Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

บล.บัวหลวง มองหุ้นไทยปลายปีแตะ 1,700 จุด เดินหน้าสู่ Wealth Advisor

บล.บัวหลวง มองหุ้นไทยปลายปีแตะ 1,700 จุด เดินหน้าสู่ Wealth Advisor

เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ยังคงเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนต้องวางแผนอย่างรอบคอบ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินทิศทางตลาดหุ้น พร้อมเปิดเผยแนวทางการคัดเลือกหุ้นรายอุตสาหกรรม และการปรับตัวขององค์กรเพื่อช่วยดูแลสินทรัพย์ของลูกค้าอย่างครบวงจร

ทิศทางตลาดหุ้นไทยปลายปี 2569: ชี้เป้าดัชนีและปัจจัยบวก-ลบ

ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของปีสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยดัชนี SET ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 28.9% จากต้นปี ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคเอเชียและอาเซียน

พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง วิเคราะห์ว่า ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2569 ตลาดหุ้นไทย (SET Index) จะค่อย ๆ แกว่งตัวขึ้น (Sideway Up) โดยมองกรอบเป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,580–1,700 จุด และประเมินเป้าหมายระยะถัดไปในปี 2570 ไว้ที่กรอบ 1,650–1,710 จุด

ปัจจัยสนับสนุนหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยรอบนี้ประกอบด้วย

  • ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเติบโตดี: กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยช่วงครึ่งปีแรกออกมาแข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ ทำให้นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปีนี้ขึ้นมาราว 4% – 6.3% มาอยู่ที่ระดับ 103 บาทต่อหุ้น ซึ่งผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ที่ประกาศออกมาก็สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ราว 6%
  • เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาซื้อสะสม: ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียวมีแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติสูงถึง 4.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมรวมนับตั้งแต่ต้นปีขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 7.4 – 7.6 หมื่นล้านบาท และบัวหลวงคาดการณ์ว่าทั้งปีเงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลเข้าสุทธิสะสมรวมสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท
  • มาตรการสนับสนุนเชิงนโยบาย: โดยเฉพาะความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) และแนวทางการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ที่คาดว่าจะมีความคืบหน้าในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นผลดีโดยตรงต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า
  • อย่างไรก็ตาม ตลาดก็ยังมีปัจจัยลบและข้อจำกัดที่ต้องเฝ้าระวัง: แรงกดดันสำคัญมาจากกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวช้า เนื่องจากต้นทุนค่าครองชีพและหนี้สินครัวเรือนยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ด้วยเหตุนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจึงมีทิศทางฟื้นตัวไม่เท่ากันในลักษณะสองขั้ว หรือ “K-Shape” แต่เหตุผลที่ตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่งและไปต่อได้ สวนกระแสเศรษฐกิจจริงในประเทศ เป็นเพราะโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยกับเศรษฐกิจจริงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในเศรษฐกิจจริงนั้น การบริโภคในประเทศมีขนาดใหญ่ถึง 55% ของจีดีพี แต่ในตลาดหุ้นไทย หุ้นที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศกลับมีผลต่อดัชนีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมูลค่าตลาดหุ้นไทยกว่า 54% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค (18%) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (24%) กลุ่มสื่อสาร (9%) กลุ่มเคมีภัณฑ์ (2%) และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ (1%)

หุ้นกลุ่มใหญ่นี้ได้ผลดีโดยตรงจากการฟื้นตัวของภาคการผลิตโลก รอบการลงทุนระบบดิจิทัล และความต้องการพลังงานเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของโลก ทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยยังคงแข็งแกร่งและช่วยประคองตลาดหุ้นไว้ได้

กางพอร์ต 5 ธีมรับเศรษฐกิจสองขั้ว

เพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจแบบสองขั้ว บล.บัวหลวง แนะนำให้จัดพอร์ตด้วยกลยุทธ์ Barbell Strategy เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเก็งกำไรในหุ้นเติบโตสูง ควบคู่ไปกับการป้องกันเงินทุนด้วยหุ้นปันผลปลอดภัย โดยชี้เป้าหุ้นสะสมผ่าน 5 ธีมเด่น ดังนี้

  1. ธีมเติบโตระยะยาว (Long-term Growth): เน้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของ Data Center แผน PDP ฉบับใหม่ และ Direct PPA หุ้นเด่นคือ GULF, WHAUP และ GUNKUL
  2. ธีมปันผลปลอดภัย (Defensive & Yield Play): เน้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีกระแสเงินสดมั่นคง จ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอ และได้อานิสงส์จากรายได้ค่าธรรมเนียมของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งช่วยหนุนรายได้ หุ้นเด่นคือ KTB
  3. ธีมฟื้นตัวตามเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้น (Normalization & Stimulus): เน้นกลุ่มค้าปลีก ไอที และท่องเที่ยวที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงกลางปี และกำลังฟื้นตัวตามยอดนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย หุ้นเด่นคือ COM7, CRC, ERW และ CBG
  4. ธีมรับภัยแล้งและความร้อนจัด (Event Play): ปรากฏการณ์เอลนีโญ (Super El Niño) ในช่วงปลายปีจะทำให้อุปทานเนื้อสัตว์ตึงตัวและหนุนราคาเนื้อสัตว์ให้สูงขึ้น รวมถึงช่วงอากาศร้อนจัดจะช่วยเพิ่มยอดขายเครื่องดื่มคลายร้อน หุ้นเด่นคือ CPF, BTG และ ICHI
  5. ธีมป้องกันภัยเงินเฟ้อและสงคราม (Geopolitical & Inflation Hedge): สะสมหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีต้นน้ำเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หุ้นเด่นคือ PTT และ PTTGC

สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนทั่วโลกในระยะ 12 เดือนข้างหน้า บล.บัวหลวง แนะนำให้แบ่งน้ำหนักไปที่ หุ้น 74% (แบ่งเป็น หุ้นสหรัฐฯ 43% หุ้นเทคโนโลยีจีน 8% หุ้นอินเดีย 6% หุ้นเกาหลีใต้ 5% หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ 5% และญี่ปุ่น 3%) ตราสารหนี้ 22% และกระจายส่วนที่เหลือใน สินทรัพย์ทางเลือกและทองคำอีก 4%

บล.บัวหลวงก้าวสู่ Wealth Advisor

นอกเหนือจากมุมมองการลงทุนแล้ว บล.บัวหลวง เองก็กำลังปรับตัวครั้งสำคัญเพื่อสอดรับกับพฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนไป ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานจากการเป็นโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นแบบเดิม ไปสู่การเป็น “ที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุน” (Wealth Advisor) และผู้ส่งมอบแนวทางการลงทุนอย่างครบวงจร เพื่อช่วยแก้ปัญหาของนักลงทุนที่ไม่รู้วิธีการปรับพอร์ตหรือสลับสินทรัพย์ในช่วงที่ตลาดผันผวน

บัวหลวงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเงินเพื่อตอบโจทย์ความมั่งคั่งของลูกค้าอย่างหลากหลาย ได้แก่:

  • ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) รายหุ้น และ DR Global Index: นวัตกรรมที่เปิดทางให้คนไทยกระจายพอร์ตไปลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกที่ประเทศไทยยังไม่มี โดยคาดว่าปีนี้ DR ของบริษัทจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% ล่าสุดได้แนะนำโปรแกรม “DR Stock Focus” ที่กำหนดวงเงินลงทุนตั้งต้นขั้นต่ำไว้เพียง 500,000 บาท
  • Structured Notes (หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง): ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในการสร้างกระแสเงินสดและดอกผลอย่างสม่ำเสมอในสภาวะที่ตลาดแกว่งตัว ปัจจุบันมียอดธุรกรรมเฉลี่ยสูงถึง 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ดันยอดลงทุนสะสมรวมในตลาดพุ่งสูงถึง 5–7 หมื่นล้านบาท ซึ่งก้าวข้ามสถิติสูงสุดเดิมของปี 2567 ไปเรียบร้อยแล้ว
  • Auto Top Fund: บริการจัดพอร์ตกองทุนรวมอัตโนมัติ โดยคัดเลือกกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ ด้วยระบบให้คะแนน (Scoring) พร้อมระบบปรับสมดุลพอร์ตอัตโนมัติ (Auto Rebalance) เพื่อช่วยรักษาระดับความเสี่ยงให้เหมาะสมสม่ำเสมอ
  • Block Trade: เครื่องมือสร้างอัตราคูณผลตอบแทนสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อขายหุ้นมูลค่า 1.5 ล้านบาทขึ้นไป โดยวางเงินหลักประกันเพียง 10-15% ต่างจากบัญชีมาร์จินปกติที่ต้องใช้สูงถึง 50% ช่วยให้นักลงทุนหมุนเวียนรอบทำกำไรได้เร็วขึ้นยามตลาดหุ้นกลับมาเป็นขาขึ้น

นอกจากนี้ บล.บัวหลวง ยังเตรียมจัดการเรียนรู้ออนไลน์โครงการ “The Stock Master Season 15” ภายใต้แนวคิด “Multipolar Playbook” เพื่อมุ่งเน้นเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจพื้นฐานในการจัดพอร์ตและกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่หลากหลายให้แก่คนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

GC ปรับพอร์ต 70:30 ลุย Green & Specialty – Bio Refinery พร้อมรับเกมปิโตรเคมีใหม่

จากอิฐแดงยุคน้ำท่วม สู่โรงงานอัจฉริยะกลางแดนใต้ เมื่อ SCG CBM ปักหมุด Q-CON สงขลา

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar