Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

JAS Asset ชูโมเดล Mixed-Use Community Mall รับ Longevity Trend

JAS Asset ชูโมเดล Mixed-Use Community Mall รับ Longevity Trend

บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ JAS Asset ประกาศทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง 2569 เดินหน้าโมเดล Mixed-Use Community Mall เต็มรูปแบบ ผนวกธุรกิจค้าปลีก กีฬา โรงแรม และดูแลสุขภาพเข้าไว้ในโครงการเดียวกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ ศูนย์การค้าชุมชนต้องเป็นมากกว่าพื้นที่ช้อปปิ้ง แต่ต้องกลายเป็น “พื้นที่ใช้ชีวิต” ที่ตอบโจทย์ผู้คนในชุมชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย

ในปี 2569 ตลาดศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผู้เล่นรายใหม่และการขยายตัวของผู้เล่นรายเดิมที่ต่างชูจุดขายด้านขนาดพื้นที่และจำนวนร้านค้า JAS Asset เลือกเดินในเส้นทางที่แตกต่างออกไป

สุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2569 การดำเนินธุรกิจต้องเผชิญกับโจทย์ที่มีความท้าทายสูง ซึ่งผลลัพธ์มีทั้งส่วนที่สำเร็จตามเป้าหมายและส่วนที่ต้องปรับเปลี่ยนตามสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ บริษัทยังคงเชื่อมั่นว่าศูนย์การค้าที่มีศักยภาพสูงสุด อาจไม่ใช่ศูนย์การค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่คือศูนย์การค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนได้มากที่สุด

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนถึงการวางตำแหน่งทางการตลาดของบริษัทในการเป็นจุดหมายปลายทางของชุมชน (Destination ของชุมชน) มากกว่าการเป็นจุดหมายปลายทางของเมือง โดยมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาใช้เวลา พบปะสังสรรค์ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน นอกเหนือจากการเข้ามาซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว

คุณสุพจน์ยังได้กล่าวถึงบทเรียนสำคัญในอดีตว่า ก่อนที่บริษัทจะประสบความสำเร็จกับโครงการ JAS วังหิน ในปี 2514 บริษัทเคยประสบปัญหาจนต้องยุติการดำเนินงานโครงการศูนย์การค้าแห่งแรกภายใต้ชื่อ “J-Venue” ย่านรังสิต ในปี 2550 เนื่องจากในเวลานั้นเป็นการบริหารจัดการเองทั้งหมดตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้างไปจนถึงการดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต อย่างไรก็ตาม บริษัทได้นำบทเรียนดังกล่าวมาปรับใช้เป็นฐานคิดในการพัฒนาองค์กร จนสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงในปัจจุบัน

สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้ บริษัทได้ชะลอการลงทุนในโครงการใหม่บนที่ดินผืนใหม่ เนื่องจากสภาวะต้นทุนทางการเงินยังคงอยู่ในระดับสูง โดยหันมาเน้นการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการที่มีอยู่เดิม พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราการเช่าพื้นที่ให้อยู่ที่ระดับ 95% ทั้งนี้ คุณสุพจน์ระบุว่า แม้บริษัทจะมีแผนการขยายธุรกิจไปยังต่างจังหวัด เช่น จังหวัดขอนแก่น แต่จะยังไม่เริ่มดำเนินการในปีนี้ โดยคาดว่าหากโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จะเริ่มพิจารณาจัดหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ได้ในช่วงปลายปีหน้า

ในส่วนของการแข่งขันทางธุรกิจ ผู้บริหารประเมินว่าการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาพัฒนาโครงการ Community Mall มากขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน แต่กลับส่งผลดีในการช่วยยกระดับมูลค่าพื้นที่และราคาที่ดินโดยรอบให้สูงขึ้น โดยยกตัวอย่างโครงการสาขาคูบอน ซึ่งราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นจากเดิม 30,000 บาทต่อตารางวา เป็นประมาณ 800,000 บาทต่อตารางวาในปัจจุบัน

แจส กรีน วิลเลจ คูบอน: ต้นแบบ Mixed-Use เต็มรูปแบบแห่งแรก

โครงการ แจส กรีน วิลเลจ คูบอน ถือเป็นต้นแบบโครงการ Mixed-Use Community Mall เต็มรูปแบบแห่งแรกของบริษัท โดยเป็นศูนย์รวมการบูรณาการธุรกิจในเครือทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันภายในพื้นที่เดียวอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในโครงการประกอบด้วย คอมมูนิตี้มอลล์ที่รวบรวมร้านค้ามากกว่า 200 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซูเปอร์มาร์เก็ต คลินิก และร้านค้าไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ยังมี JAS Sport Club ซึ่งประกอบด้วยสนามพิกเคิลบอล สนามแบดมินตันจำนวน 5 คอร์ต และสนามฟุตบอลอีก 2 สนาม รวมถึงการจัดกิจกรรมเต้นแอโรบิกสำหรับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับโรงแรม SENS Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ Premium Budget จำนวน 77 ห้อง และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ SENERA ขนาด 52 เตียง ที่ให้บริการดูแลทั้งแบบรายวัน ระยะสั้น ระยะยาว รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงพักฟื้นหลังการผ่าตัดหรือผู้ป่วยภาวะโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

การผสานธุรกิจหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกันนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจดูแลสุขภาพและสังคมผู้สูงอายุ (Longevity Trend) ในปัจจุบัน

พลิกกลยุทธ์ Wellness: ลดเตียงผู้สูงอายุ เปิดโรงแรม รายได้โต 26%

สำหรับการปรับทิศทางธุรกิจที่สำคัญในปีนี้ เกิดขึ้นในส่วนของธุรกิจการดูแลสุขภาพ (Wellness) ซึ่งเดิมมุ่งเน้นการดำเนินงานศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในรูปแบบ Nursing Home ขนาดใหญ่จำนวน 207 เตียง แต่เนื่องจากประสบปัญหาต้นทุนด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ในระดับสูง จึงนำไปสู่การตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่

พงศิยา กิตติขจร Senior Vice President บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ทำการเปลี่ยนชื่อตราสินค้าจาก SENERA Senior Wellness เป็น SENERA พร้อมแบ่งรูปแบบการดำเนินธุรกิจออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจดูแลสุขภาพ (Wellness) และธุรกิจการบริการ (Hospitality) โดยปรับลดจำนวนเตียงผู้สูงอายุจาก 207 เตียง เหลือ 52 เตียง และนำพื้นที่ส่วนที่เหลือในอาคาร Active Living มาพัฒนาเป็นโรงแรมภายใต้ชื่อ “SENS Hotel Bangkok Kubon”

การปรับโครงสร้างในครั้งนี้ช่วยตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า Wellness ได้โดยตรง โดยเพิ่มทางเลือกห้องพักสำหรับเครือญาติที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ให้สามารถพำนักอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุที่เข้ารับการดูแลในโครงการ รวมถึงรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเข้าพักร่วมกับผู้สูงอายุ เนื่องจากโครงสร้างห้องพักได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้งานของผู้สูงอายุตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งช่วยให้โรงแรมสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณพงศิยาได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาค่าบริการเฉลี่ยต่อเตียงของธุรกิจ Wellness ได้ปรับตัวสูงขึ้นจาก 29,000 บาทต่อเดือน เป็น 60,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากบริษัทได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาเจาะกลุ่มตลาดระดับกลางถึงระดับบน และมุ่งเน้นการให้บริการระดับพรีเมียมที่ปราศจากการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการ (Zero Complaint) โดยสัดส่วนลูกค้าในปัจจุบันแบ่งเป็นชาวไทยร้อยละ 70 และชาวต่างชาติร้อยละ 30 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรปและออสเตรเลียที่มีครอบครัวในประเทศไทย รวมถึงชาวจีนที่เดินทางมาพำนักในช่วงฤดูหนาว นอกจากนี้ บริษัทยังได้พัฒนาห้องพักรูปแบบ Poshtel ซึ่งเป็นลักษณะการใช้ห้องน้ำร่วมกันแต่ยังคงความเป็นส่วนตัว เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ายุโรปโดยเฉพาะ

ขณะเดียวกัน กลุ่มลูกค้าระยะสั้น (Short-term stay) มีความต้องการเข้าพักเพื่อฟื้นฟูร่างกายในระยะสั้น เช่น หลังเข้ารับการผ่าตัด หรือการฝากดูแลในช่วงเทศกาลประมาณ 2-3 คืน เป็นจำนวนมาก ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดีเกินความคาดหมาย ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนการร่วมมือกับโรงพยาบาลพันธมิตรเพื่อจัดกิจกรรมเชิงป้องกัน (Preventive) ผ่านโปรแกรมการเข้าพัก 1-2 คืน โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้และจัดกิจกรรมดูแลสุขภาพ

ผลจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ดังกล่าว ส่งผลให้รายได้ในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตขึ้นร้อยละ 26 มีกระแสเงินสดที่คล่องตัวขึ้น และสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากผลตอบรับเชิงบวกนี้ บริษัทจึงเตรียมขยายโมเดลธุรกิจดังกล่าวไปยังสาขาบางบัวทอง โดยมีกำหนดเปิดให้บริการ “SENS Hotel Nonthaburi Bangbuathong” ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ พร้อมกับการเปิดให้บริการ SENERA คลินิกกายภาพบำบัดสำหรับบุคคลภายนอก เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีภาวะออฟฟิศซินโดรมและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

“บริษัทมีความมั่นใจว่าการปรับกลยุทธ์ด้วยการบูรณาการธุรกิจดูแลสุขภาพเข้ากับธุรกิจการบริการในครั้งนี้ รวมถึงการเชื่อมโยงบริการต่าง ๆ ภายในศูนย์การค้าชุมชน จะช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” คุณพงศิยากล่าว

COO เปิด Blueprint: ใช้ Data เชื่อม Customer Journey ไร้รอยต่อ พร้อมจับมือพันธมิตรตั้ง JTHA บริหารโรงแรม

ในส่วนของการปฏิบัติการ บริษัทได้วางกลไกสำคัญเพื่อให้ระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งหมดขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิด Operational Synergy ที่เชื่อมโยงประสบการณ์ของผู้ใช้บริการระหว่างศูนย์การค้าชุมชน ศูนย์ดูแลสุขภาพ และธุรกิจการบริการเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น

ชิน พิทักษ์ นรเทพกิตติ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป้าหมายหลักในปี 2569 คือการนำวิสัยทัศน์ ‘Community Living Ecosystem’ มาปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในทุกโครงการ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการพื้นที่แบบบูรณาการ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven Operations) เพื่อประเมินความต้องการที่แท้จริงของชุมชน พร้อมทั้งปรับปรุงการบริการและสัดส่วนร้านค้าผู้เช่า (Tenant Mix) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

นอกเหนือจากการพัฒนาระบบภายในแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนผ่านการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ งานวิ่ง กิจกรรมวันลอยกระทง วันฮาโลวีน และวันสงกรานต์ ซึ่งสาขาคูบอนมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานสูงเป็นประวัติการณ์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการสร้าง Community Living Ecosystem ของบริษัท ไม่ได้พึ่งพาเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกมิติ

สำหรับความร่วมมือครั้งสำคัญ บริษัทได้ร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตร TH District จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ “JTHA” เพื่อบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การควบคุมต้นทุนการก่อสร้าง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์เพื่อบริหารรายได้ของโรงแรม โดยเป็นการผสานจุดแข็งด้านพื้นที่และสถาปัตยกรรมของบริษัท เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านระบบการปฏิบัติการของ TH District

คุณชินเปิดเผยเพิ่มเติมว่า เป้าหมายระยะยาวของ JTHA ไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการโรงแรมในเครือเท่านั้น แต่ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทมหาชนผู้ให้บริการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งการออกแบบ การควบคุมต้นทุน และการบริหารจัดการรายได้

ชะลอขยายโครงการใหม่ โฟกัสเติมเต็มของเดิม พร้อมฐานพันธมิตรกว่า 100 ราย

แม้บริษัทจะมีแผนการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างจังหวัด แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ต้นทุนทางการเงินยังคงอยู่ในระดับสูง ทิศทางธุรกิจในปีนี้จึงมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของโครงการเดิมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นสาขาคูบอน วัดลาดปลาดุก ประเวศ และศรีนครินทร์ โดยพัฒนาให้แต่ละโครงการมีรูปแบบ Mixed-Use ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายอัตราการเช่าพื้นที่ที่ร้อยละ 95

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท คือ เครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจที่มีมากกว่า 100 ราย ซึ่งร่วมเติบโตมาพร้อมกับโครงการต่าง ๆ ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยคุณสุพจน์กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในปัจจุบันคือกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมเดินทางด้วยกันมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดสัดส่วนร้านค้าผู้เช่าที่หลากหลาย และบริษัทจะยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีนี้ไว้ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เติบโตไปด้วยกันอย่างต่อเนื่อง

คุณชิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากดำเนินงานของบริษัทเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่บริษัทให้ความสำคัญกับพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 100 ราย ที่ร่วมพัฒนาและเติมเต็มพื้นที่ในโครงการต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้โมเดลธุรกิจนี้ขับเคลื่อนได้อย่างแข็งแกร่ง

สรุปทิศทางใหม่: จาก Community Mall สู่ Community Living Ecosystem

การเปลี่ยนแปลงเส้นทางธุรกิจของ บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) จากจุดเริ่มต้นในการบริหารพื้นที่ตู้โทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้แบรนด์ IT Junction สู่การพัฒนาศูนย์การค้าชุมชน และก้าวสู่การเป็น Community Living Ecosystem ในปัจจุบัน สะท้อนถึงการปรับตัวขององค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง โมเดล Mixed-Use นี้จึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมธุรกิจหลากหลายประเภทไว้ในพื้นที่เดียวกัน แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คนทุกช่วงวัยเข้าด้วยกัน ตั้งแต่พื้นที่การเรียนรู้และเล่นกีฬาของเด็ก พื้นที่กิจกรรมสำหรับครอบครัว พื้นที่ดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ตลอดจนพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเติบโตทางธุรกิจได้

บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ให้เป็นมากกว่าศูนย์การค้า แต่เป็น “บ้านหลังที่สอง” ที่สร้างความรู้สึกปลอดภัยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนอย่างแท้จริง ดั่งแนวคิดที่ว่า “Together We Grow. The Second Half Begins.”

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เซ็นทรัลพัฒนา-อิคาโน่ กางมาสเตอร์แพลน ‘เมกาซิตี้’ 7 หมื่นล้าน พลิกโฉมกรุงเทพฯ ตะวันออก

ศุภาลัยชี้เกมอสังหาฯวันนี้ วัดกันที่ต้นทุนการเงิน ไม่ใช่แค่ราคา

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar