Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ถอดบทเรียน ‘สุริยาฟิวเนอรัล’: ยกระดับสัปเหร่อไทย สู่ครอบครัวชั่วคราว

ถอดบทเรียน 'สุริยาฟิวเนอรัล': ยกระดับสัปเหร่อไทย สู่ครอบครัวชั่วคราว

ลมหายใจสุดท้ายและรอยยิ้มของคนเป็น กับการเดินทางของ “สุริยาหีบศพ” จากสัปเหร่อสู่ครอบครัวชั่วคราว ….

เมื่อเอ่ยถึงคำว่าสัปเหร่อ หลายคนอาจนึกถึงบรรยากาศที่น่ากลัวและความโศกเศร้า แต่สำหรับ บริษัท สุริยาฟิวเนอรัล จำกัด ธุรกิจที่อยู่กับการจัดการความสูญเสียมาถึง 70 ปี อาชีพนี้กลับมีความหมายลึกซึ้งในฐานะผู้ส่งวิญญาณที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสียสละ

บทความนี้จะพาไปสัมผัสเรื่องราวการเดินทางผ่านมุมมองของ วิโรจน์ สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้เปลี่ยนความหวาดกลัวในวัยเด็กให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนากระบวนการจัดการศพระดับสากล พร้อมด้วย รมิดา สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นที่ 3 ที่เข้ามาพลิกโฉมภาพจำของสัปเหร่อแบบเดิมสู่การเป็น Funeral Director ผู้เปรียบเสมือนครอบครัวชั่วคราว ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของครอบครัวผู้สูญเสียในวันที่ยากลำบากที่สุด

ปฐมบทแห่งความหวาดกลัว

ในวัย 12 ปี เด็กชายวิโรจน์ สุริยเสนีย์ ต้องเผชิญหน้ากับความตายอย่างใกล้ชิด เมื่อเตี่ยสมชาย (สุริยเสนีย์) ผู้ก่อตั้งสุริยาหีบศพ บังคับให้เขาลองใช้มือสัมผัสร่างไร้วิญญาณเป็นครั้งแรก คุณวิโรจน์เล่าว่าความเย็นเยียบที่ปลายนิ้วสัมผัสในวันนั้น ทำให้เขาขนลุกและหวาดกลัวจนเหงื่อแตก ซึ่งนั่นคือปฐมบทการเป็นสัปเหร่อของเขากับธุรกิจครอบครัวแห่งบริษัท สุริยาฟิวเนอรัล จำกัด

ภาพจำของสัปเหร่อในสังคมไทยมักถูกผูกติดอยู่กับความน่ากลัว และเป็นอาชีพที่หลายคนมองว่าไม่มีเกียรติ คุณวิโรจน์ ทายาทรุ่นที่ 2 เล่าความรู้สึกในอดีตว่า เขาเคยพยายามหนีจากเส้นทางนี้ด้วยการหันไปเล่นดนตรี ทว่าสุดท้ายก็ต้องกลับมาสานต่อกิจการของคุณพ่อ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการพลิกโฉมหน้าการจัดการศพในประเทศไทย

“ทำยังไงจะให้อาชีพสัปเหร่อที่เราทำกันอยู่นี่เนี่ย ดูงดงามดูสวยงาม ในเมื่อเรา มีสิทธิ์ที่จะได้จับต้องผู้เสียชีวิตจับต้องคนที่เขารักเขาไว้ใจแล้ว” คุณวิโรจน์กล่าว

จากทางตันสู่นวัตกรรมระดับสากล

คุณวิโรจน์เปิดเผยถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า เขาเคยเชื่อว่าธุรกิจหีบศพแบบที่ครอบครัวทำอยู่นั้นเดินทางมาถึงทางตัน เพราะโลงศพรูปแบบนี้มีใช้งานเพียงแค่ในประเทศไทย ลาว พม่า และเวียดนามเท่านั้น แต่แล้วจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมสึนามิในปี 2547 ทีมงานของบริษัท สุริยาฟิวเนอรัล จำกัด ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ในการจัดการร่างผู้เสียชีวิตเกือบ 4,000 ศพ ที่นั่นมีชาวต่างชาติเดินเข้ามาถามหาบริการส่งศพกลับประเทศ ซึ่งคุณวิโรจน์ในวันนั้นตอบได้เพียงว่าไม่มีและไม่รู้เรื่องเลย เหตุการณ์นั้นผลักดันให้เขาพูดคุยกับเพื่อนและใช้เวลาถึง 2 ปีเต็มในการศึกษาเรื่องนี้

การส่งจดหมายแนะนำตัวไปยังบริษัทจัดการศพทั่วโลก นำมาซึ่งการตอบรับจากต่างประเทศ และเปิดประตูพาคุณวิโรจน์ไปสู่งานนิทรรศการที่ฮ่องกง คุณวิโรจน์เล่าด้วยความตื่นเต้นว่า สิ่งที่เขาได้เห็นในงานจัดแสดงที่ฮ่องกงคือโลกใบใหม่ เขาได้พบกับ Funeral Director ที่แต่งตัวใส่สูท ได้เห็นนวัตกรรมรถลากศพที่สวยงาม การแต่งหน้าศพ และกระบวนการจัดการที่ทันสมัย

คุณวิโรจน์ตระหนักทันทีว่ากระบวนการในบ้านเรายังล้าหลังมาก โดยเฉพาะการใช้น้ำยาฟอร์มาลดีไฮด์ที่เป็นเพียวฟอร์มาลดีไฮด์ในการฉีดศพซึ่งเป็นอันตราย เขากลับมายังประเทศไทยพร้อมเป้าหมายที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน โดยเริ่มเข้าไปนำเสนองานกับโรงพยาบาลรัฐ เรียนรู้เรื่องการป้องกันการติดเชื้อ และทำงานร่วมกับพยาบาลแบบประคับประคอง เพื่อให้บริการหลังความตายอย่างสมบูรณ์แบบ

จากสัปเหร่อสู่ครอบครัวชั่วคราว

วิโรจน์ สุริยเสนีย์ และ รมิดา สุริยเสนีย์
วิโรจน์ สุริยเสนีย์ และ รมิดา สุริยเสนีย์

ปัจจุบัน ธุรกิจนี้ได้ส่งไม้ต่อมายังทายาทรุ่นที่ 3 แม้คุณวิโรจน์จะเคยคิดว่าลูกสาวอาจไม่สนใจอาชีพนี้ แต่ปัจจุบัน รมิดา สุริยเสนีย์ หรือน้องโบว์ และพี่น้องได้เข้ามาดูแลกิจการถึง 80%

คุณรมิดาเล่าในมุมมองของเธอว่า หน้าที่ของสัปเหร่อในปัจจุบันไม่ได้น่ากลัวหรือต้องใช้ผู้ชายกำยำคอยยกหีบศพเข้าเตาเผาอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาเป็น Funeral Director ที่ไปช่วยจัดการดูแลงานศพให้ราบรื่น เป็นเสมือนพาร์ตไทม์แฟมิลี่ที่เข้าไปซัพพอร์ตและแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้สูญเสีย ผู้สูญเสียต้องการการรับฟัง ความเข้าใจ และการเทกแคร์ คุณรมิดายอมรับว่า การเจอกับครอบครัวที่สูญเสียตลอดเวลานั้นไม่มีคำว่าชิน มันคือโอกาสที่ได้เข้าไปทะนุถนอมจิตใจครอบครัวหนึ่งที่เผชิญกับความยากลำบาก

“ไปเป็นคนที่เหมือนเป็น Family พาร์ตไทม์จ็อบ ไปเป็นครอบครัวของไปดูแลครอบครัวหนึ่งให้เขาแบ่งเบาภาระเขาให้เขาผ่านคนที่มันยากไปโดยง่ายนี่คือหน้าที่ของ Funeral Director” คุณรมิดา กล่าว

ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ไม่เป็นภาระ

เรื่องราวการเดินทางของบริษัท สุริยาฟิวเนอรัล จำกัด ทิ้งท้ายไว้ด้วยมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเตรียมตัวตาย คุณรมิดาแบ่งปันประสบการณ์ว่า เมื่อถึงหน้างาน ครอบครัวมักบอกว่าอยากทำให้คนที่รักอย่างเต็มที่ที่สุด แต่ในทางกลับกัน เมื่อผู้คนมาวางแผนความตายล่วงหน้า ทุกคนกลับตอบตรงกันว่าไม่อยากเป็นภาระคนข้างหลัง คุณรมิดาจึงเน้นย้ำว่า การเตรียมตัวตายที่ดีหรือการพูดเรื่องความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะสุดท้ายแล้วมันคือสิ่งที่จะช่วยให้คนที่ยังอยู่ข้างหลังสามารถก้าวเดินต่อไปได้ง่ายขึ้น

“การเตรียมตัวตายที่ดีหรือการพูดเรื่องความตายอะ บางทีไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเพราะว่าสุดท้ายแล้วมันอาจจะเป็นสิ่งที่เราช่วยให้คนเขายังอยู่ข้างหลังเขาไปต่อได้ง่ายขึ้น” คุณรมิดา กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

วิชาข่าวร้าย: เมื่อความไม่รู้น่ากลัวกว่าความตาย ให้ ‘ความจริง’ นำทาง

ชรานคร: เสียงสะท้อนจากความเงียบ และเมืองที่โอบกอดเราในวันบั้นปลาย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar