Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

GC ปรับพอร์ต 70:30 ลุย Green & Specialty – Bio Refinery พร้อมรับเกมปิโตรเคมีใหม่

GC ปรับพอร์ต 70:30 ลุย Green & Specialty - Bio Refinery พร้อมรับเกมปิโตรเคมีใหม่

หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายในวัฏจักรปิโตรเคมีขาลงมาตลอด 18 เดือน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้วางแนวทางการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต โดยบริษัทมุ่งเน้นการปรับพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ การปลดล็อกศักยภาพของพนักงานเพื่อสร้างนวัตกรรมภายในองค์กร ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินอย่างมีวินัยเพื่อพร้อมรองรับโอกาสการเติบโตบทใหม่

ชูเทคโนโลยี Bio Refinery ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ

แผนกลยุทธ์ระยะยาวของ GC คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีแบบดั้งเดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและมูลค่าสูง ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยับสัดส่วนพอร์ตโฟลิโอภายในปี  2573 หรือในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) อยู่ร้อยละ 80 และกลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ประมาณร้อยละ 10-20 ไปสู่สมดุลใหม่ที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ร้อยละ 70 และกลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษร่วมกับกลุ่มธุรกิจชีวภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Green & Bio) รวมกันที่ร้อยละ 30

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการยกระดับโรงกลั่นน้ำมันเดิมไปสู่ โรงกลั่นชีวภาพ (Bio Refinery) โดยการนำเทคโนโลยีการกลั่นร่วม ที่ผสมวัตถุดิบธรรมชาติต่าง ๆ เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว เข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันบริษัททดลองกลั่นจริงแล้วในระดับกำลังการผลิต 20,000 ตันต่อปี และมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 80,000 ตันต่อปี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทางเทคนิคจะสามารถผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF) ได้ แต่ความท้าทายในปัจจุบันคือตลาดในประเทศยังไม่มีความพร้อมและยังไม่มีกฎระเบียบหรือข้อบังคับใช้รองรับอย่างชัดเจน

GC จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้โครงสร้างระบบห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมต่อโรงงานภายในทั้งหมดเพื่อกระจายและกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบชีวภาพที่ป้อนเข้ามา ให้แปรสภาพไปเป็นผลิตภัณฑ์ปลายทางประเภทอื่นแทน เช่น โพลิเมอร์ และสารอะโรเมติกส์ ซึ่งได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานเพื่อส่งมอบให้ลูกค้าปลายทางนำไปใช้ทำการตลาดด้านความยั่งยืนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอตลาด SAF พร้อมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Mitsubishi Corporation เพื่อพัฒนาตลาดส่งออกพลาสติกชีวภาพไปยังประเทศญี่ปุ่นที่มีความพร้อมของตลาดมากกว่า

GC StandOut ปลดล็อกนวัตกรรมจากคนใน

นอกจากการปรับพอร์ตสินค้าแล้ว GC ยังขับเคลื่อนการทำงานภายในผ่านบุคลากร ภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation หรือองค์กรนวัตกรรมทำจริง เพื่อแก้ปัญหาความกดดันจากการลดต้นทุนแบบเดิมล

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC
ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC

คุณณะรงค์ศักดิ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาบริษัททำมาตรการลดต้นทุนอย่างเข้มข้นผ่าน Project Max หรือ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดําเนินงานทั่วทั้งองค์กรซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในฝั่งโรงงานได้จำนวนมากจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย แต่หากเน้นย้ำเรื่องการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวอย่างต่อเนื่อง จะทำให้พนักงานเกิดความเหนื่อยล้าจนถึงขีดจำกัด บริษัทจึงนำแนวคิดเรื่องนวัตกรรม (Innovation) เข้ามาใช้กับพนักงานทุกกลุ่มทั่วทั้งองค์กร รวมถึงพนักงานฝ่ายสนับสนุนและพนักงานในสำนักงาน

กระบวนการนี้ทำผ่านแพลตฟอร์มภายในที่เปิดโอกาสให้พนักงานส่งแนวคิดหรือไอเดียเริ่มต้นเข้ามาได้ทันที โดยพนักงานไม่ต้องรอให้คิดรายละเอียดจนสำเร็จหรือพร้อมใช้งาน จากนั้นบริษัทจะจัดหมวดหมู่ไอเดีย และใช้ Podcast ภายในถ่ายทอดกรณีศึกษาของไอเดียที่ทำได้สำเร็จเพื่อกระตุ้นพลังร่วมของพนักงาน วิธีการนี้ทำให้มีไอเดียถูกส่งเข้ามาจากพนักงานทุกระดับมากกว่า 1,000 ไอเดียในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานข้ามสายงาน และช่วยลดความตึงเครียดของพนักงานจากการกดดันเรื่องตัวเลขลดต้นทุนไปพร้อมกัน

ไตรมาส 2 พลิกกำไรลดหนี้ 1.16 แสนล้าน

ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงินและบัญชีบริษัทพีทีทีโกลบอลเคมิคอลจำกัด (มหาชน) หรือ GC
ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงินและบัญชีบริษัทพีทีทีโกลบอลเคมิคอลจำกัด (มหาชน) หรือ GC

ในมุมผลประกอบการและการบริหารโครงสร้างทางการเงิน ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงินและบัญชีบริษัทพีทีทีโกลบอลเคมิคอลจำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 12,208 ล้านบาท และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายปรับปรุง (Adjusted EBITDA) 26,932 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับ EBITDA สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ส่งผลให้ในครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิสะสมรวม 15,440 ล้านบาท และมี Adjusted EBITDA สะสม 41,777 ล้านบาท

สำหรับโครงสร้างเงินทุนและภาระหนี้สิน ในช่วงเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา GC สามารถลดหนี้สินลงได้ถึง 116,000 ล้านบาท ส่งผลให้ระดับหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Interest Bearing Debt) ในงบการเงินปัจจุบันลดลงมาเหลือประมาณ 150,000–160,000 ล้านบาท (แปรผันตามอัตราแลกเปลี่ยน) ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนปี 2563 และอยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย

“ปัจจุบัน GC มีเงินสดในมือประมาณ 50,000 ล้านบาท ขณะที่มีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในปีหน้าอยู่ที่ 20,000 ล้านบาทเศษ และในปี 2571  มีหนี้ครบกำหนดชำระเพียงไม่กี่พันล้านบาทเท่านั้น ทำให้ประเด็นเรื่องการหาเงินมาชำระหนี้ในอีก 2 ปีข้างหน้าไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับบริษัทอีกต่อไป” คุณทิติพงษ์ กล่าว

คุณทิติพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เสถียรภาพทางการเงินที่ดีขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์จากกำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการดำเนินมาตรการทางการเงินอย่างมีวินัย โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ (Asset Monetization) ผ่านการขายท่าเทียบเรือและคลังเก็บผลิตภัณฑ์ (Jetty) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อรับรู้กำไรและนำเงินสดกลับมาลดหนี้ โดยที่บริษัทยังคงได้รับสิทธิ์ในการเข้าใช้บริการท่าเรือได้ตามปกติ ควบคู่ไปกับการถอนการลงทุน (Divestment) ในธุรกิจที่ไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับอุตสาหกรรมหลัก เช่น การขายหุ้นใน Ventolex, SSI, MCC และ TCB เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และทำให้โครงสร้างสินทรัพย์ขององค์กรมีความคล่องตัวและแข็งแกร่งในระยะยาว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ผลสำรวจ Deloitte ชี้ 81% ขององค์กรไทยยังติดโครงการนำร่อง AI มีเพียง 9% สร้างรายได้ใหม่

ไปรษณีย์ไทย ปักธง RelationSHIFT ดันเครือข่าย 50,000 จุด เชื่อมรัฐ-ธุรกิจ-ประชาชน


×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar