Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘YUEDPAO’ กับวิชาที่ไม่มีในห้องเรียน

YUEDPAO กับวิชาที่ไม่มีในห้องเรียน

ทนงศักดิ์ แซ่เอี้ยว หรือ “ตอน” เคยมีผลการเรียนไม่ดี เรียนได้เกรดเฉลี่ย 1 และต้องออกจากการเรียนเพราะปัญหาทางการเงินของครอบครัว ก่อนเริ่มต้นเส้นทางพ่อค้าด้วยการปูผ้าขายของบนสะพานลอย เสียค่าที่วันละ 50 บาท

จากสะพานลอยสู่แบรนด์พันล้าน บทเรียน YUEDPAO เมื่อ “การลงมือทำ” คือห้องเรียนจริงของธุรกิจ ความสำเร็จของ YUEDPAO ไม่ได้เริ่มจากสูตรสำเร็จในตำรา แต่เริ่มจากการลองผิดลองถูกของคนที่ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตพร้อมนัก

วันแรกที่ขายของ เขาขายได้ 200 บาท มีกำไร 100 บาท เมื่อหักค่าเช่าที่ จึงเหลือเงินกลับบ้านเพียง 50 บาทเท่านั้น แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของห้องเรียนจริงที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน เขาเรียนรู้จากการสังเกตร้านข้าง ๆ ว่าทำไมบางร้านจึงมีลูกค้าเยอะกว่า เรียนรู้วิธีติดไฟให้สว่าง วิธีจัดวางสินค้า และค่อย ๆ ปรับหน้าร้านของตัวเองจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า

วิธีเรียนรู้แบบเดียวกันนี้ติดตัวเขามาตลอด เมื่อเข้าสู่ธุรกิจเสื้อผ้า เขาไม่ได้เริ่มจากความเชี่ยวชาญด้านแฟชั่นหรือผ้า แต่ใช้วิธีถามโรงงาน ลงมือดูหน้างาน ทดลองตัดเย็บเอง และค่อย ๆ เรียนรู้จากความผิดพลาดจริง

จากขายดีแต่ราคาแพง สู่การคุมต้นทุนด้วยตัวเอง

จุดเปลี่ยนสำคัญของ YUEDPAO เกิดขึ้นเมื่อคุณทนงศักดิ์ว่า สินค้าอาจขายดีในบางรูปแบบ แต่เมื่อเริ่มทำแบรนด์เองกลับเจอปัญหาสำคัญ คือ ราคาสูงเกินไป จนลูกค้าไม่ตัดสินใจซื้อ

เขาจึงย้อนกลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่ราคาที่แบรนด์อยากขาย แต่คือราคาที่ลูกค้าพร้อมซื้อ จากโจทย์นี้ เขาเริ่มลงลึกกับซัพพลายเชนด้วยตัวเอง ตั้งแต่การหาโรงงาน การซื้อผ้า การจ้างตัดเย็บ ไปจนถึงการบริหารต้นทุนทุกขั้นตอน เพื่อหาทางทำให้สินค้ากลับมาอยู่ในจุดราคาที่ตลาดยอมรับได้

หนึ่งในวิธีที่เขาใช้คือ ผ้าสต็อกหรือผ้าที่เหลือจากการผลิตของโรงงานใหญ่ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าผ้าใหม่ รวมถึงการปรับรูปแบบการตัดเย็บที่ซับซ้อนให้เรียบง่ายขึ้น เพื่อลดต้นทุนโดยไม่ทำให้สินค้าหลุดจากจุดราคาที่ต้องการ

ต่อมา YUEDPAO ยังใช้วิธีสั่งผลิตและย้อมผ้าตรงจากโรงงานในปริมาณมากระดับ 10 ตัน เพื่อช่วยควบคุมต้นทุนให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากทฤษฎีล้วน ๆ แต่เกิดจากการถาม ทดลอง และแก้ปัญหาหน้างานทีละจุด

สำหรับคุณทนงศักดิ์ การแข่งขันของแบรนด์เสื้อผ้าจึงไม่ได้อยู่ที่ใครมีสินค้าเยอะกว่า แต่อยู่ที่ใครเข้าใจจุดราคาที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้และสามารถสร้างระบบหลังบ้านให้ไปถึงจุดนั้นได้จริง

เมื่อห้างสรรพสินค้าเป็น “คนละเกม” กับตลาดนัด

ก่อนเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า YUEDPAO เคยเริ่มจากพื้นที่ขายเล็กๆ บน Sky Walk ขนาดเพียง 4-5 ตารางเมตร ซึ่งในตลาดนัดหรือพื้นที่ขนาดเล็กนั้น การจัดทำหน้าร้านให้ดูดีกว่าร้านเพื่อนบ้านเพียงเล็กน้อยก็สามารถขายได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อแบรนด์ขยับเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า คุณทนงศักดิ์พบว่า นี่คือ “คนละเกม และ คนละสนาม” กับพื้นที่ขายเดิมโดยสิ้นเชิง เพราะต้องแข่งขันกับมืออาชีพจำนวนมาก ที่สำคัญคือต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะค่าเช่าพื้นที่ในห้างที่สูงมากจนเกือบเท่ายอดขายทั้งเดือนที่เขาเคยทำได้ในอดีต

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องกลับมาปรับปรุงระบบโฟลว์การทำงานต่าง ๆ ใหม่ทั้งหมด เพื่อยกระดับแบรนด์ให้มีความเป็นมืออาชีพ (Professional) มากยิ่งขึ้น และพร้อมสำหรับการแข่งขันในสนามที่ใหญ่กว่าเดิม

จากลงมือเองทุกอย่าง สู่การเปิดพื้นที่ให้ทีมลอง

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต คุณทนงศักดิ์พบว่าการทำทุกอย่างด้วยตัวเองไม่สามารถพาองค์กรไปต่อได้ เขาจึงเริ่มให้อิสระและเปิดพื้นที่ให้ทีมงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนอายุน้อย ได้เข้ามาคิดและนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ

หลายโปรเจกต์สำคัญไม่ได้เกิดจากตัวเขาโดยตรง แต่เกิดจากการที่ทีมงานได้รับโอกาสให้ลองลงมือทำจริง ตั้งแต่การเข้าไปเป็นสปอนเซอร์คอนเสิร์ต ไปจนถึงงานวิ่ง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยเปิดโอกาสให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น

แน่นอนว่าการเปิดพื้นที่ให้ลองย่อมมีโอกาสผิดพลาด แต่สำหรับคุณทนงศักดิ์ การให้อิสระนี้อยู่ภายใต้กรอบที่ประเมินไว้แล้วว่า หากโปรเจกต์ล้มเหลวหรือเกิดความเสียหายในระดับ 1-2 ล้านบาท ก็ยังเป็นตัวเลขที่บริษัทรับได้และไม่ทำให้ธุรกิจเจ็บตัวหนัก ความผิดพลาดนั้นจึงเปรียบเสมือนการซื้อบทเรียนให้ทีมงาน แต่หากโปรเจกต์เหล่านั้นประสบความสำเร็จ ไอเดียที่เริ่มจากการลองทำนี้ก็จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ได้อย่างก้าวกระโดด

ความเร็ว คือผลลัพธ์ของการเรียนรู้จากการลงมือทำ

YUEDPAO กับวิชาที่ไม่มีในห้องเรียน

เมื่อผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง คุณทนงศักดิ์จึงให้ความสำคัญกับ “ความเร็ว” เป็นพิเศษ บทเรียนจากเพื่อนผู้ประกอบการทำให้เขาเห็นชัดว่า ในธุรกิจ หลายครั้งสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การตัดสินใจผิดเล็กน้อย แต่คือการช้าเกินไปจนเสียโอกาส

เขาจึงมองว่า การเร็วแล้วพลาดในระดับที่รับได้อาจยังดีกว่าช้าแล้วปล่อยให้โอกาสหลุดมือ วิธีคิดนี้สะท้อนอยู่ในหลายช่วงของ YUEDPAO ตั้งแต่การเห็นเทรนด์เสื้อผ้ากีฬาก่อนตลาด การทดลองสินค้าใหม่ การปรับหน้าร้าน การขยายช่องทาง ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้ทีมงานลองทำสิ่งใหม่ ทั้งหมดเชื่อมกลับมาที่แกนเดียวกัน คือการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง

จากเด็กที่เคยขายของบนสะพานลอย เหลือเงินกลับบ้านวันแรกเพียง 50 บาท สู่การสร้างแบรนด์ที่เติบโตระดับพันล้าน เส้นทางของคุณทนงศักดิ์ไม่ได้พิสูจน์แค่ว่า ความสำเร็จไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียน แต่ยังพิสูจน์ว่า คนที่กล้าลอง กล้าถาม กล้าแก้ และกล้าเรียนรู้จากหน้างาน อาจสร้างวิชาของตัวเอง

ขึ้นมาได้ และบทเรียนที่เขาทิ้งท้ายไว้ สรุปเส้นทางทั้งหมดได้ชัดเจนที่สุด

“อย่าเพิ่งบอกนะว่าเราทำไม่ได้ ที่เราไม่เคยลองทำ”

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร

เมืองไทยประกันชีวิต ปรับเกมประกัน สู้เงินไหลออก–ค่ารักษาพุ่ง

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar