ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบโลก ภาวะราคากุ้งตกต่ำ และการแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้วิสัยทัศน์ “TFM Accelerates Growth: From Market Recovery to Global Expansion” โดยวางเป้าหมายรายได้แตะ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนการขยับตัวของ TFM จากผู้นำตลาดอาหารกุ้งไทย สู่ผู้เล่นที่ต้องการขยายบทบาทในตลาดอาหารสัตว์น้ำระดับโลก ผ่าน 3 แกนสำคัญ คือ การรักษาความแข็งแกร่งในประเทศไทย การขยายตลาดในอินโดนีเซีย และการลงทุนในเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมกุ้งโลก
ขณะเดียวกัน TFM ยังพยายามผลักดันกุ้งไทยให้ขยับจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ ความยั่งยืน และตลาดพรีเมียม ผ่านแนวทาง Low Carbon Shrimp ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ฟาร์ม อาหารสัตว์ โรงแปรรูป ไปจนถึงตลาดปลายทาง
จากเกมต้นทุน สู่เกมคุณภาพและความยั่งยืน
พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM ระบุว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่แข่งขันกันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความยั่งยืน ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ กติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เข้มงวดขึ้น
ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดจากปริมาณส่งออกกุ้งไทยที่ลดลงจากกว่า 211,000 ตัน ในปี 2559 เหลือประมาณ 129,000 ตัน ในปี 2568 ขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงจาก 69,514 ล้านบาท เหลือประมาณ 40,889 ล้านบาท
สำหรับ TFM การแข่งขันในระยะต่อไปจึงไม่ใช่การนำราคาไปชนกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่เพียงอย่างเดียว เพราะไทยยังเสียเปรียบหลายประเทศในด้านต้นทุนและปริมาณการผลิต แต่ต้องสร้างจุดต่างด้วยคุณภาพ ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ มาตรฐานการผลิต และการลดคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิต
เอกวาดอร์ ฐานเติบโตใหม่ และบทเรียนจากเบอร์ 1 โลก
การขยับครั้งสำคัญของแผนผลักดันรายได้สู่ 10,000 ล้านบาทในปี 2573 คือการขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตกุ้งอันดับ 1 ของโลก มีปริมาณการผลิตราว 1.5 ล้านตันต่อปี และยังเติบโตต่อเนื่อง
คุณพีระศักดิ์เปิดเผยว่า “Roadmap จากปี 2568 ถึง 2573 เราวางแผนการเติบโตแบบ Organic Growth ไว้ปีละ 8-10% ส่วนต่างที่ยังขาดอยู่อีกประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท จะถูกเติมเต็มด้วยโครงการลงทุนที่เอกวาดอร์ ซึ่งเป็นบทใหม่ที่สำคัญของเรา”
โครงการเอกวาดอร์อยู่ระหว่างการจัดตั้งบริษัทย่อยร่วมกับพันธมิตรในประเทศเอกวาดอร์ โดยมี Avanti ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญจากอินเดีย เข้าร่วมถือหุ้น 10% และมี Local Partner ในพื้นที่ ขณะที่วงเงินลงทุนรวมสำหรับโครงการนี้ไม่เกิน 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับก่อสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571 และช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกประมาณ 80%
ในปีนี้ บริษัทวางงบลงทุนเกี่ยวกับโครงการเอกวาดอร์ไว้ราว 400-500 ล้านบาท สำหรับการซื้อที่ดิน การออกแบบ ที่ปรึกษา และการชำระเงินมัดจำเครื่องจักร ขณะที่งบลงทุนรวมทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 680 ล้านบาท เพื่อรองรับทั้งโครงการเอกวาดอร์และการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจหลัก
เอกวาดอร์ไม่ได้เป็นเพียงตลาดใหม่ของ TFM แต่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้จากประเทศผู้ผลิตกุ้งอันดับ 1 ของโลก ทั้งด้านขนาดการผลิต เทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ AI การใช้เครื่องจักร และการบริหารต้นทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อนำกลับมาต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทย
อินโดนีเซีย อีกสมรภูมิที่ต้องขยายฐาน
นอกจากเอกวาดอร์ TFM ยังวางอินโดนีเซียเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญ ภายใต้กลยุทธ์ “Win in Thailand – Expand in Indonesia – Next Wave of Growth” โดยตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้เล่นอันดับ 3 ของตลาดอาหารสัตว์น้ำในอินโดนีเซียภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่อยู่อันดับ 6
อินโดนีเซียยังเป็นประเทศที่มีปริมาณผลผลิตมากกว่าไทย และมีโอกาสเติบโตในระยะยาว
TFM คาดว่าในอนาคตรายได้จากการขายต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 50% ของพอร์ต สะท้อนการลดการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงด้านเดียว และขยายฐานสู่ตลาดที่มีศักยภาพสูงกว่าเดิม
Low Carbon Shrimp จุดต่างของกุ้งไทยในตลาดพรีเมียม
ในวันที่กุ้งไทยไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ได้ง่ายเหมือนเดิม TFM มองว่า Low Carbon Shrimp คือจุดขายใหม่ของกุ้งไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมในสหรัฐฯ และยุโรป
คุณพีระศักดิ์ กล่าวว่า จุดแข็งของไทยคือกุ้งที่มีคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีมาตรฐานรองรับ ขณะที่กลุ่มไทยยูเนี่ยนสามารถสร้าง Synergy ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงเพาะฟัก ฟาร์ม อาหารสัตว์ของ TFM ไปจนถึงโรงแปรรูป ห้องเย็น และตลาดปลายทาง
TFM มองว่า Low Carbon Shrimp ไม่ใช่เป็นเพียงประเด็นด้าน ESG แต่เป็นเครื่องมือสร้างตำแหน่งการเป็นสินค้าพรีเมียม ให้กุ้งไทย ในวันที่ผู้ซื้อทั่วโลกยังสามารถเลือกซื้อกุ้งราคาถูกจากประเทศอื่นได้ หากไทยไม่มีจุดต่างที่ชัดเจน
บริหารต้นทุนโดยไม่ลดคุณภาพอาหาร
แม้ TFM เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปลาป่นที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 30-40% และในไตรมาส 1 ปี 2569 ต้นทุนปลาป่นปรับเพิ่มขึ้นกว่า 31% แต่บริษัทยังคงยืนยันแนวทางไม่ลดคุณภาพอาหารสัตว์
คุณพีระศักดิ์ระบุว่า แม้ปลาป่นจะเป็นต้นทุนสำคัญและราคาปรับขึ้นจากปัญหา Supply ในตลาดโลก แต่ TFM จะไม่ปรับสูตรเพื่อลดคุณภาพ หรือเปลี่ยนไปใช้โปรตีนทางเลือกเพียงเพื่อลดต้นทุน เพราะไม่ใช่แนวทางของ Thai Union
“เราไม่ลดคุณค่า” ผู้บริหาร TFM กล่าวย้ำ โดยบริษัทจะยังคงใช้วัตถุดิบและสัดส่วนปลาป่นที่เหมาะสม เพื่อส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพให้เกษตรกร เพราะท้ายที่สุดเกษตรกรต้องเลี้ยงกุ้งได้จริง
ด้าน ปิยนุช มริตตนะพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ระบุว่า บริษัทใช้การบริหารจัดการต้นทุนหลายด้าน ทั้งการบริหารวัตถุดิบ การควบคุมค่าใช้จ่ายภายใน และการวางแผนการลงทุน โดยมีวัตถุดิบบางรายการ เช่น ถั่วเหลืองและแป้งสาลี ที่ไม่ได้ปรับขึ้นแรงเหมือนปลาป่น จึงช่วยชดเชยแรงกดดันบางส่วนได้
ในด้านประสิทธิภาพการผลิต TFM มุ่งใช้ระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาช่วยลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และทำให้โรงงานสามารถแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว
ผลประกอบการยังสะท้อนความสามารถในการประคอง Margin
ในไตรมาส 1 ปี 2569 TFM มีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แม้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปลาป่น บริษัทยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 20.0% และอัตรากำไรสุทธิที่ 11.1%
ธุรกิจอาหารกุ้งยังเป็นเครื่องยนต์หลัก คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 66.4% และมีอัตรากำไรขั้นต้น 21.9%
สำหรับโครงสร้างรายได้ตามภูมิภาค รายได้หลักยังมาจากประเทศไทย คิดเป็น 90.4% ของรายได้รวม และเติบโต 13.9% จากปีก่อน ขณะที่รายได้จากอินโดนีเซียคิดเป็นประมาณ 7.8% ส่วนที่เหลือมาจากศรีลังกาและตลาดอื่น ๆ
ปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8-10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 6,035 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 18-20%
ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมกุ้งไทย
คุณพีระศักดิ์มองว่า ความเสี่ยงสำคัญของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า คือโรคระบาด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการควบคุมได้ยาก และอาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบการผลิต
อีกความเสี่ยงคือความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรไทยให้สอดคล้องกับ Demand ของตลาดโลก เพราะหากไทยยังผลิตโดยไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลปลายทาง ก็จะยิ่งเสียเปรียบประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมี Volume มากกว่า
TFM มีการผลักดันให้เกษตรกรรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยี ฐานข้อมูล และแนวทาง Data-Driven Farming มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคระบาด เพิ่มประสิทธิภาพ และปรับตัวให้ทันกับตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนไป
สำหรับ TFM ทางออกของอุตสาหกรรมจึงอยู่ที่การยกระดับคุณภาพ การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และความยั่งยืน เพื่อสร้างความแตกต่างให้กุ้งไทย มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Uppercase M ชู Agentic AI สร้างระบบเอง นำร่องแสนสิริ
AI ชี้ชะตา GDP ไทย: ยุทธศาสตร์ ‘รัฐบาลแนวหน้า’ พลิกโฉมประเทศสู้วิกฤติสูงวัย



