ในงาน MISSION TO THE MOON FORUM 2026 ภายใต้ธีม WORK-LIFE EVOLUTION เมื่อโลกวิวัฒนาการ ชีวิตและการทำงานต้องเติบโตไปด้วยกัน จัดโดย Alive Powered by AIA อีกหนึ่งเซสชันสำคัญคือการขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ของ กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ในบทบาท KBANK Executive Innovation Futurist
ภายใต้หัวข้อ “Finding Human Authenticity in the AI Era” หรือ “ค้นหาความเป็นมนุษย์ในยุค AI ครองโลก” คุณกระทิงไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า AI จะเก่งขึ้นได้อีกแค่ไหน แต่ชวนมองลึกไปกว่านั้นว่า ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนทั้งชีวิต การทำงาน องค์กร เศรษฐกิจ และระเบียบโลก มนุษย์จะรักษาคุณค่าของตัวเองไว้อย่างไร
โลกกำลังอยู่ในจุด Reset
คุณกระทิงเริ่มต้นด้วยการชี้ว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เป็นช่วงที่ระเบียบโลกเก่า หรือ Old World Order กำลังพังทลายลง ขณะที่ระเบียบโลกใหม่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
นี่คือช่วงเวลาแห่งการ Reset ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทั่วไป แต่เป็นจุดเปลี่ยนระดับประวัติศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นในรอบกว่าร้อยปี
ความน่าสนใจของช่วงเวลานี้คือ แม้ความไม่แน่นอนจะสูงมาก แต่โอกาสก็เปิดกว้างเช่นกัน เพราะระเบียบโลกใหม่ยังไม่ได้ถูกกำหนดอย่างตายตัว มนุษย์ องค์กร และประเทศที่มองเห็นโอกาส จึงอาจมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตชุดใหม่ได้
สิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้รุนแรงขึ้น คือเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่กำลังผลักโลกเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงแบบ Double Exponential Curve หรือการหักศอกของโลกที่เร่งขึ้นด้วยพลังของเทคโนโลยี
จากเดิมที่ AI อยู่ในยุค Predictive AI ซึ่งทำหน้าที่คาดการณ์จากข้อมูล ต่อมาสู่ Generative AI ที่สามารถสร้างความรู้และคอนเทนต์ได้ และปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุค Agentic AI ที่ทำหน้าที่เสมือน Frontal Cortex หรือสมองส่วนหน้า สามารถสั่งการ วางแผน และรันกระบวนการทำงานได้ครบวงจรมากขึ้น
เมื่อ Predictive AI, Generative AI และ Agentic AI มาประกอบกัน เครื่องมือของ AI จึงเริ่มครบมากขึ้น จากการทดลองใช้งานไปสู่การนำไปใช้จริงในองค์กร และกำลังขยับจาก Agentic Workflow ไปสู่ Agentic Enterprise และในระยะยาวคือ Autonomous Enterprise หรือองค์กรที่สามารถรันกระบวนการจำนวนมากได้ด้วยตัวเอง
AI ไม่ได้มีแต่ด้านเพิ่มประสิทธิภาพ
คุณกระทิงชี้ว่า AI มีศักยภาพสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งจากการเพิ่ม Productivity และจาก Consumption Side Effect หรือการบริโภคที่เพิ่มขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน AI ก็ไม่ใช่เรื่องที่มีเพียงด้านบวก เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงมักมีสองด้านเสมอ
หลายคนกลัวว่า AI จะทำให้คนตกงาน แต่ประเด็นที่ลึกกว่านั้นคือ มูลค่าของมนุษย์ในองค์กรกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว งานบางประเภทจะถูก Automate งานบางประเภทจะถูก Augment และทักษะบางอย่างจะถูก AI เข้ามาแทนที่
ตัวอย่างเช่น งานของ Software Engineer ที่ไม่อาจหยุดอยู่แค่การเขียนโปรแกรม แต่ต้อง Shift Left เพื่อเข้าใจธุรกิจมากขึ้น ขยับจาก Software Engineer ไปสู่ Business Technology Engineer และต่อยอดไปสู่บทบาทที่เข้าใจลูกค้าและสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้มากกว่าเดิม
กล่าวอีกแบบคือ มนุษย์ยังมีคุณค่า แต่คุณค่าของมนุษย์กำลังถูกนิยามใหม่อย่างรวดเร็ว
ความรู้กลายเป็น Commodity และ AI เป็นตัวคูณต้นทุนมนุษย์
หนึ่งในประเด็นสำคัญของเซสชันนี้คือ ความรู้เชิงวิชาการเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะ Knowledge กำลังกลายเป็น Commodity หรือสิ่งที่หาได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ
คุณกระทิงยกมุมมองจากการพูดคุยกับ ยอด ชินสุภัคกุล แห่ง LINE MAN Wongnai ว่า การคัดเลือกคนในยุคใหม่ไม่ได้ดูเพียง Knowledge หรือ Skill เหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับ Attitude และ Raw Intelligence มากขึ้น
เพราะเมื่อ AI เข้ามาเป็นตัวคูณ คนที่มีต้นทุนมนุษย์ต่ำ แม้ใช้ AI ก็อาจเพิ่มศักยภาพได้ไม่มาก แต่คนที่มีต้นทุนมนุษย์สูง เมื่อนำ AI มาเสริม จะยิ่งขยายความสามารถออกไปอย่างมหาศาล
ต้นทุนมนุษย์ที่คุณกระทิงกล่าวถึงมี 3 ด้านสำคัญ คือ
- ด้านแรกคือ Raw Intelligence หรือต้นทุนทางความคิด หมายถึงความสามารถในการคิด วิเคราะห์ เชื่อมโยง และเข้าใจโจทย์ในระดับลึก
- ด้านที่สองคือ Attitude หรือต้นทุนสันดานดี ครอบคลุมทัศนคติ กรอบความคิด และคุณภาพภายในของคน
- ด้านที่สามคือ Live Ability หรือต้นทุนทางสังคม หมายถึงทักษะการอยู่ร่วมกับผู้คน ความยืดหยุ่น และความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับโลกจริง
ในโลกที่ AI เป็นตัวคูณ ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครใช้ AI หรือไม่ใช้ AI เท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าใครมีต้นทุนมนุษย์มากพอให้ AI ขยายศักยภาพได้มากกว่า
กับดัก AI: จาก Augmented Intelligence สู่ Addictive Intelligence
คุณกระทิงเตือนว่า AI อาจไม่ได้เป็นเพียง Augmented Intelligence หรือเครื่องมือเสริมปัญญาของมนุษย์ แต่อาจกลายเป็น Addictive Intelligence หรือปัญญาที่ทำให้มนุษย์เสพติดได้เช่นกัน
ยิ่งใช้ AI มากขึ้น หากใช้ผิดวิธี มนุษย์อาจไม่ได้ฉลาดขึ้น แต่กลับคิดน้อยลง พึ่งพามากขึ้น และสูญเสียความสามารถในการตั้งคำถาม
นี่คือภาวะ Digital Atrophy หรือความเสื่อมถอยทางดิจิทัล ที่ทำให้มนุษย์กลายเป็น Lazy Thinkers เพราะ Offload ความคิดไปให้ AI มากเกินไป จน Cognitive Pathway สำหรับ Critical Thinking ถูกลัดขั้นตอน
ความน่ากังวลจึงไม่ใช่เพียง AI ฉลาดขึ้น แต่คือมนุษย์อาจค่อย ๆ ลดทอนความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตรวจสอบด้วยตัวเอง
อีกหนึ่งกับดักสำคัญคือ Validation Gap หรือช่องว่างของการตรวจสอบ เมื่อมนุษย์เชื่อ AI มากเกินไป แต่ไม่ Validate คำตอบที่ได้รับ
ในยุคที่ AI สามารถตอบคำถามได้เกือบทุกอย่าง แม้บางครั้งไม่มีคำตอบที่ถูกต้องจริง มนุษย์จึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการ Deconstruct, Verify และ Improve Logic ของ AI
นี่คือคุณสมบัติสำคัญของ Senior Professional ในยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงใช้ AI ได้ แต่ต้องเข้าใจ ตรวจสอบ และพัฒนาเหตุผลของ AI ได้ด้วย
คำตอบท่วมโลกแต่ความแตกต่างลดลง
อีกประเด็นที่คุณกระทิงย้ำคือ AI ทำให้ Output Quality สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ Output Uniqueness กลับต่ำลง เมื่อทุกคนใช้เครื่องมือคล้ายกัน ถามคำถามคล้ายกัน และได้คำตอบจากระบบที่อ้างอิงรูปแบบจากข้อมูลในอดีต ผลลัพธ์จำนวนมากจึงอาจดูดีขึ้น แต่ไม่ได้แตกต่างมากพอ
ในโลกที่คำตอบท่วมโลก สิ่งที่มีคุณค่ามากขึ้นจึงไม่ใช่คำตอบทั่วไป แต่ความคิดที่มีเอกลักษณ์ (Unique Thinking) ความสามารถในการเห็นสิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็น และการบอกสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถให้ได้ด้วยตัวเอง
นี่คือเหตุผลที่ Entry Level บางประเภทเริ่มเผชิญแรงกดดัน แต่ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ที่เป็น AI Native และมีต้นทุนทางความคิดสูง ก็อาจเก่งขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ดังนั้น ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงว่า Junior จะถูกแทนที่หรือไม่ หรือคนอายุมากจะปลอดภัยกว่าเสมอหรือไม่ แต่คือแต่ละคนมีต้นทุนทางความคิด ต้นทุนทางสันดานดี และต้นทุนทางสังคมมากแค่ไหน
Dark Patterns และคำถามเรื่องจริยธรรมของ AI
นอกจากความเสี่ยงด้านการพึ่งพา AI มากเกินไป คุณกระทิงยังพูดถึง Dark Patterns ของ AI ซึ่งรวมถึง Sycophancy หรือการที่ AI มีแนวโน้มตอบสนองแบบเอาใจผู้ใช้ Brand Bias หรืออคติต่อแบรนด์บางประเภท Anthropomorphization หรือการทำให้ AI ดูเหมือนมนุษย์ รวมถึง Harmful Generation หรือการสร้างเนื้อหาที่อาจผิดจริยธรรมและทำให้เข้าใจผิด
ประเด็นนี้เชื่อมโยงไปถึงคำถามใหญ่เรื่อง AI Governance และคุณค่าที่ถูกฝังลงไปในระบบ AI
หาก AI ถูกสอนด้วยค่านิยมบางชุด อคติบางชุด หรือกรอบจริยธรรมจากบางสังคม คำถามสำคัญคือ ค่านิยมเหล่านั้นเป็นของใคร ครอบคลุมมนุษย์ทุกกลุ่มหรือไม่ และโลกจะกำกับดูแล AI ร่วมกันได้อย่างไร
คุณกระทิงชี้ว่า ผู้นำในยุคใหม่ไม่ใช่เพียง Scale Intelligence แต่ต้อง Scale Trust ด้วย
เพราะในโลกที่ AI ขยายความฉลาดได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่มนุษย์และผู้นำต้องสร้างควบคู่กันคือความไว้วางใจ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และประโยชน์ส่วนรวม
4 สิ่งที่ยังเป็น Uniquely Human
เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงมนุษย์จะแข่งกับ AI อย่างไร แต่คืออะไรคือสิ่งที่ยังคงเป็น Uniquely Human หรือเอกลักษณ์เฉพาะของมนุษย์
คุณกระทิงชี้ให้เห็น 4 พื้นที่สำคัญ
1. Emotional Intelligence & Human Connection
มนุษย์ยังมีความสามารถในการเชื่อมโยงกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง ผ่านความเห็นอกเห็นใจ Compassion, Empathy, Active Listening และ Human Connection
นี่ไม่ใช่เพียงการตอบข้อความตาม Script แต่คือการรับรู้บริบททางอารมณ์ ความเปราะบาง และความรู้สึกร่วมกันของมนุษย์
ในหลายงาน โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ หรือการตัดสินใจสำคัญ ผู้คนยังต้องการมนุษย์ที่เก่งขึ้นด้วย AI มากกว่าการปล่อยให้ AI รับผิดชอบแทนทั้งหมด
2. Meaning & Purpose Making
AI อาจให้ Intelligence และคำตอบที่แม่นยำ แต่ไม่ได้ให้ความหมายของการมีชีวิต มนุษย์ยังเป็นผู้สร้างความหมายให้กับตัวเอง ความสัมพันธ์ งาน องค์กร และสังคม
ในยุคที่คนจำนวนมากเผชิญ Mental Suffering และตั้งคำถามกับเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ บทบาทของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้นำ คือการสร้างความหมายที่คนอื่นสามารถเชื่อมโยงและมีส่วนร่วมได้
หากมองในเชิงธุรกิจ Meaning ยังเป็นแก่นของแบรนด์ และเป็นพื้นฐานของ Trust ในทุก Interaction ระหว่างมนุษย์
3. Judgement ในสถานการณ์คลุมเครือ
AI อาจคำนวณความน่าจะเป็นและช่วย Optimize ได้ แต่ในสถานการณ์ที่คลุมเครือ ไม่แน่นอน และต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของความถูกต้อง มนุษย์ยังต้องใช้ Judgement, Ethical Courage และ Critical Thinking
บางสถานการณ์ไม่อาจตัดสินด้วย Logic ของ AI เพียงอย่างเดียว เพราะต้องอาศัยความกล้าหาญในการทำสิ่งที่ถูกต้อง รวมถึงความพร้อมในการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์
AI อาจให้คำตอบ แต่ AI ไม่สามารถรับ Accountability แทนมนุษย์ได้
4. Human Creativity & Challenge Assumption
AI สามารถสังเคราะห์ Pattern ที่มีอยู่เดิมได้ดี แต่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์อยู่ที่การสร้าง New Pattern การคิดต่าง การท้าทายสมมติฐานเดิม และการแก้ปัญหาแบบพลิกแพลง
คุณกระทิงย้ำว่า เครื่องมือ AI อาจช่วยสร้างงานออกแบบ ดนตรี หรือคอนเทนต์ได้ แต่ช่องว่างระหว่างคนที่มี Creative Taste กับคนที่ไม่มี ยังคงแตกต่างอย่างชัดเจน แม้ใช้เครื่องมือเดียวกัน
เพราะเครื่องมือเป็นเพียงตัวช่วย แต่ความหมาย รสนิยม การตีโจทย์ และความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ ยังเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ต้องรับผิดชอบเอง
Playbook สู่ยุค AI: Let Go, Becoming และ Everyday Hero
ช่วงท้าย คุณกระทิงเสนอแนวทางปรับ Mindset เพื่ออยู่รอดและเติบโตในยุค AI ผ่านหลายแนวคิดสำคัญ
แนวคิดแรกคือ Ability to Let Go หรือความสามารถในการปล่อยวาง วางสิ่งเก่า ความรู้เก่า ความสำเร็จเก่า และวิธีคิดเก่า เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ใหม่เกิดขึ้น
นี่ไม่ใช่เพียง Resilience แต่รวมถึง Mental Strength หรือความแข็งแกร่งทางจิตใจ ที่ทำให้มนุษย์รับมือกับการเปลี่ยนแปลง การ Remix งาน ทักษะ คุณค่า และบทบาทของตัวเองได้
แนวคิดที่สองคือ Always Becoming ไม่ใช่แค่ Being
มนุษย์ไม่ควรหยุดนิ่งอยู่กับสถานะปัจจุบัน แต่ต้องอยู่ในกระบวนการของการกลายเป็นสิ่งที่ดีขึ้นเสมอ
คุณกระทิงใช้ตัวอย่างของผู้คนที่ผ่านความล้มเหลว การถูกมองว่าแพ้ หรือการอยู่ในจุดที่ทุกเหตุผลดูเหมือนบอกให้ยอมแพ้ แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ยังเดินต่อคือความเชื่อว่า “I am Becoming”
ตราบใดที่ยังไม่ถึงจุดจบจริง ความพ่ายแพ้จำนวนมากจึงเกิดขึ้นในเชิงจิตวิทยาก่อน และมนุษย์ยังมีความสามารถในการลุกขึ้น ชนะใจตัวเอง และพัฒนาต่อไป
แนวคิดที่สามคือ Be an Everyday Ordinary Hero
คุณกระทิงชี้ว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการเป็นฮีโร่ในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเป็น Superman หรือ Batman แต่สามารถสร้างความหมาย ความสุข และคุณค่าให้กับผู้คนรอบตัวได้
เขายกกรณี The Ordinary Heroes of the Taj Hotel ซึ่งพนักงานโรงแรม Taj ที่เมืองมุมไบยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องแขกในเหตุการณ์ก่อการร้าย เป็นตัวอย่างของความกล้าหาญ การเสียสละ และความเป็นมนุษย์ที่ AI ไม่อาจรับผิดชอบแทนได้
มนุษย์ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง ระหว่าง AI กับ Human
ท้ายที่สุด คุณกระทิงย้ำว่า มนุษย์ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะอยู่ข้าง AI หรือข้าง Human เพราะ AI ควรเป็นเครื่องยนต์ทรงพลังที่ช่วยเสริมและขยายศักยภาพของมนุษย์ แต่แก่นของอนาคตยังขึ้นอยู่กับมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้ให้ Purpose ให้ Authenticity ให้ Meaning และเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะออกแบบอนาคตร่วมกับ AI อย่างไร
คำถามสำคัญในยุค AI จึงไม่ใช่เพียงว่าเทคโนโลยีจะทำอะไรแทนมนุษย์ได้บ้าง แต่คือมนุษย์จะใช้ AI เพื่อขยายศักยภาพของตัวเองไปได้ไกลแค่ไหน โดยไม่สูญเสียความสามารถในการคิด การรัก การฝัน การรับผิดชอบ และการสร้างคุณค่าให้ผู้อื่น
ในโลกที่ AI อาจคิดเร็วกว่า วิเคราะห์ได้มากกว่า และสร้างผลลัพธ์ได้เร็วกว่า สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ยังแตกต่าง ไม่ใช่เพียงความฉลาด แต่คือความสามารถในการให้ความหมาย เห็นความเป็นไปได้ กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง และออกแบบอนาคตที่เทคโนโลยีรับใช้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
วิธีคิดแบบ Outlier ของ ‘กระทิง – เรืองโรจน์ พูนผล’
Cisco เปิด Agentic Ops รับยุค AI Agents





