กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ประกาศกลยุทธ์ ปี 2569 สร้างเสริมนวัตกรรมการชำระเงิน ผสานความร่วมมือในเครือและพันธมิตร มุ่งขยายธุรกิจ ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตร 420,000 ล้านบาท เติบโต 6%
ยุคที่ข้าวยากหมากแพงและเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนสูง พฤติกรรมของผู้บริโภคย่อมปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์เพื่อความอยู่รอด ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดเห็นได้จากข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ซึ่งเปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คน อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ได้นำข้อมูลอินไซต์ของผู้บริโภคมาบอกเล่าให้ฟังพร้อมระบุถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี2569
คุณอธิศเปรียบเปรยสถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ว่าเหมือนการนั่งรถไฟเหาะ “ปีที่แล้วคิดว่าเป็นปีซึ่งมีความท้าทายสูงแล้ว ปีนี้เรียกว่าเป็นรถไฟเหาะดีกว่า คือมีขึ้นมีลง” ย้อนไปช่วงปลายปีที่ผ่านมาจนถึงเดือนมกราคม ยอดการใช้จ่ายคึกคักและมีโมเมนตัมที่ดีมาก แต่พอเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงานทำให้ยอดตกฮวบ
แม้ในเดือนมีนาคมยอดการใช้จ่ายจะไม่แย่อย่างที่คิด โดยเป็นยอดใช้จ่ายในหมวดน้ำมันและหมวดซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผู้บริโภคกังวลสถานการณ์จึงซื้อของกักตุนและเติมน้ำมัน
เผย 5 กลยุทธ์ผสานความร่วมมือในเครือ
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จะยังคงเดินตามรอยกลยุทธ์เดิมแต่เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานมากขึ้นผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก กลยุทธ์เหล่านี้ได้แก่
- พัฒนาผลิตภัณฑ์หลักให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
- ขยายระบบนิเวศพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจ
- สร้างเสริมนวัตกรรมทางการชำระเงิน
- ผสานความร่วมมือในเครือกรุงศรีเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ
- พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน
คุณอธิศ เล่าว่า การผสานความร่วมมือในเครือจะถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 เมกะโปรเจกต์ คือ
- โครงการ One Krungsri P-Loan จะควบรวมผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคลของเครือกรุงศรี มาบริหารจัดการที่กรุงศรีคอนซูมเมอร์
- โครงการ One Krungsri Insurance จะผนึกกำลังเพื่อเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยข้ามช่องทาง
- โครงการ One Krungsri Wealth จะเชื่อมต่อฐานลูกค้าบัตรเครดิตระดับบนเข้ากับบริการบริหารความมั่งคั่งของธนาคารกรุงศรี
บริษัทกำลังพัฒนานวัตกรรมทางการชำระเงินรูปแบบใหม่ซึ่งคุณอธิศ บอกว่า จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาด โดยเตรียมเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 หรือ 4
ใช้ข้อมูลมาจัดการอย่างเป็นระบบ (Data Indexing)
บริษัทยังมีการใช้ข้อมูลมาจัดการอย่างเป็นระบบ หรือ Data Indexing ด้วยการนำข้อมูลการใช้บัตรเครดิตมาวิเคราะห์เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงช่วงวัยของลูกค้า
บริษัทยังได้ปรับเปลี่ยนวิธีการประเมินสินเชื่อเพื่อเปิดรับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระและฟรีแลนซ์มากขึ้น เพราะปัจจุบันสัดส่วนแรงงานไทยกลุ่มนี้มีถึง 51% เมื่อเทียบกับมนุษย์เงินเดือนที่มีเพียง 49% บริษัทต้องหาทางเข้าใจเด็กรุ่นใหม่ที่หันไปประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น
บริษัทยังขยายเครือข่ายร้านค้าและหมวดการใช้จ่ายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ในปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถหาร้านค้าหมวดผ่อนชำระใหม่เข้ามากว่า 100 แห่ง ร้านค้ากลุ่มนี้สร้างยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นได้ถึง 600 ล้านบาท
ตั้งเป้าปี 69 ยอดบัญชีลูกค้าใหม่โต 9%
บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายปีนี้ให้มียอดบัญชีลูกค้าใหม่เติบโต 9% หรือประมาณ 627,000 บัญชี ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 6% คิดเป็นมูลค่า 420,000 ล้านบาท ยอดสินเชื่อบุคคลเติบโต 4% หรือ 98,000 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้างเติบโต 3% หรือ 147,000 ล้านบาท
ปีที่ผ่านมาตลาดบัตรเครดิตโดยรวมมีจำนวนบัญชีติดลบ 1% และยอดสินเชื่อคงค้างติดลบ 1.8% แต่บริษัทฯ ทำผลงานได้ดีกว่าตลาด โดยจำนวนบัญชีบัตรเครดิตของบริษัทเติบโต 4.8% และยอดสินเชื่อคงค้างติดลบเพียง 1.6% ปัจจุบันบริษัทยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดบัตรเครดิตไว้ได้ที่ 18% สินเชื่อบุคคลมีส่วนแบ่งตลาดที่ 12%
อัตราหนี้เสียในส่วนของบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.2% ซึ่งต่ำกว่าตลาดที่ 2% อัตราหนี้เสียสินเชื่อบุคคลของบริษัทอยู่ที่ 2.3% ต่ำกว่าตลาดที่ 3.6% อย่างมาก ปัจจุบันบริษัทครองอันดับ 1 ผู้ให้บริการสินเชื่อไร้หลักประกันด้วยยอดบัญชีลูกค้ากว่า 10.3 ล้านบัญชี
เผยอินไซต์ผู้บริโภคพฤติกรรมการชำระเงินเปลี่ยนไป
บริษัทยังเปิดเผยอินไซต์ของผู้บริโภค ซึ่งเป็นลูกค้าบัตรกรุงศรี คอนซูมเมอร์ในปี 2568 สิ่งที่พบคือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป 3 ประการหลัก
ประการแรก คือ ผู้บริโภคต้องการความสะดวกพร้อมใช้ หรือ Convenience Wins โดยเห็นได้จากยอดใช้จ่ายอีคอมเมิร์ซเติบโต 2% สวนทางกับการซื้อหน้าร้านที่ติดลบ 3% หมวดสั่งอาหารเดลิเวอรีเติบโตสูงถึง 11% ขณะที่การทานที่ร้านบวกเพียง 1%
ประการที่สอง คือ กลุ่มลูกค้าพรีเมียมเริ่มชะลอการใช้จ่ายลงในทุกกลุ่ม ยอดใช้จ่ายในร้านอาหารกลุ่มหรูหราติดลบถึง 18% ร้านอาหารบริการด่วนกลับเติบโตบวก 9%
“คนเรายังไงก็ต้องกิน ไม่กินก็ตาย แต่ถ้าจะกิน อิ่มเท่ากันแต่ขอลดค่าใช้จ่ายลงนิดนึงได้ไหม” คุณอธิศกล่าวถึงพฤติกรรมการรัดเข็มขัดของผู้บริโภค
สินค้าแบรนด์เนมมียอดใช้จ่ายติดลบ 16% เสื้อผ้าแฟชั่นที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่าง Fast Fashion ยอดใช้จ่ายยังคงทรงตัว ยอดใช้จ่ายในโรงพยาบาลเอกชนติดลบ 5% ขณะที่การใช้จ่ายในโรงพยาบาลรัฐกลับเพิ่มขึ้น 7%
ประการที่สาม คือ พฤติกรรมการชำระเงินเปลี่ยนไป ผู้บริโภคใช้บัตรบ่อยขึ้นโดยจำนวนธุรกรรมเพิ่มเกือบ 10% แต่มียอดใช้จ่ายต่อครั้งลดลง ผู้บริโภคเลือกใช้การผ่อนชำระ 0% มากขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระในแต่ละเดือน หมวดตกแต่งบ้านมียอดรูดเต็มติดลบ 8% แต่ยอดผ่อนชำระบวก 6% หมวดความงามมียอดรูดเต็มติดลบ 1% แต่ยอดผ่อนชำระบวก 2%
หมวดใช้จ่ายสูงสุด 5 หมวดส่วนใหญ่ยังเป็นหมวดชีวิตประจำวัน
หมวดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสูงสุด 5 อันดับแรกส่วนใหญ่ยังเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดชีวิตประจำวัน หมวดเหล่านี้ได้แก่ ประกันภัย ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน ตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน และช้อปปิ้งออนไลน์ สิ่งนี้สะท้อนถึงการรัดเข็มขัดของผู้บริโภคอย่างชัดเจน
ส่วนหมวดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดกลับเป็นโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชัน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนใช้เงินซื้อโฆษณาและซื้อ Boost Post กันมากขึ้น ตัวแทนท่องเที่ยวก็เติบโตสูงถึง 11% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนไทยซื้อหมวดท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จที่เดียวจบมากขึ้น
การจองตรงกับสายการบินติดลบ 14% และจองโรงแรมติดลบ 11% การท่องเที่ยวระยะไกลทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง คาดว่าจะเกิดการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียที่ใกล้เคียงแทน
ทิศทางหลักของบริษัทคือการปรับเปลี่ยนโฟกัสจากสินค้าฟุ่มเฟือยมาเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน และเน้นการช่วยแบ่งเบาภาระในการใช้จ่ายให้ลูกค้า
บริษัทยังมีมาตรการช่วยเหลือด้วยการคงอัตราการชำระรายเดือนไว้ที่ 8% บริษัทยังคืนดอกเบี้ย 0.25% ให้กับลูกค้าที่จ่ายตรงเวลาอีกด้วย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เจาะพฤติกรรม Gen Z เลือกแบรนด์ปี 2569 ด้วยกลยุทธ์ TRUST
Meta เปิดตัว ‘Muse Spark’ โมเดลแรกจาก Superintelligence Labs ยกระดับ AI ฉลาด-เฉพาะบุคคลมากขึ้น



