กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) ปี 2569 มุ่งช่วยภาคธุรกิจไทยรับมือความผันผวนของตลาดการเงินโลก หลังผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนความไว้วางใจจากลูกค้า พร้อมประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน คาดการณ์คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำเพื่อช่วยประคองอุปสงค์ภายในประเทศ
พอร์ต FX โตแกร่ง กำไรครึ่งปีทะลุ 4.4 พันล้าน
ฮิโรทากะ คุโรกิ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา กำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ (FX) ของกลุ่มงานฯ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) สูงถึง 16%
สำหรับผลประกอบการล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กลุ่มงานฯ สามารถทำกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งมีธุรกิจ FX เป็นพอร์ตหลัก ได้สูงถึง 4.4 พันล้านบาท ขยายตัว 13-14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 3.88 พันล้านบาท นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยส่งให้กำไรสุทธิในภาพรวมของธนาคารกรุงศรีปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 7%
เปิดกลยุทธ์ FX ปี 69 รุกดิจิทัล- Multi-Currency
แม้ปริมาณการค้าต่างประเทศของไทยในรอบทศวรรษจะเติบโตกว่า 60% แต่ธุรกรรม FX ผ่านธนาคารพาณิชย์กลับขยายตัวเพียง 5.7% ซึ่งสะท้อนว่าพฤติกรรมและทางเลือกของลูกค้าเปลี่ยนไป ธนาคารกรุงศรีจึงได้กำหนด 3 กลยุทธ์หลักในปี 2569 เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว
กลยุทธ์แรกคือ การยกระดับสู่ Digital FX เต็มรูปแบบ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์ม FX@Krungsri การเชื่อมต่อระบบ FX API และการให้ข้อมูลเชิงลึกผ่าน Krungsri FX Line Official Account เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้แก่ลูกค้า
ประการถัดมา คือ การขยายบริการสกุลเงินทางเลือก (Multi-Currency) เช่น วอนเกาหลีใต้ (KRW) ดีร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (AED) และริยัลซาอุดีอาระเบีย (SAR) เพื่อรองรับแนวโน้มการทำธุรกรรมนอกเหนือจาก 3 สกุลหลัก (USD, EUR, JPY) โดยเฉพาะสกุลเงินหยวน (CNY) ที่มีความต้องการใช้ชำระเงินนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
และประการสุดท้าย คือ การพัฒนาโซลูชันบริหารความเสี่ยงและการลงทุน โดยดึงเครือข่ายระดับโลกของกลุ่ม MUFG มาร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ พร้อมนำเทคโนโลยี AI และระบบ Automation มาช่วยเพิ่มความแม่นยำรวดเร็วในการทำงานของดีลเลอร์
เตือนตลาดโลกผันผวนเฟดจ่อปรับวิธีส่งสัญญาณดอกเบี้ย

ด้านทิศทางตลาดการเงินโลก รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่า ปัจจัยชี้นำกำลังเปลี่ยนผ่านจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางไปสู่นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยประธานเฟดคนใหม่ นายเควิน วอร์ช มีแนวคิดที่จะยกเครื่องการสื่อสารด้วยการลดการส่งสัญญาณชี้นำล่วงหน้า (Forward Guidance) ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต้องประเมินทิศทางดอกเบี้ยจากตัวเลขเศรษฐกิจเอง และส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกมีความผันผวนสูงขึ้นในทุกครั้งที่มีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
ส่วนในฝั่งเอเชีย เงินเยนได้อ่อนค่าลงรุนแรงจนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ที่ระดับเกิน 163 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะยังคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อช่วยพยุงค่าเงินเยน
ชี้ไทยเสี่ยง “ขาดดุลแฝด” คาดกนง. ตรึงดอกเบี้ย 1.00% ยาว
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ธนาคารกรุงศรีประเมินว่า กำลังเผชิญภาวะขาดดุลแฝด ทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลงบประมาณพร้อมกันเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ซึ่งเป็นผลจากการเร่งนำเข้าน้ำมันมูลค่าสูงเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในช่วงก่อนหน้า แต่คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลังตามทิศทางราคาน้ำมันโลกที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาสสุดท้าย
ในส่วนของนโยบายดอกเบี้ย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อเนื่องไปอีกหลายไตรมาส เนื่องจากมองว่าเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากฝั่งต้นทุน กนง. จึงเลือกให้น้ำหนักกับการดูแลอุปสงค์และเสถียรภาพภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองในตลาดพันธบัตรไทยที่คาดว่าจะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ระยะสั้นยังคงเผชิญแรงกดดันในทางอ่อนค่า แต่คาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32–34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ บนสมมติฐานที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยและดุลการค้าของไทยปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากเงินทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้ามาสะสมในตลาดหุ้นไทย
คาดจีดีพีปีนี้โต 1.9% เฝ้าระวังปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้าง
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้ไว้ที่ 1.9% และประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ที่ 32.5 ล้านคน แม้จะมีปัจจัยบวกจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาสแรกที่เติบโตถึง 142% ทะลุ 1 ล้านล้านบาท ในกลุ่ม Data Center และ Cloud Service ตามกระแส China Plus One ก็ตาม แต่ในระยะยาว เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัจจัยกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมหลักที่ลดลง และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พญาไทศรีราชา ปักธง Medical Hub ภาคตะวันออก ขยายฐานรับคลื่น EEC ตั้งเป้ารายได้ต่างชาติ 10%
YouTrip เปิดตัว ‘YouTrip Metal’ บัตรโลหะเฉพาะผู้รับเชิญ เจาะกลุ่ม A-List



