Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

วิธีคิดแบบ Outlier ของ ‘กระทิง – เรืองโรจน์ พูนผล’

วิธีคิดแบบ Outlier ของ 'กระทิง - เรืองโรจน์ พูนผล'

เมื่อคนส่วนใหญ่มองเห็นวิกฤติ แต่ Outlier มองเห็น “ความเป็นไปได้”

ในวันที่คนจำนวนมากมองเห็นแต่เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ข่าวร้าย และความไม่แน่นอน วิธีคิดแบบ Outlier กลับเริ่มต้นจากมุมมองที่แตกต่างออกไป คนทั่วไปอาจมองเห็นอุปสรรค คนที่สู้มองเห็นโอกาส แต่ Outlier มองเห็น “ความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด” นี่คือจุดตั้งต้นของ “บัญญัติ 10 ประการสำหรับ Outlier” ที่ กระทิง – เรืองโรจน์ พูนผล ถ่ายทอดบนเวที Wisdom To The Future (WTF Festival) ผ่านประโยคสำคัญว่า “Ordinary see obstacles, Opponent see opportunities, but Outlier see infinity.”

สิ่งที่ถูกพูดถึงบนเวทีจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการทำธุรกิจให้เติบโต แต่คือการเปลี่ยนวิธีมองโลก ตั้งแต่วิธีอ่านความเปลี่ยนแปลง วิธีเลือกสนามแข่งขัน วิธีเข้าใจมนุษย์ วิธีสร้างความแตกต่าง ไปจนถึงวิธีสร้างแรงกระเพื่อมที่ส่งต่อไปถึงคนรุ่นถัดไป ภายใต้ความเชื่อว่า ประเทศไทยยังสามารถสร้างธุรกิจระดับโลกได้ หากมีคนมากพอที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าแตกต่างอย่างจริงจัง

การเร่งตัวของโครงสร้างความมั่งคั่งเมื่อโลกกำลังสร้างมหาเศรษฐีรุ่นใหม่

โลกที่เต็มไปด้วยข่าวร้ายอาจทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าทุกอย่างกำลังยากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่อาจเป็นช่วงเวลาของ “การเร่งตัวเชิงโครงสร้างของความมั่งคั่ง” ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จำนวนมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ และกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งระดับสูงมาก กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โลกกำลังสร้างเศรษฐีรุ่นใหม่ในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และคำถามสำคัญคือ ในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ เราจะปล่อยให้โลกทิ้งเราไว้ข้างหลัง หรือจะเลือกเป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในคลื่นลูกใหม่นั้น

AI ก็ถูกพูดถึงในมุมเดียวกัน ในวันที่คนจำนวนมากกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ วิธีคิดแบบ Outlier กลับมอง AI เป็น “ตัวเร่ง” และ “ตัวขยายศักยภาพ” ที่ช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ของตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาปิดโอกาส

ตลาดคือชะตากรรมของธุรกิจ

การอยู่ในตลาดที่เล็กเกินไป หรือกำลังหดตัวลงเรื่อย ๆ ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ธุรกิจก็อาจเหนื่อยกับการเป็นเพียง “คนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่” นั่นคือเหตุผลที่แนวคิด “Market is the destiny” ถูกหยิบขึ้นมาพูด เพราะขนาดของตลาดคือเพดานของธุรกิจ หากเลือกสนามผิด ธุรกิจอาจถูกจำกัดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่หากเลือกน่านน้ำที่ใหญ่กว่า กระแสของตลาดจะช่วยพาให้ธุรกิจไปได้ไกลขึ้น

ภาพของปลาแซลมอนที่ต้องว่ายทวนน้ำถูกใช้เพื่ออธิบายว่า หลายธุรกิจกำลังเหนื่อยอยู่กับแม่น้ำสายเดิม ทั้งที่จริงแล้วอาจต้องเริ่มมองหาน่านน้ำใหม่ที่ใหญ่กว่า กว้างกว่า และมีกระแสที่พร้อมพาไปได้ไกลกว่าเดิม บางครั้งนั่นหมายถึงการขยายตลาด บางครั้งคือการจัดกลุ่มตลาดใหม่ หรือการนิยามตลาดใหม่ เพราะ Outlier ไม่ได้เพียงพยายามชนะในเกมเดิม แต่เลือกเกมที่ใหญ่พอให้ศักยภาพของตัวเองเติบโตได้จริง

ปัญหาของลูกค้าคือ “ทองคำ” ของธุรกิจ

การรู้จักสินค้าของตัวเองอย่างลึกซึ้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการหมกมุ่นอยู่กับปัญหาของลูกค้า เพราะปัญหาของลูกค้าไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญ แต่คือ “ทองคำ” สำหรับธุรกิจ ใครที่เข้าไปแก้ปัญหาได้ลึกที่สุด เข้าใจความเจ็บปวดของลูกค้าได้มากที่สุด และสร้างคำตอบที่ดีกว่าได้จริง คนนั้นย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ระดับยอดเยี่ยมและระดับโลก

แต่การเข้าใจลูกค้าในยุคนี้ไม่สามารถหยุดอยู่แค่ข้อมูลประชากรหรือการวิเคราะห์ตัวเลขได้อีกต่อไป เพราะข้อมูลเป็นเพียงเครื่องนำทาง ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเข้าใจความรู้สึก ความต้องการ และสิ่งที่อยู่ลึกลงไปใต้พฤติกรรมของลูกค้า

ลึกกว่าข้อมูล เมื่อมนุษย์ไม่ได้ซื้อแค่สินค้าแต่ซื้อตัวตน

สิ่งที่อยู่ใต้พฤติกรรมของลูกค้า คืออารมณ์ ความคิด มุมมอง ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนที่แท้จริง Tatia Model หรือโมเดลภูเขาน้ำแข็ง จึงถูกยกขึ้นมาเพื่ออธิบายว่า สิ่งที่คนมองเห็นบนผิวน้ำเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของมนุษย์เท่านั้น สิ่งที่อยู่ลึกลงไปต่างหากคือสิ่งที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจจริง ๆ เมื่อสินค้ากลายเป็นภาพสะท้อนตัวตนของลูกค้า เมื่อนั้นลูกค้าจะไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่ซื้อความหมาย สถานะ ความภาคภูมิใจ และตัวตนที่อยากเป็น

นั่นคือเหตุผลที่ Maslow ถูกพูดถึงในฐานะทฤษฎีที่อาจต้องกลับหัวในโลกปัจจุบัน เพราะความต้องการพื้นฐานมีขีดจำกัด แต่ความต้องการระดับสูงอย่างการเติมเต็มศักยภาพของตัวเอง ความคิดสร้างสรรค์ เป้าหมาย ความเติบโต และความอิ่มเต็มภายใน กลับแทบไม่มีที่สิ้นสุด ตัวอย่างของนาฬิกา Patek Philippe Grand Master Chime ที่มีราคาสูงมหาศาลจึงไม่ได้ถูกพูดถึงเพราะตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะมันสะท้อนว่ามูลค่าของบางสิ่งไม่ได้อยู่ที่ต้นทุน แต่อยู่ที่ความหมายที่มนุษย์มอบให้มัน

คิดเหมือนคือตาย และความต่างคือป้อมปราการของธุรกิจ

เมื่อทุกอย่างเหมือนกัน เกมสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็คือการแข่งกันที่ต้นทุน และนั่นคือสิ่งที่ถูกอธิบายว่า “คิดเหมือนคือตาย” เพราะธุรกิจที่ไม่มีความต่าง ย่อมถูกลากเข้าสู่สนามแข่งขันที่เหนื่อยและไม่มีวันจบ ทางรอดของ Outlier จึงไม่ใช่การดีขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ต้องแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ดีกว่าเดิมแบบก้าวกระโดด หรือแตกต่างแบบก้าวกระโดด และต้องภูมิใจในความแตกต่างนั้น

ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาบนเวทีมีตั้งแต่การร่วมมือระหว่าง Audemars Piguet กับ Swatch การนำโอ่งมังกรจากอยุธยามาสร้างมูลค่าให้ Tequila รุ่นพิเศษ ไปจนถึงรองเท้าที่ถูกเรียกว่า “รองเท้าที่ขี้เหร่ที่สุด” แต่กลับสร้างมูลค่าระดับหลายพันล้านดอลลาร์ ทั้งหมดสะท้อนว่า ความต่างที่ชัดเจนพอ สามารถกลายเป็นเอกลักษณ์ และเอกลักษณ์สามารถกลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจได้ ดังประโยคที่ว่า “They ain’t pretty, but boy they sell.”

มีวิธีที่ดีกว่าเสมอ เมื่อ Outlier ไม่ยอมติดอยู่ในกรอบเวลาเดิม

ความแตกต่างไม่ได้อยู่แค่สินค้าและบริการ แต่อยู่ในวิธีตั้งเป้าหมาย วิธีทำงาน และวิธีมองข้อจำกัดเดิม ๆ ด้วย ประโยค “There is always a better way” จึงสะท้อนวิธีคิดที่ไม่ยอมรับกรอบเวลาเดิมโดยง่าย สิ่งที่ถูกพูดถึงไม่ใช่เพียงการทำงานหนักขึ้น แต่คือการตั้งคำถามใหม่ว่า สิ่งที่เคยคิดว่าต้องใช้เวลา 10 ปี จะมีวิธีไหนที่ทำให้สำเร็จภายใน 6 เดือนได้หรือไม่

แนวคิดนี้ถูกเชื่อมกับ Elon Musk และแนวคิด “ทำเป้าหมาย 1 ปีให้เสร็จภายใน 12 สัปดาห์” ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเร่งแบบไร้ทิศทาง แต่คือการบังคับให้ตัวเองตั้งคำถามกับกรอบเวลาและสมมติฐานเดิม ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะหลายครั้งสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ อาจเป็นเพียงผลลัพธ์ของการคิดอยู่ในกรอบเวลาแบบเดิมเท่านั้น

แคร์คนที่ควรแคร์ และอ่านสัญญาณที่คนอื่นมองข้าม

แบรนด์ที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนรัก แต่ต้องชัดพอที่จะแยกคนที่รักออกจากคนที่ไม่รัก คนที่เกลียดอาจไม่ใช่คนที่ควรใช้พลังมากที่สุด เพราะ “hater is gonna hate” แต่คนที่ต้องใส่ใจจริง ๆ คือ แฟนที่ผิดหวังหรือคนที่เคยรักแบรนด์มาก่อน แล้วกำลังผิดหวัง คนกลุ่มนี้สำคัญ เพราะหากเข้าไปดูแล เข้าไปง้อ และดึงกลับมาได้ พวกเขาอาจกลายเป็นผู้สนับสนุนที่เชื่อในแบรนด์มากกว่าเดิม

ในทางกลับกัน สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคำวิจารณ์ คือ ความผิดหวังที่เงียบงัน หรือลูกค้าที่ผิดหวังแต่ไม่พูด แล้วจากไปอย่างเงียบ ๆ วิธีคิดแบบ Outlier จึงไม่ใช่แค่การมองเห็นสัญญาณเหมือนคนทั่วไป แต่ต้องมองเห็น สัญญาณอ่อน ๆ ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามด้วย

ชุมชน คือหนึ่งในป้อมปราการที่ยั่งยืนที่สุดของธุรกิจ

สิ่งที่ทำให้แบรนด์ยืนระยะได้ในระยะยาวไม่ใช่เพียงยอดขาย แต่คือชุมชนของคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน เพราะธุรกิจที่คิดแค่การซื้อขายแบบจบครั้งต่อครั้ง อาจสร้างรายได้ระยะสั้น แต่ธุรกิจที่สร้างชุมชน จะสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าเดิม ตัวอย่างของ Lululemon ถูกพูดถึงในฐานะแบรนด์ที่ใช้เวลาสร้างชุมชนก่อนเปิดร้านจริง เพราะเมื่อผู้คนเชื่อในสิ่งเดียวกัน ลูกค้าจะไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ แต่กลายเป็นสาวกที่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์

“Community is probably one of the only sustainable competitive advantage in this world.”

ความพ่ายแพ้ทั้งหมด เป็นเพียงเรื่องของจิตใจ

ในโลกของ Outlier ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ ทุกคนล้มได้ เจ็บได้ แต่ต้องลุกให้เร็ว ต้องรู้ว่าตัวเองล้มเพราะอะไร และต้องไม่ทำผิดซ้ำที่เดิม การล้มที่ทำให้ฉลาดขึ้นไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นต้นทุนของการเติบโต เพราะ “Until then, all defeat is psychological.” ความพ่ายแพ้ยังไม่มีความหมาย ตราบใดที่ใจยังไม่ยอมแพ้

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การล้ม แต่คือการปล่อยให้ความล้มเหลวกลายเป็นตัวตนถาวรของตัวเอง หากใจยังไม่แพ้ ความพ่ายแพ้ก็ยังไม่ใช่จุดจบ

อยู่ในกระบวนการเติบโต ไม่ใช่หยุดนิ่งอยู่กับที่

การหยุดอยู่กับสถานะเดิมคือการนิ่งอยู่กับที่ แต่การมองตัวเองเป็นคนที่ “กำลังเติบโต” คือการเปิดพื้นที่ให้เปลี่ยนแปลงและสร้างตัวเองขึ้นใหม่อยู่เสมอ ประโยค “I’m becoming, not just being.” จึงสะท้อนความคิดสำคัญว่า คนเราไม่ควรถูกนิยามด้วยสถานะปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว

ตัวอย่างของ Elon Musk และ Steve Jobs ถูกยกขึ้นมาเพื่อสะท้อนว่า คนที่เคยล้มเหลว ถูกตั้งคำถาม หรือถูกมองว่าพ่ายแพ้ ยังสามารถกลับมาสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ หากไม่หยุดตัวเองไว้กับสถานะของความล้มเหลว

จิตวิญญาณผู้ก่อตั้งที่ไม่เคยปิด

ช่วงเริ่มต้นผู้ก่อตั้งอาจต้องเป็นคนที่ทำทุกอย่าง ใช้สัญชาตญาณและนวัตกรรมพาธุรกิจไปข้างหน้า แต่เมื่อธุรกิจต้องขยายขนาด หลังบ้านต้องแน่นด้วยข้อมูล การวิเคราะห์ ทีมบริหาร และการลงมือทำอย่างมีวินัย เพราะหากระบบไม่แข็งแรง การเติบโตอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาแทน

บทบาทของผู้นำจึงไม่ได้มีแค่การกำหนดทิศทาง แต่ต้องเป็นผู้นำที่ดูแลพลังและอารมณ์ร่วมขององค์กร เป็นผู้นำที่เล่าเรื่องให้คนเห็นภาพ และต้องมีจิตวิญญาณความเป็นผู้ก่อตั้งที่ไม่เคยปิด เพราะธุรกิจไม่ใช่แค่งาน แต่คือสิ่งที่เจ้าของต้องสู้สุดใจ Five S Model จึงถูกหยิบขึ้นมาเพื่ออธิบายผู้บริหารที่สามารถสร้างการเติบโตหลายเท่าได้ ตั้งแต่ความชัดเจนทางยุทธศาสตร์ วัฒนธรรมองค์กรที่มีพลัง การลงมือทำอย่างมีวินัย การโฟกัสอย่างไม่ลดละ ไปจนถึงการสร้างทีมที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ

ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนชีวิตในวันเดียว

ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการรอปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากการชนะใจตัวเองเล็ก ๆ ซ้ำไปเรื่อย ๆ แนวคิด “เก่งขึ้นวันละ 1%” อาจฟังดูดี แต่ในความเป็นจริง การเก่งขึ้นสัปดาห์ละ 1% หรือแม้แต่ 0.5% ต่อสัปดาห์ อาจเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้และยั่งยืนกว่า

สิ่งสำคัญไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ในวันเดียว แต่คือการมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะ Outlier เกิดจากการผลักตัวเองไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ

เร็วอย่างเดียวไม่พอ ธุรกิจต้องมีป้อมปราการ

แม้ความเร็วจะสำคัญ แต่ความเร็วเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ ธุรกิจที่เร็วแต่ไม่มีป้อมปราการ ย่อมต้องวิ่งไปตลอดชีวิต เพราะคู่แข่งสามารถตามมา ลอกเลียนแบบ หรือแย่งสิ่งที่สร้างไว้ได้เสมอ ชุมชน ความภักดีต่อแบรนด์ และระบบที่แข็งแรง จึงกลายเป็นความสามารถในการปกป้องธุรกิจในระยะยาว

ความเร็วพาธุรกิจไปข้างหน้า แต่ป้อมปราการคือสิ่งที่ช่วยรักษาสิ่งที่สร้างขึ้นมาไว้ได้ หากไม่มีป้อมปราการ ธุรกิจอาจต้องเหนื่อยกับการวิ่งหนีคู่แข่งไปตลอดเวลา

Outlier Generation เมื่อความสำเร็จไม่ได้วัดแค่ตัวเรา

ท้ายที่สุดแล้ว Outlier ที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้วิ่งคนเดียว ความสำเร็จไม่ได้วัดเพียงว่าเราพาตัวเองไปได้ไกลแค่ไหน แต่วัดว่าเมื่อไปถึงแล้ว เราพาใครไปได้ไกลด้วยบ้าง ประเทศไทยจะมีธุรกิจระดับโลกได้ เมื่อ Outlier รุ่นนี้เปิดทางให้ Outlier รุ่นถัดไป และส่งต่อแรงบันดาลใจต่อกันไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็น Outlier Generation

เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่การสร้างธุรกิจให้สำเร็จ แต่คือการสร้างสินค้าและแบรนด์ระดับพันล้านดอลลาร์จากประเทศไทย ให้คนทั้งโลกต้องหันกลับมามอง และพูดว่า “What the fuck Thailand can do.”

Let’s shock the world together. Let’s be the outlier. คุณกระทิงกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘Future You’: เมื่อคำถามสำคัญไม่ใช่ ‘ทำงานอะไร’ แต่คือ ‘เราจะเป็นใคร’

ถอดสูตร Likeable Leader วิถีผู้นำยุคใหม่จาก ‘ธนา เธียรอัจฉริยะ’

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar