สสว. มองว่า “ธุรกิจสีเขียว” หรือ Green Business กำลังกลายเป็นกุญแจสำคัญต่อการอยู่รอดและการเติบโตของ SME ไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI สังคมผู้สูงอายุ สงครามทางการค้า และสงครามทางกายภาพ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านเครื่องมือสำคัญ 5 ด้าน ตั้งแต่การประเมินตนเอง การเรียนรู้ การให้คำปรึกษา ไปจนถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจ
วัณณะวัฒน์ โอภาสวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SME สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “สสว. กับภารกิจปั้น SME ไทย สู่เศรษฐกิจ NET ZERO” ในงาน Earth Jump 2026 ว่า SME เป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม การจ้างงาน และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP แต่ในปัจจุบันผู้ประกอบการกลุ่มนี้กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทำให้การปรับตัวสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME จำนวน 3.28 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 84 ของสถานประกอบการทั้งหมด โดยนิยาม SME แบ่งตามรายได้ของภาคการผลิต ภาคการค้า และภาคบริการ ตั้งแต่กลุ่ม Micro หรือรายย่อย กลุ่ม Small หรือรายย่อม ไปจนถึงกลุ่ม Medium หรือขนาดกลาง แม้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก แต่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทั้งในมิติของการจ้างงานและการขับเคลื่อน GDP
SME ไทยต้องสร้างภูมิคุ้มกันท่ามกลางความผันผวน
นับตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 เป็นต้นมา SME ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งปัญหาหนี้สิน รายได้และกำไรที่ลดลง ขณะเดียวกันยังต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่เข้ามาทดแทนรูปแบบการผลิตและการค้าแบบเดิมอย่างรวดเร็ว การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงผลกระทบจากสงครามทางการค้าและสงครามทางกายภาพ
คุณวัณณะวัฒน์ ระบุว่า วิกฤติและความผันผวนทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นรวดเร็วและมีความถี่มากขึ้น SME จึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันและปรับตัวให้เร็ว โดยการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนจะเป็นทางออกสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคนี้และยุคต่อไป
Green Business จากทางเลือกสู่เงื่อนไขสำคัญของการแข่งขัน
การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Green Business) คือจุดเปลี่ยนและทางรอดสำคัญของ SME ไทย ในอดีตอาจมีผู้ประกอบการเพียงบางส่วนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันความสนใจและความต้องการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
กลุ่มธุรกิจที่ต้องเร่งปรับตัวมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจส่งออกและธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งต้องเผชิญกับกฎกติกาการค้าโลกภาคบังคับที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
กลุ่มที่สองคือธุรกิจทั่วไป ซึ่งต้องปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาสนับสนุนและเลือกซื้อสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ส่วนกลุ่มที่สามคือธุรกิจที่เป็นธุรกิจสีเขียวอยู่แล้ว ซึ่งสามารถใช้จุดแข็งด้านนี้ตอบสนองความต้องการของตลาดในอนาคตได้
สสว. เปิด 5 เครื่องมือช่วย SME ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างภูมิคุ้มกัน ปรับตัวได้เร็ว และลดต้นทุนในการดำเนินงาน สสว. ในฐานะหน่วยงานนโยบายและเข็มทิศนำทาง ได้จัดทำยุทธศาสตร์และเตรียมเครื่องมือสำคัญ 5 ด้านให้ผู้ประกอบการใช้งานฟรี และเข้าถึงได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ
เครื่องมือแรกคือ Green SME Index แบบประเมินตนเองในหลายมิติ เช่น การบริหารจัดการความยั่งยืน หรือ ESG การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และนวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้สถานะว่าธุรกิจของตนมีความเป็นสีเขียวมากน้อยเพียงใด และสามารถปรับตัวยกระดับได้ตรงจุด
เครื่องมือที่ 2 คือ Academy365 แพลตฟอร์ม e-Learning ที่เปรียบเสมือน Netflix ด้านความรู้ รวบรวมหลักสูตรด้าน ESG และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าไปอัปเดตและพัฒนาองค์ความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
เครื่องมือที่ 3 คือ SME Coach บริการพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาทางธุรกิจฟรี ทั้งในรูปแบบออนไลน์ 2 ครั้ง และออฟไลน์ 2 ครั้ง เพื่อช่วยผู้ประกอบการวางแผนปรับเปลี่ยนธุรกิจ เช่น การลดคาร์บอน การปรับปรุงเครื่องจักร หรือการลดใช้พลังงาน
เครื่องมือที่ 4 คือ BDS หรือ SME ปังตังค์ได้คืน โครงการส่งเสริมและสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจ โดย สสว. จะช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายสูงสุดร้อยละ 80 สำหรับธุรกิจขนาดย่อยและขนาดย่อม หรือ Micro และ Small และร้อยละ 50 สำหรับธุรกิจขนาดกลาง หรือ Medium ครอบคลุมกว่า 700 บริการ จากเกือบ 300 หน่วยให้บริการ เช่น บริการวัดคาร์บอน และอบรมกลยุทธ์ เพื่อช่วยลดต้นทุนและยกระดับธุรกิจได้จริง
เครื่องมือที่ 5 คือ แอปพลิเคชัน SME Connect ซึ่งเป็นศูนย์รวมบริการ องค์ความรู้ และข่าวสารทั้งหมดของ สสว. รวมถึงระบบ BDS และ Academy365 เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงความช่วยเหลือทุกรูปแบบได้ง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ
“สุขทุกคำ” ตัวอย่าง SME ที่ใช้เครื่องมือสสว. สร้างการเติบโต

สสว. ยังยกตัวอย่างโมเดลความสำเร็จของบริษัทสุขทุกคำ ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ขนมไทย และบริการจัดส่ง ซึ่งนำแนวคิด BCG หรือ Bio-Circular-Green Economy มาใช้ในการพัฒนาธุรกิจ และเป็นตัวอย่างของการนำเครื่องมือของ สสว. ไปใช้พัฒนาธุรกิจอย่างครบวงจร
บริษัทเริ่มจากการลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน SME Connect จนได้รับเลข SME One ID จากนั้นเข้าใช้บริการพี่เลี้ยงผ่าน SME Coach เพื่อวางแผนพัฒนาด้านกลยุทธ์การตลาด และเข้าร่วมโครงการ BDS หรือ SME ปังตังค์ได้คืน เพื่อรับทุนสนับสนุนในการฝึกอบรมการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์
การพัฒนาอย่างเป็นระบบทำให้บริษัทสุขทุกคำ มีความเข้มแข็งมากขึ้น และสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้สำเร็จ ซึ่งเป็นตลาดที่มีงบประมาณรายจ่ายถาวรและมั่นคง โดย สสว. ได้ช่วยขับเคลื่อนให้ SME ได้รับแต้มต่อในการแข่งขัน ส่งผลให้บริษัทสามารถยกระดับรายได้และสร้างยอดขายเติบโตจากเดิม 900,000 บาทต่อเดือน เป็น 2,000,000 บาทต่อเดือนในปัจจุบัน
ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นภูมิคุ้มกันของธุรกิจ
วัณณะวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในอนาคต SME จะต้องเผชิญกับความผันผวนและวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างถี่และรวดเร็วมากขึ้น ดังนั้น วิถีแห่งความยั่งยืนและธุรกิจสีเขียวจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นภูมิคุ้มกันและกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้
ผู้ประกอบการที่ต้องการปรับตัว ลดต้นทุน และยกระดับธุรกิจ สามารถเริ่มต้นได้ผ่านแอปพลิเคชัน SME Connect หรือเข้าร่วมโครงการ BDS หรือ SME ปังตังค์ได้คืน เพื่อให้ สสว. เข้าไปเป็นคู่คิด ร่วมจ่าย และผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พรมแดนใหม่ของ ‘คนตัวเล็ก’: สะพานเชื่อมงานดีไซน์แห่งเอเชีย จากสิงคโปร์สู่หมุดหมายใหม่ในกรุงเทพฯ
ไทยไม่ได้ตกขบวน Data Center: เมื่อ ‘มาช้า’ กลายเป็นแต้มต่อในยุค AI





