนุษย์ปรับตัวมากขึ้น ทำงานได้มากขึ้น เรียนรู้เร็วขึ้น และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน โลกโซเชียลมีเดียก็ทำให้ทุกคนเห็นอยู่เสมอว่า มีคนที่เก่งกว่า รวยกว่า สวยกว่า ลงทุนเก่งกว่า หรือใช้ชีวิตได้ดีกว่าอยู่ตลอดเวลา แรงกดดันเหล่านี้ค่อย ๆ สะสม จนกลายเป็นมวลความเหนื่อยล้าในใจของผู้คน
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “Fatigue” หรือความเหนื่อยล้า กลายเป็นคำที่ผู้คนใช้บรรยายชีวิตตัวเองมากที่สุดในยุคนี้
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รวิศ หาญอุตสาหะ CEO, Srichand & Mission To The Moon Media หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเปิด Session 1 ภายใต้หัวข้อ WORK LIFE EVOLUTION ความหมายของ “ความสำเร็จ” เมื่องานและชีวิตกำลังวิวัฒนาการ จากงานสัมมนาครั้งใหญ่ ALIVE Powered by AIA Presents MISSION TO THE MOON FORUM 2026
เมื่อชีวิตและการทำงานไม่ได้เปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปอีกต่อไป แต่ถูกเร่งด้วยวิกฤติ เทคโนโลยี และแรงกดดันรอบด้าน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าเราจะทำงานให้เก่งขึ้นได้อย่างไร หากยังรวมถึงว่าเราจะใช้ชีวิตในโลกที่เหนื่อยล้าเช่นนี้อย่างไรให้ยังประสบความสำเร็จและมีความสุขไปพร้อมกัน
เข็มทิศที่ช่วยนำทางผู้คนในโลกที่เหนื่อยล้าใบนี้ อาจประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ Serenity, Courage, Wisdom และหนึ่งกฎสำคัญของการลงมือทำ คือ Point by Point
Serenity: ยอมรับว่าโลกไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น
เสาหลักแรกคือ Serenity หรือความสงบจากการยอมรับความจริงว่า โลกนี้มีหลายสิ่งที่เราควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ โลกอาจไม่ได้เป็นใจ และไม่ได้เป็นแบบที่เราอยากให้เป็นเสมอไป แต่เรายังมีอิสรภาพในการเลือก “การตอบสนอง” ต่อสิ่งเหล่านั้น
ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ Viktor Frankl นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย ผู้ถูกจับกุมในค่ายกักกันนาซีเอาชวิทซ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาถูกริบทุกสิ่งในชีวิตไปจนหมด ทั้งภรรยา ครอบครัว หน้าที่การงาน ชื่อเสียง และต้นฉบับหนังสือที่เขาเขียนมาตลอดชีวิต
ในค่ายกักกันที่โหดร้าย Viktor Frankl ไม่สามารถเลือกได้ว่าเขาจะมีอาหารกินหรือไม่ ไม่สามารถเลือกได้ว่าครอบครัวจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และไม่สามารถเลือกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ สิ่งเดียวที่เขาเลือกได้ คือเมื่อตื่นขึ้นมาในค่ายกักกันแห่งนั้น เขาจะเป็นคนแบบไหน
สิ่งที่ Frankl ค้นพบคือ ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราและการตอบสนองของเรา มีสิ่งหนึ่งอยู่ตรงกลาง นั่นคือ “อิสรภาพ” อิสรภาพในการเลือกว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างไร
แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านประโยคจากหนังสือ Man’s Search for Meaning ที่ว่า “When we are no longer able to change a situation, we are challenged to change ourselves.” เมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ ความท้าทายคือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง
เรื่องราวของ Viktor Frankl ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดทางจิตวิทยาเรื่อง Locus of Control หรือศูนย์กลางการควบคุมตนเอง ซึ่งแบ่งวิธีคิดของคนออกเป็น 2 แบบ คือ External Locus of Control และ Internal Locus of Control
External Locus of Control คือคนที่มักมองว่าทุกอย่างเกิดจากปัจจัยภายนอก โทษโลก โทษสิ่งแวดล้อม หรือโทษคนอื่น คนที่คิดแบบนี้มักกังวลง่าย มีความสุขน้อย และปรับตัวยากเมื่อต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลง
ในทางตรงกันข้าม Internal Locus of Control คือคนที่เมื่อเผชิญเหตุการณ์ร้าย จะหันกลับมาถามตัวเองว่า “ฉันทำอะไรกับสถานการณ์นี้ได้บ้าง” แทนที่จะจมอยู่กับคำถามว่า ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับฉัน คนที่คิดแบบนี้จึงยืดหยุ่นกว่า สุขง่ายกว่า ฝ่าวิกฤติได้ดีกว่า และปรับตัวได้เร็วกว่า
แก่นของ Serenity จึงไม่ใช่การยอมแพ้ต่อโลก แต่คือการแยกให้ออกว่าอะไรควบคุมไม่ได้ และอะไรยังเป็นความรับผิดชอบของเรา
“It’s not your fault but it’s your responsibility.” บางเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตอาจไม่ใช่ความผิดของเรา แต่มันเป็นความรับผิดชอบของเราที่ต้องจัดการและผ่านมันไปให้ได้
Courage: ใช้ชีวิตด้วยความตั้งใจไม่ใช่ปล่อยให้ความกลัวนำทาง
เมื่อยอมรับได้แล้วว่าบางอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งต่อมาที่มนุษย์ต้องการคือ Courage หรือความกล้าหาญ
ความกล้าหาญในมุมมองนี้ไม่ได้หมายถึงการไม่กลัว แต่คือการลงมือทำสิ่งนั้นทั้ง ๆ ที่ในใจยังกลัวแทบตาย การดำเนินชีวิตที่ดีจึงต้องขับเคลื่อนด้วย “เป้าหมายและความตั้งใจ” ไม่ใช่ปล่อยให้ความกลัวเป็นตัวนำทาง
“Live with intention, not with fear.” ใช้ชีวิตด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่ใช้ชีวิตด้วยความกลัว
ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ Austin เด็กชายวัย 13 ปีชาวออสเตรเลียจากครอบครัว Appleby ที่เดินทางไปเที่ยวกับแม่และน้อง ๆ ก่อนเกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อครอบครัวพาย Paddle Board และคายัคออกไปเล่นน้ำ แต่คลื่นและลมเปลี่ยนทิศ ทำให้ทั้งครอบครัวถูกพัดออกไปไกลจากชายฝั่งหลายกิโลเมตร
หลังติดอยู่กลางทะเลเป็นเวลาหลายชั่วโมง แม่ของ Austin ตัดสินใจให้ออสติน ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตและมีแรงมากที่สุด พยายามกลับเข้าฝั่งเพื่อขอความช่วยเหลือ ออสตินเริ่มจากการพายคายัค แต่คลื่นซัดกลับจนเรือคว่ำหลายครั้ง สุดท้ายเขาตัดสินใจทิ้งคายัคและว่ายน้ำแทน
เมื่อพบว่าเสื้อชูชีพทำให้ว่ายน้ำไปข้างหน้าได้ช้า Austin จึงตัดสินใจถอดเสื้อชูชีพออกกลางทะเล ทั้งที่รู้ว่าบริเวณนั้นเต็มไปด้วยอันตรายและความไม่แน่นอน เขาว่ายน้ำทวนคลื่นเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ใช้เวลารวมประมาณ 4 ชั่วโมง ก่อนจะขึ้นฝั่งและต้องวิ่งต่ออีกประมาณ 2 กิโลเมตรเพื่อกลับไปยังจุดที่มีโทรศัพท์ จากนั้นจึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ส่งเรือและเฮลิคอปเตอร์ออกไปช่วยแม่และน้อง ๆ ได้ทันเวลาก่อนพระอาทิตย์ตก
หลังจากนั้น Austin ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพราะร่างกายบาดเจ็บจากการใช้แรงอย่างหนัก แพทย์ระบุว่าอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อคล้ายกับการวิ่งฟูลมาราธอนสองครั้งติดต่อกัน
เมื่อถูกถามว่าตอนอยู่ในน้ำเขาคิดอะไร Austin ตอบว่าเขามีเป้าหมายเดียว คืออยากให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง เขาจึงว่ายต่อไป
คนที่ใช้ชีวิตด้วยเป้าหมายจะมีพลังในการก้าวข้ามความกลัว ชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัวมักไปไหนไม่ได้ แต่ชีวิตที่เต็มไปด้วยเป้าหมายจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้ แม้เส้นทางนั้นจะยากเพียงใด
Wisdom: สร้างโชคดีด้วยการเตรียมพร้อม
เสาหลักสุดท้ายคือ Wisdom หรือปัญญาในการแยกแยะว่า สิ่งใดเปลี่ยนไม่ได้ สิ่งใดเปลี่ยนได้ และสิ่งใดสำคัญพอที่จะลงทุนลงแรงแก้ไข
ในการทำงานและการใช้ชีวิต ผู้คนมักพูดถึงโชคชะตาในรูปแบบของ “ดวงดี” หรือ “ดวงซวย” แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ โชคชะตาทำงานแบบนั้นจริงหรือไม่
ทีมชาติฟุตบอลอังกฤษเคยมีอาถรรพ์พ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษในทัวร์นาเมนต์สำคัญมาตลอด 30 ปี ไม่ว่าผู้เล่นจะดีแค่ไหน หรือฟอร์มจะดีเพียงใด เมื่อถึงการดวลจุดโทษ ทีมชาติอังกฤษมักพ่ายแพ้ จนทั้งผู้เล่น กองเชียร์ และผู้จัดการทีมบางคนมองว่านี่เป็นเรื่องของดวง
แต่เมื่อ แกเร็ธ เซาธ์เกต เข้ามาคุมทีม เขาเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ว่า การยิงจุดโทษไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็นเรื่องของเทคนิคและสภาพจิตใจ โดยวิเคราะห์ว่าการยิงจุดโทษให้ดีประกอบด้วยเทคนิค 30% และความเข้มแข็งของจิตใจ 70%
เซาธ์เกตจึงให้นักเตะซ้อมยิงจุดโทษในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด ตั้งแต่การซ้อมหลังนักเตะเหนื่อยล้า การจำลองแรงกดดันจากผู้ตัดสิน ผู้กำกับเส้น เสียงเชียร์ และเสียงโห่ของกองเชียร์ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับภาวะกดดันจริงในการแข่งขัน
นอกจากนั้น ทีมชาติอังกฤษยังเลิกพึ่งดวง และหันมาใช้ข้อมูล โดยเก็บสถิติพฤติกรรมการยิงจุดโทษของคู่แข่งไว้บนกระบอกน้ำของผู้รักษาประตู เพื่อให้รู้ว่าผู้เล่นแต่ละคนมีแนวโน้มยิงไปทางไหน และผู้รักษาประตูควรตอบสนองอย่างไร
หลังจากเปลี่ยนวิธีคิดจากการพึ่งโชคชะตา มาสู่การเตรียมพร้อมและใช้ข้อมูล ทีมชาติอังกฤษดวลจุดโทษในแมตช์ใหญ่อีก 4 ครั้ง และชนะได้ 3 ครั้ง
หลายครั้งเราต้องสร้างโชคของตัวเอง หากรู้สึกว่าตัวเองซวยกับบางเรื่อง คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่แค่ “ฉันซวยจริงหรือไม่” แต่คือ “ฉันยังซ้อมไม่พอหรือเปล่า”
“Fortune favors the prepared.” โชคจะเข้าข้างคนที่เตรียมพร้อม
กล้าหันกลับไปแก้สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง
ในอีกมุมหนึ่ง คำถามที่ควรถามตัวเองอาจไม่ใช่เพียงว่า เรากำลังต่อสู้กับอะไรอยู่ แต่คือสิ่งที่เรากำลังสู้อยู่นั้นเปลี่ยนได้จริงหรือไม่ และมีอะไรบ้างที่เรามองข้ามไป ทั้งที่หากลงมือเปลี่ยน อาจเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล
บางครั้งสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตได้จริงอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราไม่กล้ายอมรับ ไม่กล้าเผชิญหน้า หรือบอกตัวเองว่า “ฉันก็เป็นอย่างนี้แหละ”
ตัวอย่างหนึ่งคือคนที่ติดพนันออนไลน์ ชีวิตพัง สูญเสียความสัมพันธ์กับครอบครัวและคนรอบข้าง แต่ยังบอกตัวเองว่าเล่นเพื่อความบันเทิงและผ่อนคลายจากความเครียด จนกระทั่งวันหนึ่งกล้ายอมรับว่า ปัญหาที่ทำให้ชีวิตไปต่อไม่ได้คือเรื่องนี้ และลุกขึ้นมาสู้กับตัวเอง เมื่อเลิกได้จริง ชีวิตก็พลิกไปจากเดิม
Wisdom ไม่ใช่แค่การรู้ว่าอะไรสำคัญ แต่คือการกล้ายอมรับว่าอะไรคือปัญหาที่ต้องแก้จริง ๆ และลงมือเปลี่ยนสิ่งนั้น
Point by Point: อยู่กับแต้มตรงหน้า
นอกเหนือจาก 3 เสาหลักแล้ว อีกกฎหนึ่งที่ช่วยให้คนรับมือกับความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันได้ คือ Point by Point หรือการให้ความสำคัญกับปัจจุบันตรงหน้า
Roger Federer นักเทนนิสระดับตำนานของโลก ผู้คว้าแชมป์แกรนด์สแลม 20 สมัย และเคยครองมือหนึ่งของโลกยาวนานรวม 310 สัปดาห์ เคยอธิบายบทเรียนจากสนามเทนนิสว่า หากอยากใช้ชีวิตให้ดี ต้องเล่นแบบ Point by Point คือให้ความสำคัญกับแต้มตรงหน้าเท่านั้น
แต้มที่เสียไปแล้วไม่สำคัญอีกต่อไป แต้มข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึง แม้จะเป็น Championship Point ก็ยังไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแต้มนี้ เวลานี้ และสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
หลักคิดนี้ใช้ได้กับชีวิต เพราะคนจำนวนมากใช้เวลาไปกับการคร่ำครวญถึงอดีต หรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง จนลืมว่าเวลาที่มีอยู่จริงคือปัจจุบัน
ตลอดเส้นทางอาชีพที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง Federer เปิดเผยว่า เขาชนะเพียง 54% ของแต้มทั้งหมดที่เล่นตลอดชีวิตการแข่งขันเท่านั้น ตัวเลขนี้บอกว่า ชีวิตไม่ได้วัดกันที่จำนวนครั้งของความพ่ายแพ้ แต่วัดกันว่าเมื่อแพ้แล้ว เรากลับมาเล่นแต้มถัดไปอย่างไร
Federer อธิบายว่า คุณอาจแพ้แต้มนี้ แต่ยังชนะเกมได้ คุณอาจแพ้เกมนี้ แต่ยังชนะเซตได้ คุณอาจแพ้เซตนี้ แต่ยังชนะแมตช์ได้ และต่อให้แพ้แมตช์นี้ ก็ยังชนะทัวร์นาเมนต์หน้าได้
ใน Australian Open 2020 Federer ในวัย 38 ปี ต้องเผชิญทั้งอาการบาดเจ็บ ฟอร์มที่ไม่ดี และความกดดันในสนาม เขาถูกนำจนต้องเผชิญถึง 7 Match Point แต่ยังไม่ยอมแพ้ ไล่กลับมาทีละแต้มด้วยหลัก Point by Point จนพลิกกลับมาชนะได้ในที่สุด
หลังจบแมตช์ Federer ให้สัมภาษณ์ว่าเขายอมรับอย่างรวดเร็วว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาต้องการ ร่างกายไม่ดี มีอาการบาดเจ็บ แต่แทนที่จะคร่ำครวญ เขาเลือกที่จะเล่นต่อไปเท่าที่เล่นได้
ชีวิตของเราก็ไม่ต่างกัน วิกฤติต่าง ๆ อาจทำให้เราล้มลงได้หลายครั้ง แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่จำนวนครั้งที่ล้ม หากคือทัศนคติและวิธีที่เราลุกขึ้นมาสู้ต่อในแต้มถัดไป
บทเรียนจาก Work-Life Evolution จึงอาจเริ่มจากการยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ กล้าลงมือทำในสิ่งที่ควรทำ ใช้ปัญญาเลือกทุ่มเทกับสิ่งที่ควบคุมได้ และใช้ชีวิตแบบ Point by Point กับปัจจุบันตรงหน้า
ท้ายที่สุด Session นี้ปิดด้วยคำกล่าวของ Winston Churchill อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองว่า “Even if you’re going through hell, keep going.”
เพราะถ้าวันนี้คุณกำลังเดินทางผ่านนรกอยู่ คุณต้องเดินต่อไป เพราะหากหยุดเดิน คุณจะไม่มีวันรู้เลยว่ามีสิ่งใดรออยู่ที่ปลายทาง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Joy span และ Worth span เมื่อชีวิตมีค่ามากกว่าความสำเร็จ
ถอดรหัส Health Span สไตล์ ‘สาระ ล่ำซำ’





