กว่า3 ทศวรรษของการเป็นโรงพยาบาลชุมชนศรีราชา วันนี้เครือข่ายโรงพยาบาลพญาไทศรีราชากำลังก้าวสู่เป้าหมายสูงสุดในการเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่น่าจดจำ (The most admired private hospital) ภายใต้ยุทธศาสตร์ ดี-คุ้มค่า-รวดเร็ว ท่ามกลางกระแสการเติบโตของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และความต้องการบริการสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ
นพ.ชาญชัย ลี้สมประสงค์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา เปิดเผยว่า ปัจจุบันเครือข่ายประกอบด้วย โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา 1, โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา 2, โรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน และคลินิกเครือข่ายอีก 5 แห่ง มีผู้ป่วยนอก (OPD) เข้ามารับบริการรวมกว่า 6,000 รายต่อวัน หรือคิดเป็น 2.19 ล้านรายต่อปี โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลพญาไทศรีราชามีผู้ป่วย OPD ต่อวันกว่า 2,000 ราย ขณะที่ 45% ของผู้รับบริการเดินทางมาจากต่างจังหวัดทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของโรงพยาบาลในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาคอย่างชัดเจน
วิสัยทัศน์ 5 ปีของโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา คือการก้าวขึ้นเป็น “The most admired private hospital” ผ่าน 3 หลักคิด คือ ดี ผลการรักษามาตรฐานระดับสากลที่ได้รับการรับรองจาก AACI คุ้มค่า ราคาและทรัพยากรที่ใช้เหมาะสมและรวดเร็ว การลดระยะเวลารอคอย โดยหากต้องรอคอยจะแทรกแนวคิด Edutainment หรือการให้ความรู้ผสานความบันเทิงเข้าไป เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับประโยชน์ระหว่างรอ
ดันรายได้ต่างชาติแตะ 10% และผู้ประกันตน 5 แสนราย
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชาตั้งเป้าหมายเชิงธุรกิจไว้อย่างชัดเจน คือ เพิ่มสิทธิ์รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติจากปัจจุบัน 8% เป็น 10% ภายในปี 2570 โดยขยายฐานสู่กลุ่ม Expat ชาวคอเคเชียน ยุโรป สแกนดิเนเวีย และรัสเซียที่พำนักระยะยาว เพิ่มเติมจากกลุ่มคนไข้จีนที่เป็นลูกค้าหลัก
ด้านผู้ประกันตน ตั้งเป้าขยายฐานจาก 300,000 ราย เป็น 500,000 รายภายในปี 2573 โดยมีแผนเพิ่มจำนวนเตียงรวมทั้งเครือข่ายจาก 429 เตียง เป็น 847 เตียง ซึ่ง รพ.พญาไทศรีราชา 1 มี 257 เตียง รพ.พญาไทศรีราชา 2 มี 113 เตียง มีศักยภาพรองรับรวม 370 เตียง ส่วน รพ.พญาไทบ่อวิน อยู่ระหว่างพัฒนาเฟส 2 และ 3 เพื่อเพิ่มเตียงจาก 59 เตียงเป็น 629 เตียง นอกจากนี้ยังมองว่ามาตรการ Co-payment ของระบบประกันภัยจะช่วยส่งเสริมการเติบโต โดยที่ผ่านมาได้ทุ่มงบรีโนเวทสถานที่ไปแล้วกว่า 300–400 ล้านบาท
เจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติและไฮเอนด์

โรงพยาบาลให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าทั้งชาวต่างชาติและกลุ่มไฮเอนด์ หลังจากเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลพญาไทบ่อวินซึ่งเปิดให้บริการได้เพียง 1 ปี มีสัดส่วนรายได้จากคนไข้จีนสูงถึง 10% ขณะที่โรงพยาบาลพญาไทศรีราชากำลังขยายฐานสู่กลุ่ม Expat จากยุโรปและสแกนดิเนเวียที่พำนักระยะยาวมากขึ้น
กลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ (High-End) เป็นอีกเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ 4,000 บาท สูงกว่าคนไข้ทั่วไปซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000 บาท โดยโรงพยาบาลใช้หลัก KYC (Know Your Customer) ในการทำความรู้จักผู้รับบริการอย่างลึกซึ้ง พร้อมด้วยแอปพลิเคชัน “I’m here” ที่แจ้งเตือนพนักงานเมื่อลูกค้า VIP เดินทางมาถึง ทำให้สามารถเตรียมการต้อนรับได้ทันที
นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังเตรียมความพร้อมด้านปฏิบัติการด้วยการศึกษามาตรฐานสากล GHA (Global Healthcare Accreditation) และมีแผนร่วมมือกับรีสอร์ทเพื่อเป็นศูนย์พักฟื้นหลังผ่าตัดระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ
การแพทย์เชิงรุก Genomics และ Epigenetics รับมือสังคมสูงวัย
นพ.ชาญชัยเปิดเผยว่า เครือข่ายได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการตั้งรับรอให้ผู้ป่วยเกิดอาการ สู่การแพทย์เชิงรุกและการคาดการณ์ล่วงหน้า โดยเปิดศูนย์จีโนม (Genomics Center) เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์ระดับพันธุกรรม ประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งล่วงหน้า ทำให้สามารถวางแผนป้องกันหรือรักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ควบคู่ไปกับการพัฒนาบริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) และการส่งเสริมสุขภาพเพื่อชีวิตที่ยาวนาน (Longevity) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารายได้สูงและผู้บริโภคยุคใหม่ ขณะเดียวกันโรงพยาบาลให้ความสนใจกับเรื่อง Epigenetics หรือพฤติกรรมที่อยู่เหนือพันธุกรรม เช่น การแนะนำให้ผู้ป่วยนั่งสมาธิ ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยลดความเครียดและปรับเปลี่ยนการทำงานของสมองได้
ด้านศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรงพยาบาลพญาไทศรีราชามีศูนย์หัวใจที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเฉพาะทาง สามารถผ่าตัดเปิดหัวใจและใส่สายสวนด้วยเทคโนโลยี Bi-plane Cath Lab รวมถึงศูนย์อุบัติเหตุ (Trauma Center ระดับ 3) เพื่อรองรับการบาดเจ็บและเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ EEC
Healing Environment ยกระดับ Patient Experience ครบวงจร
หัวใจสำคัญของการยกระดับบริการ คือการปรับปรุงพื้นที่ทั่วทั้งโรงพยาบาลด้วยงบประมาณ 300–400 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “Healing Environment” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของ “วังพญาไท” ถ่ายทอดผ่านเส้นสายการออกแบบ วัสดุโทนอบอุ่น และแสงธรรมชาติ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามา
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชายึดหลักการยกระดับ Patient Experience ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Physical Touchpoint การออกแบบพื้นที่ที่ช่วยส่งเสริมการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ Human Touchpoint การบริการด้วยหัวใจในแบบ Superior Thai Hospitality ที่ให้ความสำคัญกับความเข้าใจและความใส่ใจในทุกขั้นตอน และ Clinical Touchpoint การเชื่อมโยงมาตรฐานการแพทย์ระดับสากลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

หนึ่งในพื้นที่สำคัญคือ Platinum Lounge ชั้น 12 อาคาร B ซึ่งได้รับการปรับโฉมใหม่ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้รับบริการ ด้วยพื้นที่รับรองที่เป็นส่วนตัว มุมทำงาน และโซนอาหารว่าง
ควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่ โรงพยาบาลยังใช้แนวคิด Active Process ในการลดระยะเวลารอคอยด้วยการเปิดประวัติล่วงหน้า (Zero loss of time) เพื่อให้การรับบริการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพในทุกช่วงของ Patient Journey
มุ่งสู่ Medical Hub ภาคตะวันออก
นพ.ชาญชัยกล่าวว่า ปประเทศไทยมีศักยภาพทางการแพทย์พร้อม แต่ยังขาดการบูรณาการข้อมูลภาพรวมเพื่อให้คนไข้ต่างชาติเปรียบเทียบและเลือกรับบริการจากโรงพยาบาลเอกชนในภูมิภาคได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)
บทบาทของโรงพยาบาลพญาไทศรีราชาในวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาพยาบาล แต่ขยายสู่การเป็น “Partner for Life” หรือพันธมิตรด้านสุขภาพที่พร้อมดูแลผู้รับบริการในทุกช่วงของชีวิต สอดรับกับการเติบโตของ EEC และเป้าหมายของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เปิดตัว ‘Blu Green Token’ กรีนโทเคนแรกของไทย ระดมทุน 480 ล้านบาท ฟื้นฟูป่าชายเลน 1.7 หมื่นไร่
สตาร์บัคส์ กางแผนสู้ศึกกาแฟ 6.5 หมื่นล้าน เร่งบุกเป้า 600 สาขา พร้อมตรึงราคาฝ่ามรสุมต้นทุนโลก



