Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร

เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือแต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร

เมื่อสถาบันการเงินอายุกว่าหนึ่งศตวรรษ และขึ้นชื่อเรื่องความระมัดระวังอย่าง Moody’s ตัดสินใจก้าวข้ามความกังวลเรื่องการตอบผิดพลาดของ AI แล้วเริ่มต้นสร้างสถาบันฝึกอบรม AI ภายในองค์กร เพื่อให้พนักงานทั้งองค์กรได้เรียนรู้และทดลองใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ช่วงที่ระบบยังไม่สมบูรณ์แบบเต็มที่ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงกรณีศึกษาของการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ แต่สะท้อนบทเรียนสำคัญของผู้นำองค์กรยุค AI ว่า ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่การเริ่มเร็วเกินไป แต่คือการรอจนช้าเกินไป

Perdeep Kumar, Regional Director, Strategic Partnerships, Harvard Business Publishing ชี้ว่า โลกธุรกิจวันนี้กำลังบีบให้องค์กรต้องขยับจากการเป็นองค์กรที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรที่แสวงหาความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

เพราะ AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่เครื่องมือทำงาน แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดขององค์กร ตั้งแต่วัฒนธรรม การเรียนรู้ บทบาทผู้นำ ไปจนถึงนิยามใหม่ของแรงงาน เมื่อคนในองค์กรต้องทำงานร่วมกับแรงงานดิจิทัลเพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ขององค์กร

วิกฤติการเปลี่ยนผ่าน เมื่อธุรกิจเดิมอาจไม่รอดใน 10 ปี

คุณ Perdeep กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างความอยู่รอดและการถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่

ผลสำรวจจากผู้นำ 1,200 คน พบว่า ซีอีโอ 42% มองว่า รูปแบบธุรกิจเดิมของตนอาจไม่สามารถดำเนินอยู่ได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างจริงจัง ขณะที่หลายองค์กรกำลังขับเคลื่อนโครงการเปลี่ยนผ่านขนาดใหญ่ 2-3 โครงการพร้อมกัน

แต่ข่าวร้ายคือ โครงการเปลี่ยนผ่านจำนวนมากถึง 70% อาจไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้ตามที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม Perdeep เสนอว่า ความล้มเหลวเหล่านี้ไม่ควรถูกมองเป็นจุดจบ เพราะระหว่างทาง องค์กรได้เรียนรู้ ทดลอง และปรับปรุงแนวทางใหม่ ๆ ซึ่งเพิ่มโอกาสให้การเปลี่ยนผ่านครั้งต่อไปเข้าใกล้ผลลัพธ์ที่ต้องการมากขึ้น

ที่สำคัญ องค์กรที่ลงทุนในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะบุคลากร มีโอกาสสร้างผลการดำเนินงานได้ดีกว่าคู่แข่งประมาณ 1.5 เท่า กุญแจของการเปลี่ยนผ่านจึงไม่ได้อยู่ที่การจัดซื้อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับคนในองค์กรให้ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างเป็นระบบ

พลังร่วมของคนกับ AI คือสูตรลับขององค์กรยุคใหม่

คุณ Perdeep อธิบายว่า องค์กรจำนวนมากยังติดอยู่ในช่วงของการทดลองใช้ AI การทำโครงการนำร่อง และการพยายามนำ AI เข้าไปเชื่อมกับงานบางส่วน แต่ยังไม่สามารถขยับไปถึงขั้นของการขยายผล คิดค้นสิ่งใหม่ หรือจินตนาการรูปแบบธุรกิจใหม่ได้จริง

ปัญหาจึงไม่ใช่การไม่มี AI แต่อยู่ที่องค์กรยังไม่สามารถเปลี่ยน AI จากโครงการทดลองให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน องค์กรที่ก้าวข้ามจุดนี้ได้ จะเริ่มมองเห็นพลังของการผสานระหว่างความสามารถของมนุษย์กับศักยภาพของ AI จนกลายเป็นพลังการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับ AI

กล่าวให้ชัดขึ้น นี่คือการนำความสามารถของบุคลากร มารวมกับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จาก AI เพื่อสร้างสูตรลับที่ทำให้องค์กรแตกต่างจากคู่แข่ นี่คือจุดที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่กลายเป็นพลังในการจินตนาการรูปแบบธุรกิจ วิธีทำงาน และความสามารถใหม่ขององค์กร

คอขวดของ AI อยู่ที่ผู้นำไม่ใช่เทคโนโลยี

แม้ AI จะกลายเป็นวาระสำคัญของธุรกิจ แต่ผลสำรวจสะท้อนว่า ผู้นำจำนวนมากยังไม่พร้อมเดินหน้าอย่างจริงจัง มีผู้นำเพียง 36% เท่านั้นที่ระบุว่า องค์กรของตนเปิดรับแนวคิดว่า AI ต้องเป็นองค์ประกอบหลักของกลยุทธ์และการดำเนินงาน ขณะที่ผู้นำอีกจำนวนมากยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ AI ในระดับที่เพียงพอ

คุณ Perdeep ชี้ว่า หากผู้นำไม่มีวิธีคิดว่าต้องทำงานกับการเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจัง ความพยายามของทีมต่าง ๆ ในองค์กรก็อาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้เต็มที่ ดังนั้น บทบาทของผู้นำยุค AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การอนุมัติงบประมาณ หรือเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้สร้างทิศทาง สร้างความกล้าในการทดลอง และทำให้การเรียนรู้กลายเป็นวาระหลักขององค์กร

จาก “พร้อมรับ” สู่ “แสวงหา” ความเปลี่ยนแปลง

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดที่ คุณ Perdeep ย้ำคือ องค์กรไม่สามารถหยุดอยู่ที่การเป็นองค์กรที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป ในอดีต องค์กรจำนวนมากมักเตรียมคนให้พร้อมรับเมื่อความเปลี่ยนแปลงมาถึง แต่ในยุค AI ความพร้อมเพียงอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป องค์กรต้องสร้างวัฒนธรรมที่พนักงานมีความอยากรู้อยากเห็น กล้าทดลอง และมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

การแสวงหาความเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่คำสวย ๆ แต่ต้องเริ่มจากผู้นำระดับสูงที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างจริงจัง ไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อให้ครบหลักสูตร แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อเชื่อมโยงกลับไปสู่การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและตัวพนักงานเอง

วัฒนธรรมแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อองค์กรสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา ให้พนักงานกล้าทดลอง กล้าผิดพลาด และเรียนรู้จากความล้มเหลวได้ เพราะในโลกที่ AI เปลี่ยนเร็ว องค์กรที่เรียนรู้ได้เร็วกว่า ทดลองได้เร็วกว่า และปรับตัวได้เร็วกว่า ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบมากกว่าองค์กรที่รอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อนเริ่มลงมือ

คนในองค์กรไม่พออีกต่อไป เมื่อองค์กรต้องมีแรงงานดิจิทัล

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ นิยามของแรงงานในองค์กร คุณ Perdeep อธิบายว่า เดิมทีเมื่อองค์กรต้องการความสามารถใหม่ ๆ มักมีทางเลือกหลักคือ การซื้อความสามารถจากภายนอก การยืมความสามารถจากพันธมิตร หรือการสร้างความสามารถขึ้นภายในองค์กร

แต่ในยุค AI มีทางเลือกใหม่เพิ่มเข้ามา คือการใช้ระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน

นั่นหมายความว่า องค์กรไม่ได้มีเพียงคนในองค์กรอีกต่อไป แต่ต้องเริ่มคิดถึงแรงงานดิจิทัล ที่เข้ามาเสริมขีดความสามารถของทีมงาน

บทบาทของ AI จึงกำลังเคลื่อนจากผู้ช่วยส่วนตัว ไปสู่ระบบ AI ที่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม และต่อไปสู่ระบบประสานงานอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ในกระบวนการต่าง ๆ ขององค์กร

เมื่อเป็นเช่นนี้ บทบาทของมนุษย์ก็ต้องเปลี่ยนตาม จากเดิมที่เน้นการสั่งการและควบคุม ไปสู่การเป็นผู้ประสานงาน มอบอำนาจ ทดลอง ตีความ และตรวจสอบความหมายของสิ่งที่ AI สร้างขึ้น มนุษย์ไม่ได้หายไปจากระบบงาน แต่ต้องขยับไปทำงานที่ต้องใช้วิจารณญาณ การเชื่อมโยง ความเข้าใจบริบท และทักษะเชิงมนุษย์ที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้

5 กลยุทธ์ขององค์กรผู้นำด้าน AI

คุณ Perdeep สรุปแนวทางขององค์กรที่สามารถใช้ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบไว้ 5 ประการ

  • ข้อแรก องค์กรที่ใช้ AI ได้ผลจริง มักมีจุดร่วมสำคัญคือ ผู้บริหารระดับสูงลงมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง โครงการ AI ต้องได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากซีอีโอและคณะกรรมการบริษัท ไม่ใช่ถูกผลักให้เป็นภารกิจของทีมใดทีมหนึ่งเท่านั้น
  • ข้อที่สอง องค์กรต้องมุ่งเน้นกระบวนการหลักของธุรกิจ เลือกนำ AI ไปใช้ในงานที่เชื่อมโยงกับลูกค้า รายได้ และคุณค่าหลักของธุรกิจ ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงงานสนับสนุนทั่วไป
  • ข้อที่สาม องค์กรต้องเลือกลงทุนอย่างมีวินัย ไม่หว่านทรัพยากรไปกับโครงการ AI จำนวนมากเกินไป แต่ควรเลือก 4-5 โครงการที่มีความสำคัญและมีโอกาสสร้างผลลัพธ์สูง
  • ข้อที่สี่ องค์กรต้องให้ความสำคัญกับคนและกระบวนการทำงานเป็นอันดับแรก เพราะการเปลี่ยนผ่านไม่ได้สำเร็จจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงทุนกับการเรียนรู้ การพัฒนาคน และการปรับวิธีทำงาน
  • ข้อสุดท้าย องค์กรต้องมีระบบกำกับดูแลที่คล่องตัว เพื่อให้การทดลองและการขยายผล AI เดินหน้าได้อย่างมีทิศทาง มีผู้รับผิดชอบ และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า องค์กรผู้นำด้าน AI ไม่ได้เริ่มจากการมีเครื่องมือมากที่สุด แต่เริ่มจากการสร้างระบบที่ทำให้คน กระบวนการ เทคโนโลยี และผู้นำ เดินไปในทิศทางเดียวกัน

Moody’s บทเรียนขององค์กรที่ไม่รอให้ AI สมบูรณ์แบบ

กรณีของ Moody’s เป็นตัวอย่างสำคัญขององค์กรที่ระมัดระวังสูง แต่เลือกเดินหน้าแทนการรอ Perdeep เล่าว่า Moody’s เป็นองค์กรการเงินอายุกว่า 100 ปี ผ่านทั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ วิกฤตเศรษฐกิจ และวัฏจักรธุรกิจมาหลายครั้ง อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่มีความระมัดระวังสูง

เมื่อ AI เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้น ความกังวลเรื่องการตอบผิดพลาดของ AI ทำให้องค์กรที่ระมัดระวังสูงจำนวนมากอาจเลือกที่จะรอ จนกว่าเทคโนโลยีจะแข็งแรงและปลอดภัยมากขึ้น แต่ Rob Fauber ซีอีโอของ Moody’s เลือกทางตรงกันข้าม เขาตัดสินใจว่าองค์กรต้องเริ่มต้นทันที ด้วยการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรม AI เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ทำความเข้าใจว่า AI สามารถเพิ่มคุณค่าให้กับงานของตนได้อย่างไร

หัวใจของกรณีนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ AI เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นำที่ยอมรับว่า แม้ AI ยังมีข้อจำกัด แต่องค์กรจำเป็นต้องเริ่มทดลอง เรียนรู้ และสร้างความคุ้นเคยให้กับพนักงานตั้งแต่วันนี้

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ งานจัดทำรายงานวิเคราะห์เครดิต ซึ่งเดิมอาจใช้เวลานานถึง 7 วัน สามารถลดลงเหลือเพียง 30 นาที กรณีของ Moody’s จึงสะท้อนว่า องค์กรที่ได้เปรียบในยุค AI อาจไม่ใช่องค์กรที่รอให้เทคโนโลยีพร้อมที่สุด แต่คือองค์กรที่สร้างความพร้อมของคนได้เร็วที่สุด

ทักษะมนุษย์ยังเป็นหัวใจขององค์กรยุค AI

แม้ AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานอย่างมาก แต่ Perdeep ย้ำว่า ทักษะเชิงมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ทักษะเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การคิดเชิงวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความยืดหยุ่น จริยธรรม ความเห็นอกเห็นใจ การดูแลคนในทีม การเล่าเรื่อง และความสามารถในการสร้างการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

เพราะ AI อาจช่วยวิเคราะห์ สรุป หรือเสนอแนวทางได้ แต่ยังไม่สามารถแทนที่ความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ ความเข้าใจทางอารมณ์ และพลังของการสื่อสารที่ทำให้คนรู้สึกร่วมกันได้

ดังนั้น ภารกิจขององค์กรจึงไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างมนุษย์กับ AI แต่คือการยกระดับมนุษย์ให้ทำงานร่วมกับ AI ได้ดีขึ้น และใช้ AI เพื่อเสริมกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ให้เร็วขึ้น ลึกขึ้น และเชื่อมโยงกับงานจริงมากขึ้น

เมื่อการเรียนรู้ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน

เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านนี้ HBR Spark ถูกนำเสนอในฐานะระบบการเรียนรู้ที่ออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างระหว่างการเรียนรู้กับการนำไปใช้จริงในชีวิตการทำงาน

ระบบนี้รวบรวมเนื้อหาจาก Harvard Business Review ทั้งบทความ วิดีโอ รายการเสียง มุมมองเชิงลึก กรณีศึกษา และเครื่องมือการเรียนรู้ต่าง ๆ ไว้ในระบบเดียว โดยใช้ AI ช่วยแนะนำเนื้อหาที่เหมาะกับบทบาทและความสามารถที่ผู้เรียนต้องพัฒนา

ระบบรองรับการเรียนรู้แบบสั้น ตั้งแต่วิดีโอความยาว 2-4 นาที การใช้ AI ช่วยเตรียมตัวสำหรับสถานการณ์สำคัญภายใน 15 นาที ไปจนถึงบทเรียนและห้องปฏิบัติการจำลองสถานการณ์สำหรับผู้นำ ที่ออกแบบให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ฝึกตัดสินใจ และสะท้อนผลจากสถานการณ์จำลอง

ระบบนี้ยังรองรับการสั่งงานด้วยภาษาไทย และเชื่อมโยงผู้เรียนเข้ากับเนื้อหาภาษาอังกฤษจากคลังความรู้ของ Harvard ได้ ทำให้พนักงานสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล และนำมาปรับใช้กับปัญหาหน้างานได้รวดเร็วขึ้น

ในมุมนี้ HBR Spark ไม่ได้เป็นเพียงระบบการเรียนรู้ แต่สะท้อนแนวคิดใหม่ของการพัฒนาคนในยุค AI ที่ไม่แยกการเรียนรู้ออกจากการทำงานอีกต่อไป เพราะเมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว การเรียนรู้ไม่สามารถเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานประจำวัน

ท้ายที่สุด การพาองค์กรก้าวผ่านยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีซอฟต์แวร์ที่แพงที่สุด หรือเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดเท่านั้น หากแต่เป็นบททดสอบของผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมที่คนกล้าเรียนรู้ กล้าทดลอง และกล้าทำงานร่วมกับแรงงานดิจิทัล

องค์กรที่ได้เปรียบในยุค AI จึงอาจไม่ใช่องค์กรที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถหลอมรวมศักยภาพของมนุษย์กับ AI ให้กลายเป็นพลังร่วมของทั้งคนและเทคโนโลยี และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้และการเติบโตได้เร็วที่สุด

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar