เอสซีจี เผยความคืบหน้าการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 2 ปี เพื่อปฏิรูปขีดความสามารถในการแข่งขัน มุ่งปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ ปักหมุดโครงการก๊าซอีเทน LSP เวียดนาม พร้อมชู AI Reimagination พลิกกระบวนการทำงาน หวังตั้งการ์ดสู้ศึกภูมิรัฐศาสตร์และสินค้าจีนล้นตลาด เผยผลงานครึ่งปีแรก 2569 โชว์ Adjusted Cash EBITDA พุ่ง 35% แตะ 42,913 ล้านบาท หลังรักษาวินัยการเงินเข้ม ลดหนี้สินลงได้เกือบ 4 หมื่นล้านบาท บอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.5 บาทต่อหุ้น
ท่ามกลางมรสุมความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลุกลามในตะวันออกกลาง และภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด (Overcapacity) จากประเทศจีนที่ยังกดดันผู้ผลิตทั่วภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ได้เน้นย้ำถึงการเดินหน้าอย่างเข้มข้นตามยุทธศาสตร์ระยะ 2 ปี (สร้างกล้ามเนื้อ หรือ Six Pack) ที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปีก่อน โดยมุ่งดำเนินการตามแผนในด้านต่าง ๆ และเปิดเผยความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตัดและปรับเปลี่ยนธุรกิจที่ไม่ทำกำไร การรักษาวินัยทางการเงินเข้มงวด ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า เมื่อครบกำหนด 2 ปีในปลายปี 2570 เอสซีจีจะกลายเป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง และพร้อมเติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ดังกล่าว มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ การเร่งรัดโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม การขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และการนำเทคโนโลยี AI Reimagination มาพลิกโฉมกระบวนการทำงานเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ลูกค้า
ขณะเดียวกัน ผลของการรักษาวินัยทางการเงินและกลยุทธ์เชิงรุกระยะเร่งด่วนส่งผลให้ผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกของปี 2569 ออกมาแข็งแกร่ง โดยเอสซีจีมีรายได้จากการขายสะสม 259,570 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 17,758 ล้านบาท ซึ่งหากหักรายการพิเศษส่วนใหญ่เกี่ยวกับการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ กำไรจากการดำเนินงานจริง (Core Operation) จะอยู่ที่ 12,649 ล้านบาท เติบโตขึ้นก้าวกระโดดจาก 4,400 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านกระแสเงินสดสะสม Adjusted Cash EBITDA ขยายตัวขึ้น 35% แตะระดับ 42,913 ล้านบาท
ศูนย์กลางสั่งการ: คุมทิศทางเงิน–ผสาน AI สู้ศึกโลก
คุณธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ในระดับองค์กรภาพรวม เอสซีจีทำหน้าที่วางพิมพ์เขียวทางยุทธศาสตร์ ควบคุมวินัยทางการเงิน และเร่งสร้างภูมิคุ้มกันระดับโครงสร้างให้แก่องค์กร โดยหัวใจสำคัญคือการเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะ 2 ปี เพื่อสร้างกล้ามเนื้อความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 ควบคู่กับการยกระดับเทคโนโลยีสู่ขั้น AI Reimagination เปลี่ยนจากการใช้ AI ลดต้นทุนหน้างานแบบเดิม มาเป็นการพลิกกระบวนการคิดใหม่ เช่น การวางแผนการตลาดแบบเจาะจงรายย่อย (Micro Segment) ที่ลดเวลาทำงานจาก 1 เดือนครึ่งเหลือเพียง 2 วัน ช่วยให้สามารถปล่อยแคมเปญใหม่ได้ทุกสัปดาห์ พร้อมเร่งรีสเกิลบุคลากรทั่วทั้งเครือเพื่อรองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่
ในมิติทางการเงิน จันทนิดาสาริกะภูติผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่–การเงินและการลงทุนเอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีเข้าบริหารจัดการสภาพคล่องอย่างเข้มงวดจนสามารถล้างและลดหนี้สินสุทธิในไตรมาสสองลงได้ถึง 39,176 ล้านบาท กดให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงจาก 5.0 เท่า เหลือเพียง 3.7 เท่า โดยยังมีเงินสดคงเหลือสะสมในมือหนาแน่นสูงถึง 76,775 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกใช้างบลงทุน (Capex) ไปเพียง 11,000 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ 30,000 ล้านบาท ความแข็งแกร่งนี้ทำให้คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 3.5 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 4,200 ล้านบาท
นอกจากนี้ ศูนย์กลางบริหารความเสี่ยงยังได้ตั้ง Daily War Room เพื่อมอนิเตอร์ห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบและเส้นทางขนส่งอย่างใกล้ชิด จนสามารถปรับลดสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซลงมาเหลือ 0% ในไตรมาส 3 โดยหันไปใช้เส้นทางทะเลแดง (Red Sea) แม้จะเจอเหตุความไม่สงบจนต้องเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปทำให้การส่งสินค้าล่าช้าเพิ่มขึ้น 2 สัปดาห์ก็ตาม ควบคู่ไปกับการเร่งลงทุนพลังงานสะอาดทั้งโซลาร์และไบโอแมสเพื่อสกัดความผันผวนของต้นทุนพลังงาน
“สิ่งที่เรากำลังทำไม่ใช่แค่ใช้ AI ทำงานเดิมให้เร็วขึ้นแล้วจบ แต่คือการ Reimagine… ถ้าทำแผนการตลาดเสร็จได้ใน 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลาเป็นเดือนครึ่ง เราจำเป็นต้องทำแค่ปีละ 4 ครั้งเหมือนเดิมไหม? เราทำมันทุกสัปดาห์ได้ไหม? นี่คือการเปลี่ยนแนวคิดการทำงานเพื่อ Deliver Value ใหม่ๆ ให้ลูกค้า” คุณธรรมศักดิ์ กล่าว
ทัพหน้ารุกปรับแผน: ควบรวมธุรกิจ-ยึดฐานอาเซียน
รับไม้ต่อจากการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ แต่ละกลุ่มธุรกิจได้เร่งปรับทัพหน้างานอย่างมีเอกภาพ กลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างได้ดำเนินการควบรวม 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ซีเมนต์และกรีนโซลูชันส์ สมาร์ทลีฟวิง และ ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล เข้ามาอยู่ภายใต้ชื่อ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (CPM) นำโดย วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์เอสซีจีซิเมนต์ – ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนของการใช้อสังหาริมทรัพย์และทรัพยากร ดันอัตราการขายข้ามกลุ่มสินค้า (Cross-selling) จากฐานลูกค้าคอนกรีตผสมเสร็จไปสู่สินค้าอื่นๆ (Non-RMC Products) เพิ่มขึ้น 15% พร้อมขยายเครือข่ายร้านค้าช่วงเพิ่มขึ้นกว่า 200 ร้าน คาดว่าจะประหยัดต้นทุนรวมได้มากกว่า 1,000 ล้านบาทภายในปีนี้
ขณะเดียวกัน ในส่วนของ เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) คุณวิโรจน์ได้เปิดเผยการดึงพันธมิตรผู้ผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์รายใหญ่จากจีน ตั้งโรงงานสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) กำลังผลิต 96,000 ชิ้นต่อปีในไทย พร้อมเร่งเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่ PRIME เวียดนามให้เป็น 40% ในปี 2570 และปรับสายการผลิตติดตั้งระบบ Automation ในไทยเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยลงสูงสุด 20% พลิกความท้าทายจากสินค้าจีนล้นตลาดให้กลายเป็นการสร้างฐานการผลิตเพื่อส่งออกของอาเซียน
นอกจากนี้ ยังเร่งรุกตลาดปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำจนครองส่วนแบ่งในไทยทะลุ 80% และเตรียมขยายฐานส่งออกจากเวียดนามไปสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ควบคู่กับการดันสินค้าคุ้มค่าจับต้องได้ (SVP) เช่น ปูนคิวแม็กซ์ (Q-MAXX) และสินค้า HVA กลุ่มวัสดุตกแต่ง SCG DECAAR หนุนให้กลุ่มซีเมนต์-ก่อสร้างทำกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 5,790 ล้านบาท และมี Adjusted Cash EBITDA 11,407 ล้านบาท จากอานิสงส์การเร่งใช้งบประมาณภาครัฐในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย
ทางด้านกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC เผยความคืบหน้าจากการตัดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร โดยปิดธุรกรรมขายหุ้น 14.86% ในบริษัท CAP (PT Chandra Asri Pacific Tbk) ประเทศอินโดนีเซีย ได้รับเงินสดประมาณ 24,900 ล้านบาท นำไปเร่งพัฒนาโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนด้วยการสร้างถังเก็บอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม ซึ่งคืบหน้าแล้วกว่า 60% และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตามแผนปลายปี 2570 เพื่อลดต้นทุนปิโตรเคมีระยะยาว
ทั้งยังอยู่ระหว่างศึกษาความร่วมมือเชิงลึกในการรวมสินทรัพย์โอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยร่วมกับ GC เพื่อสร้าง Synergy คาดว่าจะสรุปความคืบหน้าได้ในไตรมาสสามปีนี้ แม้สภาวะตลาดผันผวนจนต้องลดการเดินเครื่องเหลือ 1 โรงงานในไทย แต่ SCGC ได้ใช้วิกฤตก๊าซหมดที่ LSP เวียดนามเมื่อช่วงพฤษภาคม นำงานซ่อมบำรุงใหญ่ (Turnaround) ของปีหน้ามาเร่งทำล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมเดินเครื่องใหม่ปลายกันยายนนี้ พร้อมโฟกัสการส่งมอบสินค้า High Value-Added (HVA) สเปกเฉพาะ เช่น เม็ดพลาสติกกลุ่มท่อน้ำเกรดพิเศษ และชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อรักษา Margin ดันกำไรสุทธิครึ่งปีแรกแตะ 5,898 ล้านบาท และมี Adjusted Cash EBITDA 15,600 ล้านบาท
ปิดท้ายด้วยกลุ่มธุรกิจแพคเกจจิ้ง (SCGP) ที่ลุยเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในเวียดนามตอนใต้ และได้รับปัจจัยบวกจากการพลิกกลับมาทำกำไรของธุรกิจในอินโดนีเซีย ดันกำไรสุทธิครึ่งปีแรกแตะ 3,870 ล้านบาท และมี Adjusted Cash EBITDA 10,472 ล้านบาท โดย SCGP ได้นำเทคโนโลยี AI, Machine Learning, Deep Learning และหุ่นยนต์ Cobots มายกระดับสายการผลิต พร้อมจับมือกับพันธมิตรอย่าง คาโอ (KAO) พัฒนาบรรจุภัณฑ์นวัตกรรม Mono-material ที่รีไซเคิลง่ายเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน
“เราไม่ได้มองแค่แก้ปัญหาสถานการณ์ไปวันต่อวันหรือสัปดาห์ต่อสัปดาห์ แต่เรากำลังทำในเรื่องของการสร้างกล้ามเนื้อให้เกิดขึ้นมาจริงๆ การส่งการบ้านทีละชิ้น มันจะทำให้เอสซีจีกลับมาเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” คุณธรรมศักดิ์ กล่าว
รับมรสุมครึ่งปีหลังมั่นใจ EBITDA ทั้งปีโตต่อ
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง คุณธรรมศักดิ์ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกยังมีโอกาสเจอมรสุมความผันผวนหนักในลักษณะการร่วงหล่นลงในแนวดิ่ง (Vertical Fall) จากพิษภัยสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มตัวละครใหม่และแนวโน้มลุกลาม อัตราเงินเฟ้อ ภัยแล้ง Super El Nino และความผันผวนของราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาได้ส่งผลดีต่อผลประกอบการเนื่องจากบริษัทเป็น Net Long US Dollar
ด้วยการบริหารห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น การยกระดับการใช้ AI และการเดินหน้าตามแผนรักษาวินัยทางการเงินเข้มงวดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เอสซีจีจึงมั่นใจว่าจะผ่านพ้นความท้าทายเหล่านี้ไปได้ และยืนยันว่า Adjusted Cash EBITDA รวมตลอดทั้งปี 2569 จะออกมาเติบโตดีกว่าปี 2568 อย่างแน่นอน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความแข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแท้จริงเมื่อครบกำหนดแผน 2 ปีในปลายปี 2570
“ครึ่งปีหลังภาพรวมเศรษฐกิจมันเหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะ ที่อาจจะมี Vertical Fall หรือดิ่งลงมาในแนวดิ่งได้ตลอดเวลา แต่วิธีการแก้ปัญหาการนั่งรถไฟเหาะ เราพอจับทางได้แล้วว่าเมื่อไหร่ต้องกรีดร้อง เมื่อไหร่ต้องกลั้นหายใจ… ขอให้มองไกลเกินกว่าครึ่งปีหลัง มองไปถึงแผน 2 ปี ถ้าเราส่งการบ้านได้ครบ ต่อให้โลกวุ่นวายกว่านี้เราก็รับมือได้” คุณธรรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SCG HOME Online ปรับทิศปี 69 ชูกลยุทธ์ 3S – โซลาร์รูฟดันยอด B2C สวนกระแสตลาด
กรุงศรีชูกลยุทธ์ FX รับเทรนด์ Multi-Currency คาดกนง. ตรึงดอกเบี้ยยาว



